เทคนิคการสัมภาษณ์แบบไม่ซ้ำใคร ที่จะทำให้บริษัทเข้าใจผู้สมัครงานได้มากขึ้น

เทคนิคการสัมภาษณ์แบบไม่ซ้ำใคร ที่จะทำให้บริษัทเข้าใจผู้สมัครงานได้มากขึ้น
15/07/19   |   14.8k   |  

 

  • สร้างสถานการณ์ให้เกิดความผิดพลาดระหว่างการสัมภาษณ์งาน เพื่อดูว่าผู้สมัครจะมีปฏิกิริยาแบบไหน สามารถรับมือกับปัญหานั้นได้ไหม และจัดการแก้ปัญหานั้นอย่างไร ซึ่งจะแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นถึงมุมอื่น ๆ นอกเหนือจากทักษะและความสามารถในการทำงาน
  • ถ้าผู้สมัครไม่สนใจหรือสังเกตเห็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แสดงว่าเขาเป็นคนที่ไม่ละเอียดรอบคอบหรือไม่พยายามที่จะแก้ไขปัญหา แต่ก็ต้องไม่ทำให้ความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน
  • ปฏิกิริยาที่ผู้สมัครแสดงต่อคนที่ทำให้เกิดความผิดพลาดจะทำให้เห็นว่าเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเขาจะแก้ไขปัญหาและตักเตือนอย่างมีความเป็นมืออาชีพ หรือจะเอาแต่โทษพวกเขาโดยไม่ฟังเหตุผล
     

 

เราคงเคยชินกับการนั่งสัมภาษณ์แบบปกติ ผู้สมัครนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ ส่วนอีกฝั่งก็เป็นผู้สัมภาษณ์ที่อาจจะเป็นหัวหน้าแผนก หรือไม่ก็ HR ที่จะมาเจอว่าที่พนักงานใหม่ ขั้นตอนการสัมภาษณ์นี้ถึงจะไม่การันตีว่าเราจะได้ผู้สมัครที่ดีพร้อม ทักษะ ความสามารถครบถ้วน แต่ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นทัศนคติและพฤติกรรมต่าง ๆ ระหว่างการพูดคุยได้ 

 

ช่วยให้แคนดิเดตแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่

ด้วย 6 วิธีที่จะทำให้แคนดิเดตรู้สึกผ่อนคลายขณะสัมภาษณ์

 

ถ้าเป็นเหตุการณ์สัมภาษณ์ปกติ ผู้สมัครก็มักจะเตรียมตัวมาได้ดีในระดับหนึ่งเพราะสามารถคาดเดาได้ว่าจะถูกถามอะไรและควรตอบไปในทิศทางไหน แต่ Charles Schwab บริษัทสัญชาติอเมริกันที่ให้บริการด้านการลงทุน มีแนวคิดและวิธีสัมภาษณ์งานไม่เหมือนใคร ซึ่ง JobThai ได้รวบรวมความน่าสนใจมาแบ่งปันในบทความนี้แล้ว

 

Walt Bettinger – CEO ของ Charles Schwab มักจะให้ผู้สมัครเล่าให้ฟังว่า “ความสำเร็จสูงสุดในชีวิต” หรือ “ความล้มเหลวที่สุดในชีวิต” คืออะไร เพื่อจะดูว่าคำตอบของผู้สมัครจะออกมาในแนวไหน จะโทษปัจจัยจากคนรอบข้าง ใช้ความคิดตัวเองเป็นหลัก หรือคิดว่าตัวเองผิดพลาดเองไหม ซึ่งคำตอบพวกนี้จะช่วยให้ Walt Bettinger เข้าใจทัศนคติของผู้สมัครมากขึ้น

 

สัมภาษณ์งาน ไม่ได้มีแค่การตอบคำถาม

ใครว่าแค่การตอบคำถามก็จะทำให้เราเข้าใจตัวตนผู้สมัคร นั่นทำให้ Walt Bettinger ใช้วิธีในแบบฉบับของตัวเองด้วยการนัดผู้สมัครงานไปสัมภาษณ์พร้อมทานอาหารเช้า ในวันนัดเขาจะรีบไปที่ร้านแล้วแอบกระซิบกับผู้จัดการร้านว่าให้แกล้งเสิร์ฟอาหารผิดเมนูให้กับผู้สมัคร

 

เหตุผลเพราะเขาอยากดูปฏิกิริยาว่าผู้สมัครจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร จะหัวเสียไหม หรือว่าจะเข้าใจสถานการณ์แล้วค่อย ๆ หาวิธีจัดการปัญหา การทดสอบของ Bettinger นี้ช่วยให้เราได้เห็นมุมอื่นที่นอกเหนือจากทักษะและความสามารถในการทำงานนั่นเอง

 

นอกจากปฏิกิริยาต่อสถานการณ์ที่สร้างขึ้นแล้ว

9 สัญญาณเตือนนี้ ก็ยังเป็นสิ่งที่ HR ต้องเก็บมาพิจารณาอีกด้วย

 

วัดผลจากการปฏิบัติต่อคนอื่น

วิธีดูขั้นแรกของ Bettinger คือ ถ้าพนักงานเสิร์ฟอาหารผิดแต่ผู้สมัครไม่ทักท้วงหรือสอบถามอะไรเลย ก็อาจจะพอบอกได้ว่าผู้สมัครคนนี้ไม่ละเอียดรอบคอบ หรือไม่พยายามจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

 

ถ้าการเสิร์ฟอาหารผิดทำให้ผู้สมัครของเรา แสดงออกด้วยการตำหนิพนักงานแบบเสีย ๆ หาย ๆ แทนที่จะพูดอย่างสุภาพว่าไม่ได้สั่งเมนูนี้หรือขอเปลี่ยนเมนู ก็แสดงว่าผู้สมัครของเรามองข้ามวิธีการแก้ปัญหาที่ดีไป

 

Bettinger สรุปว่าทุกคนต่างเคยผิดพลาดในการทำงาน แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราจะแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเองอย่างไร รวมถึงวิธีที่เราปฏิบัติต่อคนอื่น ๆ ก็จะทำให้เห็นว่าเราจะทำอย่างไรเมื่อคนในทีมทำผิดพลาด เราจะแสดงออกอย่างเคารพ ตักเตือนอย่างมีความเป็นมืออาชีพ หรือเราจะหลับตาโทษโดยไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย ทัศนคติส่วนบุคคลนี้เองคือสิ่งที่ CEO แต่ละองค์กรมักจะพิจารณาก่อนรับคนเข้ามาทำงาน

 

ดูการสัมภาษณ์งานแบบอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่

 

 

JobThai มี Line แล้วนะคะ

ติดตามสาระความรู้สำหรับคนทำงาน ที่ย่อยง่าย อ่านสนุก และพูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับการทำงานอย่างใกล้ชิดที่

เพิ่มเพื่อน

 

ที่มา:
businessinsider.com
nytimes.com

tags : hr, recruitment, งาน, สมัครงาน, สัมภาษณ์งาน, ทรัพยากรบุคคล, human resource, job interview



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม