คนทำงานกับเรื่องของการลดหย่อนภาษี

คนทำงานกับเรื่องของการลดหย่อนภาษี
27/12/17   |   2.1k   |  

แม้ว่าการจ่ายภาษีตามเกณฑ์ที่บังคับจะเป็นเรื่องที่ดีต่อประเทศ เพราะประเทศจะได้มีเงินใช้เยอะ ๆ แต่ก็ในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนต่างก็มีภาระที่ต้องใช้เงินกันทั้งนั้น เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะจ่ายภาษีได้ตามความต้องการของรัฐ ซึ่งรัฐเองก็เข้าใจในส่วนนี้ จึงได้มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กฎหมายให้แก่ผู้ที่ทำงานทั้งหลายได้ลดหย่อนเงินที่จะจ่ายภาษี แล้วนำเงินไปใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นและก็ยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปในตัวอีกด้วย

ฉะนั้นแล้วก่อนการยื่นภาษี จะต้องมีการคิดคำนวณภาษีว่าเรามีรายได้เท่าไหร่และมาจากไหนบ้าง แล้วก็รวบรวมเอกสารที่จะใช้ยื่นให้ครบ รวมถึงต้องรู้ว่ามีสิ่งใดที่จะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีที่ต้องจ่ายของเราได้บ้าง ซึ่งหากเป็นคนที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องจ่ายภาษีด้วยแล้ว สิ่งนี้จะสำคัญมากเพราะจะเป็นตัวที่ทำให้เราจ่ายภาษีน้อยลง ซึ่งจะทำให้เรามีเงินเหลือเก็บเพื่อนำไปประโยชน์อย่างอื่นมากขึ้น แต่ว่าก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่าเงินในแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกัน บางอย่างใช้ลดหย่อนภาษีได้ แต่บางอย่างก็ไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้

JobThai จึงอยากจะรวบรวมความเข้าใจเกี่ยวกับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และพาไปดูว่าเราสามารถลดหย่อนภาษีจากอะไรได้บ้าง เพื่อจะได้ทำให้คนทำงานอย่างเราไม่พลาดที่จะมีเงินเก็บมากยิ่งขึ้น

 

 

  • "เงินได้พึงประเมิน" คือเงินจากการทำงานแล้วทำให้เรารวยขึ้น และเมื่อมีเงินได้เข้ามา กฎหมายก็จะบังคับให้เราต้องเอามาเสียภาษี
  • ค่าใช้จ่าย คือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กฎหมายมอบให้ ขึ้นอยู่กับ "ประเภทของเงิน" ที่ได้รับ
  • ค่าลดหย่อน คือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กฎหมายมอบให้ ขึ้นอยู่กับ “สถานภาพและภาระ” ที่มีอยู่
  • วิชาชีพอิสระ ไม่ได้หมายถึงอาชีพฟรีแลนซ์แต่เป็นอาชีพที่กฎหมายกำหนดไว้ได้แก่
    • วิชาชีพการประกอบโรคศิลปะ
    • นักกฎหมาย
    • วิศวกร
    • นักสถาปัตยกรรม
    • นักบัญชี
    • และช่างประณีตศิลปกรรม

 

 

3 คำนี้จำให้ดี: ค่าใช้จ่าย เงินได้พึงประเมิน และค่าลดหย่อน

ถึงจะขึ้นชื่อว่าเงินเหมือนกันก็ตาม แต่ในการคิดภาษีนั้นกฎหมายได้แบ่งเงินออกเป็นประเภทต่าง ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดเก็บภาษี โดย 3 อย่างหลักที่คนทำงานควรรู้จักก็ได้แก่ "ค่าใช้จ่าย เงินได้พึงประเมิน และค่าลดหย่อน" ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่บ้างเล็กน้อย แต่หากเราไม่ทำความเข้าใจ 3 สิ่งนี้ให้ดี ก็อาจจะทำให้พลาดโอกาสในการลดหย่อนภาษีได้

 

อะไรเป็นเงินได้พึงประเมินบ้าง ?

ปกติแล้วไม่ว่าจะได้เงินจากอะไรจากอะไรก็ตาม ถ้าเงินนั้นเข้ามาอยู่ในมือเราแล้วทำให้เรารวยขึ้น ก็ถือว่าเงินนั้นคือ "เงินได้" ของเราแล้ว และเมื่อมีเงินได้เข้ามา กฎหมายก็จะบังคับให้เราต้องเอามาเสียภาษี ซึ่งภาษากฎหมายจะเรียกเงินได้นั้นว่า "เงินได้พึงประเมิน" ซึ่งก็คือเงินที่เราได้มา เพื่อจะนำไปประเมินว่าต้องเสียภาษีหรือเปล่านั่นเอง

โดยจะเสียหรือไม่ต้องเสียภาษี ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายซึ่งจะเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเงินได้ก้อนนั้นที่เรายื่นประเมินไป เป็นเงินได้ที่จะต้องเสียหรือไม่ต้องเสียภาษี เช่น อาจจะไม่ถึงเกณฑ์ หรือได้รับสิทธิพิเศษยกเว้น

ประเภทของเงินได้พึงประเมิน

ประมวลรัษฎากรได้แยกเงินได้พึงประเมินแบ่งได้เป็น 8 ประเภท ซึ่งเงินได้แต่ละประเภทจะมีวิธีหัก "ค่าใช้จ่าย" ที่เกี่ยวข้องกับการหารายได้ และการหักภาษี ณ ที่จ่ายแตกต่างกันไป

  • ประเภทที่ 1 คือ เงินที่ได้รับจาก เงินเดือน โบนัส
  • ประเภทที่ 2 คือ เงินที่ได้รับจาก ตำแหน่งงานซึ่งไม่ใช่เงินเดือน หรืออาชีพเสริมต่าง ๆ
  • ประเภทที่ 3 คือ เงินที่ได้รับจาก ค่าความนิยม ( Goodwill ) ค่าแห่งลิขสิทธิ์ เป็นต้น
  • ประเภทที่ 4 คือ เงินที่ได้รับจาก ดอกเบี้ย ปันผล ส่วนแบ่งกำไร ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น เป็นต้น
  • ประเภทที่ 5 คือ เงินที่ได้รับจาก การให้เช่าทรัพย์สิน ยืมเงิน เป็นต้น
  • ประเภทที่ 6 คือ เงินที่ได้รับจาก การประกอบวิชาชีพอิสระ
  • ประเภทที่ 7 คือ เงินที่ได้รับจาก การรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระ 
  • ประเภทที่ 8 คือ เงินที่ได้รับจาก การทำธุรกิจ ทำเกษตร อุตสาหกรรม ขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ อื่น ๆ           

สรุปแล้วไม่ว่าจะได้รับเงินจากทางใดก็ตามก็ต้องถูกจัดอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่ง ดังนั้นเราต้องรู้ด้วยว่าเงินได้ของเราอยู่ในประเภทใด จะได้ยื่นภาษีถูกต้อง และจะได้รู้ว่าสามารถหักค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง

สำหรับเงินได้ประเภทที่ 6 หรือ เงินได้ของวิชาชีพอิสระไม่ได้หมายถึงฟรีแลนซ์นะ เพราะเงินของเหล่าฟรีแลนซ์นั้น จะถือว่าเงินที่ได้มาจะอยู่ในประเภทที่ 8 หรืออื่น ๆ นั้นเอง แต่วิชาชีพอิสระหมายถึง 6 อาชีพที่กฎหมายระบุว่าเป็นอาชีพที่สามารถหารายได้นอกเหนือจากเงินเดือนด้วยความสามารถพิเศษ ซึ่งก็มี

  1. วิชาชีพการประกอบโรคศิลปะ ได้แก่หมอ พยาบาล
  2. นักกฎหมาย
  3. วิศวกร
  4. นักสถาปัตยกรรม
  5. นักบัญชี
  6. ช่างประณีตศิลปกรรม

 

อะไรเป็นค่าใช้จ่ายบ้าง ? 

ในชีวิตประจำวัน เรามีค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายไปกับสิ่งของต่าง ๆ เช่น จ่ายค่ากับข้าว จ่ายค่ากาแฟ จ่ายค่าเสื้อผ้า เงินที่จ่ายออกไป ก็เพื่อจะได้รับสิ่งของเหล่านั้นตอบแทนกลับมา สำหรับความสำคัญในเชิงภาษีก็คือว่า การทำงานทุกอาชีพก็มี "ค่าใช้จ่าย" เช่นเดียวกัน เพื่อที่จะได้รายได้ตอบแทนกลับคืนมา คือกว่าที่จะได้รายได้มาก็ต้องมีการลงทุนไปก่อนนั่นเอง

เมื่อต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับสร้างรายได้ กฎหมายเลยให้สิทธิประโยชน์ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีเพื่อเป็นต้นทุนสำหรับการทำงาน โดยที่เงินได้แต่ละประเภทสามารถ จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้เท่าที่คิดว่าเหมาะสมกับรายได้ที่เกิดขึ้น แต่ว่าการหักค่าใช้จ่ายเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างหนึ่ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายเขียนรับรองไว้ด้วย หากค่าใช้จ่ายนั้นไม่มีกฎหมายรับรองก็จะหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แม้ว่าเราจะจ่ายไปจริง ๆ ก็ตาม

การหักค่าใช้จ่าย 2 แบบ คือ

  1. หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา แบบนี้ไม่ต้องใช้หลักฐานค่าใช้จ่าย ตัวอย่างเช่น ผู้มีเงินได้สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 ของเงินได้แต่รวมกันแล้วต้อง ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับทุกคน
  2. หักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควร หรือหักตามที่ใช่จ่ายจริง ๆ ต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายด้วย ซึ่งจะคิดเป็นกรณี ๆ ไป เช่น ทำกิจการที่ต้องมีค่าประกอบการ หรือการค้าที่ดินแต่ไม่ได้ตั้งใจเก็งกำไร อาจขายไปเพื่อการกุศลก็เอามาหักภาษีได้

 

อะไรเป็นค่าลดหย่อนบ้าง ?

ค่าลดหย่อนคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กฎหมายมอบให้กับผู้เสียภาษีตามภาระของตัวผู้เสียภาษีคนนั้น ๆ ได้แก่

 

   รายการที่ใช้

   ลดหย่อนภาษีได้

จำนวนเงินที่ลดได้

 1. ค่าลดหย่อนส่วนตัว   60,000 บาท
 2. ค่าลดหย่อนคู่สมรส

  60,000 บาท

  แต่ได้แค่ 1 คน เท่านั้น

 3. ค่าลดหย่อนบุตร

  30,000 บาท

  ถ้าเป็นลูกที่ถูกต้องตามกฎหมายจะใช้สิทธิลดหย่อนกี่คนก็ได้

 4. ค่าลดหย่อนบิดามารดา

  คนละ 30,000 บาท

  ถ้ามีพี่น้องหลายคน เลือกใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้แค่คนเดียว

 5. ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพ   คนละ 60,000 บาท

 6. ประกันชีวิตทั่วไป

  หรือ เงินฝากแบบมีประกันชีวิต

  เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
 7. ประกันสุขภาพบิดามารดา   เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท
 8. เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง

  เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท

  แต่รวมกับประกันชีวิตทั่วไปแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

 9. ค่าซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (กองทุน LTF)

  เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

  และไม่เกิน 500,000 บาท

 10. ค่าซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (กองทุน RMF)

  กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ

  กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

  และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน

  เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

  และไม่เกิน 500,000 บาท

 11. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

  เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

  แต่ไม่เกิน 200,000 บาท

  และถ้ารวมกับข้อ 10. ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

 12. เงินประกันสังคม   9,000 บาท

 13. โครงการบ้านหลังแรก

    สำหรับปี 2558-2559

  ลดได้สูงสุดปีละ 120,000 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี

  แต่ต้องซื้อช่วง

  13 ตุลาคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2559

 14. กองทุนการออมแห่งชาติ

  เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 13,200 บาท

  แต่ถ้ารวมกับ ข้อ 11. และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

  ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

 15. ดอกเบี้ยซื้อที่อยู่อาศัย   เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
 16. ชอปช่วยชาติ (ไม่มีทุกปี)   เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท
 17. ค่าซ่อมบ้านน้ำท่วม (ไม่มีทุกปี)

  เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท 

  และอยู่ในช่วงระหว่าง

  1 ธันวาคม 2559 ถึง 31 พฤษภาคม 2560

 18. ค่าซ่อมรถน้ำท่วม (ไม่มีทุกปี)

  เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท 

  และอยู่ในช่วงระหว่าง

  1 ธันวาคม 2559 ถึง 31 พฤษภาคม 2560

 19. เงินบริจาคน้ำท่วม 2560 (ไม่ได้มีทุกปี)

  1.5 เท่าของเงินบริจาคตามที่จ่ายจริง

  แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้ "หลังหักค่าลดหย่อน"

 20. เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม

  2 เท่าของเงินบริจาคตามที่จ่ายจริง

  แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้ "หลังหักค่าลดหย่อน"

 21. เงินบริจาคทั่วไป

  ตามที่จ่ายจริง

  แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้ "หลังหักค่าลดหย่อน"

 

สรุป "ค่าใช้จ่าย" และ "ค่าลดหย่อน" ต่างกันตรงไหน อย่างไร ?

  • ค่าใช้จ่าย คือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กฎหมายมอบให้ขึ้นอยู่กับ "ประเภทของเงิน"ที่ได้รับ เพราะบางอาชีพมีต้นทุนในการทำงานสูงกว่าจะได้รายรับกลับคืนมา ก็ควรจะต้องลดส่วนนี้ให้เขา
  • ค่าลดหย่อน คือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กฎหมายมอบให้ขึ้นอยู่กับ "สถานภาพและภาระ" ที่มีอยู่ บางคนมีภาระที่ต้องใช้เงินมากกว่าคนอื่น ดังนั้นก็ต้องลดภาระในส่วนภาษีให้เขา

 

เกร็ดความรู้!

ศัพท์กฎหมายวันละเล็ก วันละน้อย :

"ประมวลรัษฎากร" "พระราชบัญญัติ" "บทบัญญัติ" คืออะไร

เอาหล่ะ หลายคนอาจจะงง ๆ กับคำศัพท์กฎหมายอยู่บ้าง แต่เพื่อให้การอ่านกฎหมายและภาษีเป็นไปอย่างเพลิดเพลิน JobThai จึงอยากจะ สรุปคำศัพท์ที่ควรรู้วันละนิดเพื่อจะให้การอ่านของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น

ความหมายเต็ม ๆ ของประมวลรัษฎากร หรือ Revenue Code เป็นชื่อของกฎหมายภาษีอากรฉบับหนึ่ง มีผลใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2481

สรุปเป็นภาษาไทย

  1. ประมวลรัษฎากร คือ รายได้ของแผ่นดิน มาจากคำว่า ราษฎร์ (บ้านเมือง) + อากร (ค่าธรรมเนียม) หมายความว่า อากรของประเทศ
  2. พระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ. คือ กฎหมายที่เขียนขึ้นโดยรัฐสภาและพระมหากษัตริย์ทรงอนุญาตให้บังคับใช้ มีสถานะสูงกว่ากฎหมายทั้งหมดยกเว้นรัฐธรรมนูญ
  3. บทบัญญัติ คือ ข้อความที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในกฎหมาย
     

 

ให้กฎหมายเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัว อ่านความรู้ด้านกฎหมายได้ที่ JobThai

 

JobThai มี Line แล้วนะคะ

ติดตามสาระความรู้สำหรับคนทำงาน ที่ย่อยง่าย อ่านสนุก และพูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับการทำงานอย่างใกล้ชิดที่

เพิ่มเพื่อน

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

เว็ปไซต์กรมสรรพากร

เงินได้พึงประเมิน

ตารางสรุปการหักลดหย่อนและยกเว้นภาษีเพื่อการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี 2560 

tags : คนทำงาน, การจ่ายภาษี, การยื่นเสียภาษี, คนทำงานกับการเสียภาษี, ภ.ง.ด., ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.91, ภาษี, ภาษีบุคคลธรรมดา, คำนวณภาษี, ลดหย่อนภาษี, เด็กจบใหม่, ไลฟ์สไตล์, lifestyle, jobthai



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม