Work-Life Integration เทรนด์ใหม่กับชีวิตที่ไม่ต้อง Balance

Work-Life Integration เทรนด์ใหม่กับชีวิตที่ไม่ต้อง Balance
28/01/19   |   2.1k   |  

ทุกวันนี้ใช้ชีวิตแบบ Work-Life Balance กันอยู่รึเปล่า? ถ้าใช่ อาจจะถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนใหม่ โยนคำว่า Balance ทิ้งไป แล้วหยิบเอาคำว่า Integration เข้ามาใส่แทน สงสัยใช่ไหมว่าเพราะอะไร ในเมื่อการ Balance ชีวิตส่วนตัวกับการทำงานให้สมดุลมันก็ดีอยู่แล้ว จะเอาศัพท์ยาก ๆ นี่เข้ามาแทนทำไมกัน

 

คำตอบก็คือ เพราะวิถีชีวิตของเราทุกวันนี้ มันไม่เหมาะกับ Work-Life Balance แล้วน่ะสิ ยุคที่แค่มีโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่อง กับร้านกาแฟใจดีที่มี Wi-Fi ฟรีให้นั่งทำงานสบาย ๆ สักชั่วโมง ก็ทำให้การทำงานเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่จะทำเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ “Work-Life Integration” หรือการผสมผสานชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเข้าด้วยกัน จึงเข้ามาแทนที่

 

แล้วต้องใช้ชีวิตแบบไหน ถึงเรียกว่า Work-Life Integration

 

ทำให้งานกับชีวิตเข้ากันได้เป็นอย่างดี

ถ้าจะ Work-Life Balance ได้เราก็คงต้องเข้างาน 9 โมงเช้า เลิกงาน 6 โมงเย็นทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วเวลาที่เหลือก็เอาไปทำเรื่องอื่น ๆ ที่เราสนใจ แต่ Randstad บริษัท HR ในประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ทำวิจัยออกมาว่าการใช้ชีวิตแบบนั้นมันโบราณไปแล้ว คนทำงานมากกว่า 42% รู้สึกว่าการเช็กอีเมลระหว่างพักร้อนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำ 44% เชื่อว่าพวกเขาควรมีสิทธิ์ที่จะได้กำหนดตารางการทำงานเอง และมากกว่า 50% เลยที่มองว่าการต้องมาเข้างาน 9 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็น เป็น Culture ที่ Out ไปแล้ว เพราะโลกธุรกิจนั้นไม่หยุดนิ่ง แถมเทคโนโลยีในยุคนี้ยังทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้นทุกที่ ทุกเวลาอีกด้วย

 

เน้นที่ผลงาน ไม่ใช่ชั่วโมงทำงาน

แนวคิดแบบ Work-Life Integration อีกอย่างก็คือ เน้นที่ผลงาน มากกว่าเวลาตอกบัตรเข้างาน หลายบริษัทเลยมีการทำงานแบบ Flexible Hours หรือให้พนักงานเลือกเวลาทำงานได้เอง ไม่ใช่แค่ไม่บังคับเรื่องเวลาทำงานเท่านั้น หลายบริษัท โดยเฉพาะกลุ่ม Startup ทั้งหลายยังมีนโยบาย Remote Working หรือการให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ด้วย โดยติดต่อสื่อสารหรือส่งงานกันผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น Online Task Board, Cloud หรือ Google Drives 

 

ได้เลือกทำสิ่งที่มีคุณค่ากับตัวเองและคนอื่น

แนวคิดนี้คือการเอางานกับชีวิตมาผสมผสานกันให้ลงตัว เราคงจะมีความสุขกับการทำงานแบบ Work-Life Integration ไม่ได้เลยถ้างานที่เราทำไม่สอดคล้องหรือไปด้วยกันได้กับจุดแข็ง ทักษะความสามารถ และความชอบของเรา ที่ UC Berkeley's Haas ได้ทำการศึกษา และพบสิ่งที่เรียกว่าความสุขแบบ 4 ทิศทางของชีวิตที่เราต้องคำนึง คือ อาชีพการงาน ครอบครัว ความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดี และ การตอบแทนสิ่งเหล่านั้นคืนให้สังคม ถ้าเราได้ทำงานที่ชอบ สนใจ เป็นงานที่มีคุณค่าและมีความหมาย จะทำให้เราไม่ต้องนั่งทนทำงานที่เราไม่ชอบไปตลอดชีวิต แต่จะช่วยให้เราได้สร้างคุณค่าในชีวิตในแบบของเราจริง ๆ 

 

ซึ่งหลายบริษัทก็เริ่มให้ความสำคัญกับการทำงานแบบนี้จนให้สวัสดิการที่สนับสนุนพนักงานในเรื่อง Work-Life Integration เหมือนกัน มาดูกันต่อว่า สวัสดิการแบบไหนที่ใช่ Work-Life Integration บ้าง

 

Flexible Hours: จะเข้าเช้า เข้าสาย จัดเองได้ตามใจ

สังเกตตัวเองกันไหมว่าเป็นคนที่ทำงานได้ดีในช่วงเวลาไหน?

พวก Early Bird ที่สมองจะปลอดโปร่ง ทำงานได้ดีในช่วงเช้า หรือเป็น Night Owl ที่กว่าเครื่องจะติดก็ปาเข้าไปตอนบ่ายแล้ว แต่ก็ทำงานนั้นได้ไปจนถึงดึกดื่นเพราะสมองแล่นมากกว่า 

 

ความแตกต่างของคนแต่ละคนนี่เอง หลายบริษัทจึงเปลี่ยนจากการให้พนักงานเข้างาน 9 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็น มาเป็นการให้พวกเขาจัดสรรชั่วโมงการทำงานได้เองมากขึ้น เพื่อให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และรูปแบบการทำงานของแต่ละคน 

 

Remote Working: ไม่เข้าออฟฟิศก็ไม่เป็นไร มีงานดี ๆ ส่งเป็นใช้ได้

ภาพของคนนั่งทำงานอยู่ในร้านกาแฟที่เราเห็นกันจนชินตา น่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างดีว่าทุกวันนี้ออฟฟิศอาจจะไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นมากที่สุดอีกต่อไปในการทำงาน เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้เราสามารถทำงานจากมุมไหนของโลกก็ได้ขอแค่มีอินเทอร์เน็ต ถ้าอยากจะประชุม ก็แค่ใช้ Video Conference หรือถ้าอยากจะส่งงาน ก็โยนลงไปที่ Cloud Server แค่นั้นก็เป็นอันจบ

 

Customizable Perks: ชอบสวัสดิการแบบไหน เลือกเอาได้เลย

เมื่อคนร้อยพ่อพันแม่มารวมกันอยู่ในองค์กรหนึ่ง จะให้ทุกคนถูกใจกับสวัสดิการทุกอย่างที่บริษัทจัดให้ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ทั้งอายุ เพศ งานอดิเรก หรือความชอบของก็ทำให้พวกเขามีสิ่งที่ต้องการแตกต่างกัน คนที่ชอบดนตรีและความบันเทิงก็ต้องการส่วนลดคอนเสิร์ตและตั๋วหนัง บางคนอยากจะประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารการกิน บางคนอยากได้ Member Fitness ลดราคา หรือบางคนขอวันลาพักร้อนที่มากกว่าคนอื่น เพราะชอบไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การให้ความสำคัญกับความหลากหลายและแตกต่าง โดยให้พนักงานมีส่วนในการเลือกสวัสดิการด้วยตัวเอง นอกจากจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจแล้ว ยังช่วยรักษาพนักงานที่มีศักยภาพไว้ได้อีกด้วย

 

Invest in Training: อยากเรียนรู้เรื่องอะไร บริษัทสนับสนุนให้เต็มที่

ใครก็รู้ว่าโลกยุคนี้เปลี่ยนไปค่อนข้างเร็ว การได้เรียนรู้ตลอดเวลาเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนทำงานยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักในหลาย ๆ องค์กร คนกลุ่มนี้คิดว่าถ้าบริษัทสนับสนุนการเติบโตไม่ว่าจะเป็น ให้หัวหน้าระดับ Senior มา Coaching หรือออกค่าอบรมที่เกี่ยวข้องกับงาน จะช่วยให้คนทำงานสามารถเติบโตไปพร้อมกับบริษัทได้นั่นเอง

 

แม้ว่าแนวคิด Work-Life Integration จะยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับทั้งองค์กรและคนทำงานชาวไทย แต่แนวคิดนี้จะค่อย ๆ มีบทบาทมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เพราะทั้งรูปแบบของการทำงานและธุรกิจที่เคลื่อนตัวเร็วขึ้นทุกวันนั่นเอง ที่ทำให้การแยกงานกับชีวิตออกจากกันจะกลายเป็นเรื่องล้าหลัง ถ้าไม่อยากตกเทรนด์ นอกจาก Work-Life Integration แล้ว JobThai ยังมีคอนเทนต์คุณภาพรอนำเสนออีกเพียบ รอติดตามได้เลย 

 

JobThai มี Line แล้วนะคะ

ติดตามสาระความรู้สำหรับคนทำงาน ที่ย่อยง่าย อ่านสนุก และพูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับการทำงานอย่างใกล้ชิดที่

เพิ่มเพื่อน

ที่มา: 

inc.com

business.com

forbes.com

tags : career & tips, jobthai, work-life balance, work-life integration, แนวคิดการทำงาน, การทำงาน, hr, human resource, ทรัพยากรบุคคล



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม