Resume แต่ละส่วนสำคัญยังไง ต้องเขียนแบบไหนให้ถูกใจบริษัท

19/11/25   |   4.1k   |  

 

 

JobThai Mobile Application สมัครงานง่าย ได้งานเร็ว

iOS

Android

Huawei AppGallery

 

เรซูเม่เป็นเหมือนกับประตูบานแรกที่จะเปิดโอกาสให้เราได้ร่วมงานกับบริษัทในฝัน ซึ่งหัวใจสำคัญของการเขียนเรซูเม่คือการนำเสนอคุณสมบัติที่โดดเด่นให้บริษัทเห็น และยิ่งในยุคที่ HR เริ่มใช้ระบบ ATS ในการช่วยคัดกรองเรซูเม่แล้ว นอกจากเนื้อหาจะต้องครบถ้วนแล้ว ยังจะต้องเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัครอีกด้วย วันนี้ JobThai JobThai จะพาทุกคนไปดูในเรซูเม่ 1 ฉบับ ควรมีส่วนประกอบอะไรบ้างจึงจะเป็นเรซูเม่ที่สมบูรณ์

 

โครงสร้างของ Resume แต่ละส่วน

เรซูเม่เป็นเสมือนเอกสารที่ใช่แทนการสื่อสารกันครั้งแรกระหว่างผู้สมัครงานและบริษัท ดังนั้นเนื้อหาข้างในจึงควรที่จะมีเนื้อหาครบถ้วน อ่านแล้วเห็นภาพได้ทันทีว่าแคนดิเดตคนนี้น่าเชิญมาสัมภาษณ์ อีกทั้งยังควรที่จะเขียนเรซูเม่แบบ ATS-Friendly หรือเขียนให้เป็นมิตรต่อระบบ ATS โดยจะต้องใช้คำ Keyword ที่สอดคล้องกับในประกาศงาน

 

เดี๋ยวเราลองไปดูกันว่าเรซูเม่ควรมีเนื้อหากี่ส่วน และแต่ละส่วนมีความสำคัญยังไงบ้าง

 

1. ข้อมูลติดต่อพื้นฐาน

ถึงการเขียนข้อมูลส่วนตัวและช่องทางการติดต่อจะดูเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด แต่หลายคนอาจลืมตรวจสอบว่าเราใส่ช่องทางติดต่อไว้ถูกต้องหรือไม่ และมันคงเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก ๆ ถ้าเราเป็นแคนดิเดตที่เหมาะสม แต่ดันพลาดโอกาสในการถูกเรียกสัมภาษณ์ไปเพราะบริษัทไม่สามารถติดต่อเราได้ ดังนั้นก่อนจะส่งเรซูเม่ทุกครั้งอย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรตกหล่นในการเขียนข้อมูลการติดต่อพื้นฐานเหล่านี้

 

อ่านเทคนิคการเขียนข้อมูลติดต่อพื้นฐานแบบเจาะลึกได้ ที่นี่

 

2. รูปถ่าย

เมื่อบริษัทระบุให้เราแนบรูปมาในเรซูเม่ด้วย เราต้องเลือกภาพที่สะท้อนตัวเราได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันก็ต้องสอดคล้องกับทั้งวัฒนธรรมองค์กรและตำแหน่งงานที่สมัคร การเลือกรูปภาพที่เหมาะสมในการสมัครงาน นอกจากจะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพแล้ว ยังแสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดและการทำตามความต้องการที่บริษัทระบุมาในประกาศรับสมัครงานด้วย และเราควรเลือกใช้รูปเพียงรูปเดียวเพื่อให้สอดคล้องกับการเขียนเรซูเม่แบบ ATS-Friendly

 

อ่านเทคนิคการใส่รูปถ่ายแบบเจาะลึกได้ ที่นี่

 

3. สรุปข้อมูลการทำงาน/เป้าหมายชีวิต

การเขียนสรุปประวัติการทำงานและเป้าหมายอาชีพในเรซูเม่สามารถดึงดูดความสนใจจากหัวหน้างานหรือ HR ที่เข้ามาอ่านประวัติของเราได้ เพราะทำให้พวกเขาเห็นคุณสมบัติที่หรือทักษะการทำงานคร่าว ๆ รวมไปถึงเป้าหมายในการสมัครงานของเราได้ตั้งแต่บรรทัดแรก ๆ ของเรซูเม่ทำให้บริษัทอยากอ่านประวัติของเราต่อเพื่อดูว่าเราเป็นคนที่ใช่สำหรับพวกเขาหรือไม่

 

อ่านเทคนิคการเขียนสรุปประวัติการทำงานและเป้าหมายอาชีพแบบเจาะลึกได้ ที่นี่

 

4. ประสบการณ์การทำงาน

ประสบการณ์การทำงานเป็นส่วนที่บริษัทให้ความสำคัญ เพราะจะสามารถประเมินศักยภาพการทำงานของเราได้คร่าว ๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยวิธีสรุปประสบการณ์การทำงานในเรซูเม่นั้นควรเขียนออกมาให้กระชับ สามารถเขียนแทรก Keyword ที่เกี่ยวข้องจากประกาศงานลงไปได้ แต่ยังไงก็ตามเราจะต้องเขียนให้ออกมาแนบเนียนและลื่นไหล และถ้าใครมี Soft Skills ที่อยากนำเสนอเป็นพิเศษก็สามารถเขียนแทรกลงไปได้ เพื่อให้มีตัวอย่างที่จับต้องได้ว่าเราเคยได้ใช้ทักษะเหล่านี้จริง ๆ มาแล้วในการทำงาน

 

อ่านเทคนิคการเขียนประสบการณ์การทำงานแบบเจาะลึกได้ ที่นี่

 

5. ทักษะการทำงาน

ส่วนนี้เป็นส่วนที่เราจะเขียนทักษะ ความสามารถในการทำงานของเราลงไปเพื่อให้บริษัทประเมินว่าเราเหมาะสมกับตำแหน่งที่เปิดรับมากน้อยแค่ไหน โดยเนื้อหาส่วนนี้เป็นส่วนที่เราควรใส่ Keyword จากประกาศงานลงไปตามเทคนิคการเขียนเรซูเม่แบบ ATS-Friendly เพราะจะช่วยให้ระบบสามารถตรวจจับคำที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานได้ และนอกจากนี้เราก็ควรจัดกลุ่มทักษะที่คล้ายกันเอาไว้ด้วยกัน เพื่อให้ HR สามารถอ่านได้ง่าย ยกตัวอย่างทักษะในเรซูเม่ เช่น ถ้าใครเป็นคนทำงานที่มีทักษะเกี่ยวกับ Programming Languages เช่น Python, C, C++ ฯลฯ ถ้าเราถนัดภาษาอะไรบ้างก็ใส่ไว้ใกล้ ๆ กัน หรืออาจทำ Section เล็ก ๆ ที่รวมมันเอาไว้ด้วยกัน

 

อ่านเทคนิคการเขียนทักษะการทำงานแบบเจาะลึกได้ ที่นี่

 

6. ประวัติการศึกษา

ประวัติการศึกษาบ่งบอกสายการเรียนและองค์ความรู้ที่เรามี ซึ่งบริษัทจะตรวจดูเนื้อหาส่วนนี้ว่าเรามีคุณสมบัติด้านวุฒิการศึกษาที่สอดคล้องกับตำแหน่งงานมากแค่ไหน หรือเรียนมาตรงตามสายที่กำหนดไหม โดยเฉพาะถ้าเป็นตำแหน่งที่ต้องจบสายใดสายนึงโดยเฉพาะ หรือต้องมีการสอบใบอนุญาตในการประกอบอาชีพเฉพาะทาง เช่น อาชีพแพทย์ พยาบาล วิศวกร ทนายความ หรือครู

 

อ่านเทคนิคการเขียนประวัติการศึกษาแบบเจาะลึกได้ ที่นี่

 

7. ความสำเร็จในการทำงาน

ความสำเร็จที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการทำงาน หรือรางวัลที่มีการมอบให้อย่างเป็นทางการคือความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ซึ่งนอกจากเนื้อหาจะต้องเป็นความจริงแล้วก็ควรจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้และเห็นผลอย่างชัดเจน เช่น ตลอดปีการทำงานที่ผ่านมา เราหาลูกค้ามาให้กับองค์กรได้กี่ราย ซึ่งมันก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของบริษัทและตั้งตารอดูว่าเราจะนำเอาความสามารถของเรามาใช้กับบริษัทของพวกเขายังไงบ้าง

 

อ่านเทคนิคการเขียนความสำเร็จในการทำงานแบบเจาะลึกได้ ที่นี่

 

8. การฝึกอบรมและใบประกาศนียบัตรอื่น ๆ

การฝึกอบรมและประกาศนียบัตรจะช่วยเสริมให้ข้อมูลในเรซูเม่ของเรามีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าทักษะหรือองค์ความรู้ที่เรามีนั้นเราไม่ได้ยกขึ้นมาพูดแบบลอย ๆ แต่มีบุคคลหรือสถาบันที่รับรองอย่างชัดเจน โดยถ้าเราจะสมัครงานสายไหนก็ควรจะใส่มาเฉพาะการอบรมและใบประกาศนียบัตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสถูกคัดเลือกด้วยระบบ ATS นั่นเอง

 

อ่านเทคนิคการเขียนการฝึกอมรมและใบประกาศนียบัตรอื่น ๆ แบบเจาะลึกได้ ที่นี่

 

ข้อมูลแต่ละส่วนของ Resume ล้วนมีความสำคัญและอาจทำให้บริษัทสนใจอยากเรียกเราไปสัมภาษณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีกฎที่ตายตัวสำหรับการเรียบเรียงเนื้อหาใน Resume ถ้าเรารู้จักตัวเองเป็นอย่างดี รู้ว่าจะต้องนำเสนอข้อมูลส่วนไหนให้โดดเด่น จะปรับ เพิ่ม ลด หรือเรียงลำดับใหม่ก็สามารถทำได้ตามสไตล์ที่แต่ละคนถนัด 

 

เทคนิคสำคัญสำหรับการเขียน Resume

ทิ้งท้ายกันด้วยวิธีเขียนเรซูเม่ในภาพรวมที่คนสมัครงานสามารถนำไปปรับใช้ก่อนเขียนเนื้อหาในแต่ละส่วน จะมีเทคนิคอะไรบ้าง ไปดูกัน  

 

  • เขียนเนื้อหาเป็นข้อ ๆ แบบ Bullet Points ไม่ควรเกิน 2 หน้ากระดาษ
     
  • ปรับเนื้อหาของเรซูเม่ให้เข้ากับประกาศรับสมัครงาน อย่าเขียนแบบกลาง ๆ แล้วส่งหลายบริษัทเหมือนกันหมด ในขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลทุกอย่างไปในเรซูเม่บริษัทต้องการรู้เฉพาะเกี่ยวกับงาน ประสบการณ์ หรือทักษะที่เกี่ยวข้องกับบทบาทที่เราสมัครเท่านั้น

 

  • ใช้คำสำคัญ (Keyword) ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตำแหน่งที่สมัคร โดยตรวจสอบรายละเอียดประกาศรับสมัครงานเพื่อหาคำสำคัญและใส่ไว้ในเรซูเม่อย่างเป็นธรรมชาติตามประสบการณ์จริงที่เรามี เช่น หากประกาศระบุความต้องการ "ทักษะการบริหารเวลาที่ยอดเยี่ยม" เราก็สามารถระบุการบริหารเวลาในส่วนทักษะและประวัติการทำงานได้ การใช้คำ Keyword แบบนี้สามารถช่วยให้บริษัทที่กำลังเฟ้นหาผู้สมัคร โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้ระบบคัดกรองเรซูเม่ด้วยระบบ ATS ที่สามารถตรวจจับคำสำคัญจากเรซูเม่ของเราไปได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียกถูกสัมภาษณ์งานให้กับเราได้

 

  • ถ้าอยากให้ทุกตัวอย่างที่เราอ้างอิงถึงประสบการณ์ทำงานในเรซูเม่น่าสนใจ น่าเชื่อถือ และเข้าใจได้ง่ายในทันที ควรยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม สามารถวัดปริมาณ มีตัวชี้วัดเป็น ตัวเลข หรือสถิติมารองรับ

 

  • รูปแบบของเรซูเม่ที่มีความเป็นมืออาชีพโดยทั่วไปจะมีชื่อ-นามสกุลของเราในฟอนต์ที่ใหญ่ที่สุดในหน้ากระดาษ ตามด้วยข้อมูลติดต่อ ควรใช้ฟอนต์ที่อ่านง่าย หรือเป็นฟอนต์พื้นฐาน เช่น Times New Roman สำหรับหัวข้อใหญ่ต่าง ๆ ก็ควรใช้ตัวหนาเพื่อดูโดดเด่น และเว้นวรรคระหว่างเนื้อหาแต่ละบรรทัดอย่างเหมาะสม ไม่แน่นจนเกินไปเพื่อให้คนพิจารณาเรซูเม่ของบริษัทสามารถกวาดตาสแกนอ่านแต่ละส่วนได้อย่างชัดเจนและรวดเร็ว

 

  • ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และคำผิดก่อนส่งเรซูเม่ทุกครั้งเพื่อแสดงถึงความรอบคอบและความเป็นมืออาชีพในการติดต่อกับบริษัท

 

เมื่อองค์กรคัดเรซูเม่ด้วยระบบ ATS คนหางานควรเขียนเรซูเม่ยังไงให้ถูกใจระบบ

 

สรุป

เรซูเม่ที่ดีควรมีโครงสร้างครบถ้วนตั้งแต่ข้อมูลส่วนตัว ช่องทางการติดต่อ รูปถ่าย สรุปประสบการณ์การทำงาน  ทักษะ การศึกษา ความสำเร็จ ตลอดจนการอบรมต่าง ๆ และยิ่งในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีส่วนสำคัญในคัดกรองคน เราจึงต้องคำนึกถึงการเขียนเรซูเม่แบบ ATS-Friendly ผ่านการใช้ Keyword จากประกาศงานเขียนแทรกเอาไว้ในเรซูเม่ด้วย และเมื่อทำตามสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เรซูเม่ของเราก็จะมีโอกาสไปถึง HR มากยิ่งขึ้นและเพิ่มโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์โดยองค์กร

หางานใหม่ที่ใช่ ได้เป็นตัวของคุณเอง ที่ JobThai สมัครสมาชิกและฝากประวัติที่นี่เลย

 

บทความเดิมได้ถูกเผยแพร่ในวันที่ 5 มีนาคม 2025 และได้รับการอัปเดตโดยทีมงาน JobThai

tags : jobthai, งาน, หางาน, สมัครงาน, resume, เรซูเม่, ประวัติการทำงาน, ทักษะ, เคล็ดลับการทำงาน, คนทำงาน, คนหางาน, เด็กจบใหม่, career & tips, ทักษะการทำงาน, เคล็ดลับสัมภาษณ์งาน, สัมภาษณ์งาน, จบใหม่ต้องรู้, รูปถ่าย, ข้อมูลติดต่อ, เป้าหมายอาชีพ, ประสบการณ์การทำงาน, ความสำเร็จในการทำงาน, การฝึกอบรม, ประกาศนียบัตร



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม