Innovation Trends 2021 ที่คนทำงานควรรู้จากงาน CTC2021

Innovation Trends 2021 ที่คนทำงานควรรู้จากงาน CTC2021
07/04/21   |   771   |  

ในงาน CTC2021 (Creative Talk Conference) ที่จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ได้รวบรวม Speakers จากหลายอุตสาหกรรม ขึ้นมาพูดคุยพูดถึงเทรนด์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021 โดยเทรนด์ ที่ JobThai อยากจะพูดถึงนี้คือเรื่องของนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในปี 2021 และแน่นอนว่าเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อคนทำงานอย่างพวกเราทุกคน ใน Session Innovation Trends 2021 นี้ได้รับเกียรติจากคุณอภิรัตน์ หวานชะเอม Chief Digital Officer บริษัท SCG Cement-Building Materials จำกัด และคุณจอมทรัพย์ สิทธิพิทยา Founder of Exzy มาพูดคุยถึงเทรนด์ของนวัตกรรมในปี 2021 และปีต่อ ๆ ไป ให้เราได้ฟังกัน

 

5 จาก 21 เทรนด์ที่น่าสนใจจาก trendwatching.com

trendwatching.com นำเสนอ 21 เทรนด์ที่น่าจับตามองในปี 2021 ซึ่งคุณอภิรัตน์ได้หยิบ 5 เทรนด์ที่น่าสนใจมาขยายความให้เราได้ฟังกัน โดย 2 เทรนด์แรกเป็นผลกระทบที่เกิดจาก COVID-19 Pandemic ก็คือ เทรนด์ Pandamoment ที่ธุรกิจต่าง ๆ จะต้องปรับตัวในการนำเสนอ Business Model ใหม่ ๆ ออกมาในช่วง Pandemic นี้ และเทรนด์ Virtually Grounded เมื่อผู้คนไม่สามารถมาปฏิสัมพันธ์กันได้เหมือนเดิมในช่วงที่เกิดการ Lock Down หรือการทำ Social Distancing ธุรกิจต่าง ๆ ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการผลักธุรกิจของตัวเองให้เดินไปข้างหน้าให้ได้ภายใต้ข้อจำกัดนี้

 

 

เทรนด์ Old Spice พูดถึงผู้สูงอายุที่ยังมีความสามารถในการทำงาน เนื่องจากการแพทย์ที่พัฒนามากขึ้นผู้สูงอายุที่เป็น Talent เหล่านี้ยังสามารถทำงานต่อไปโดยนำ AI หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้งานร่วมด้วย เทรนด์ Transcycling คือการใช้วัสดุ Green ต่าง ๆ หรือนำวัสดุมารีไซเคิลเพื่อให้เกิดนวัตกรรมหรือธุรกิจใหม่ และเทรนด์ Digital Parity เนื่องจากผลกระทบจาก COVID-19 ที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงได้ง่าย ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องมีช่องทางทางดิจิทัลเป็นอีกทางเลือกในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

 

วิวัฒนาการของ Customer Experience 

ด้านคุณจอมทรัพย์คิดว่า Customer Experience จะวิวัฒนาการไปอย่างถาวร เห็นได้จาก 3 เรื่องหลัก ๆ คือ Voice Assistant คอมพิวเตอร์, AI หรือ Bot ต่าง ๆ จะพูดคุยภาษาคนได้ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเทรนด์นี้ได้รับการใช้งานในองค์กรใหญ่ ๆ แล้ว พฤติกรรมของผู้บริโภคจะอดทนรอได้น้อยลงและคาดหวังการช่วยเหลือจากองค์กรอย่างทันทีทันใด ซึ่งการตอบรับนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนก็ได้  พฤติกรรมเหล่านี้น่าจะเริ่มกระทบกับการทำงานของ SME ใน 1-2 ปีข้างหน้า

 

 

AR, VR และ IoT จะถูกนำไปใช้งานเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกนำไปใช้งานเพื่อสร้างประสบการณ์เสมือนจริงให้มากที่สุด ในช่วง COVID-19 กระตุ้นให้คนตอบรับเทคโนโลยีเหล่านี้เร็วมากขึ้น เช่น การใช้ใน Concert หรือ Event ออนไลน์ต่าง ๆ ในเรื่องของ Talent Management ก็ถูกนำมาปรับใช้ในการ Training พนักงานเนื่องจากพนักงานยังไม่สามารถมารวมตัวในการฝึกอบรมร่วมกันได้ หรือประยุกต์ในการคัดเลือกคนเข้าทำงาน เช่น ใช้ VR ร่วมกับอุปกรณ์ตรวจวัดชีพจรในการทดสอบเรื่องการกลัวความสูงได้

 

ในเรื่องการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ผู้บริโภคก็จะเปิดรับมากขึ้น จากผลกระทบของ COVID-19 ที่คนยอมรับให้ใช้ Face Recognition ในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อต้องการความปลอดภัยในการใช้ชีวิต และก็พร้อมมากขึ้นที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับตนเอง

 

คุณอภิรัตน์ หวานชะเอม Chief Digital Officer บริษัท SCG Cement-Building Materials จำกัด
 

ฝั่ง Brand และฝั่งผู้บริโภคควรรับมือกับเทรนด์ เหล่านี้อย่างไร

คุณอภิรัตน์นำข้อมูลจาก Gartner มาเล่าให้เราฟังว่า

1. ต่อไปนี้จะไม่ใช่แค่ IoT (Internet of Thing) อีกต่อไปแต่จะเป็น IoB (Internet of Bahavior) เพราะคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ไม่ได้เป็นแค่หน้าจออีกต่อไป แต่กลายเป็น Physical Computing ที่เข้าผสมผสานอยู่ในชีวิตของเราไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา รองเท้า หรือตู้เย็น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างหลากหลายและตลอดเวลา Brand จึงต้องรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรในการสร้าง Engagement ตอนนี้ทุกคนมองไปที่ IoT

 

 

2.ทักษะของคนทำงานในองค์กรก็จะเปลี่ยนไป โดยที่ต้องมี Skill Set เป็นแบบ T Shape ซึ่งมี 3 แกนหลักๆ ก็คือ เรื่องของ Design เรื่องของ Business และเรื่องของ Technology โดยเราต้องมีทักษะด้านใดด้านหนึ่งเป็นหลักเหมือนแกนของตัว T และอีก 2 เรื่องเป็นความรู้ที่แผ่ขยายออกไปเหมือนหัวของตัว T  คุณอภิรัตน์ได้แชร์ Framework ที่ใช้ในการพัฒนาบุคลากรให้เห็นด้วยว่า ต้องให้เขาตอบคำถามให้ได้ก่อนว่าคุณค่าที่เขาต้องการคืออะไร  อยากจะสร้าง Impact อะไรให้เกิดขึ้น  การจะสร้าง Impact ให้ได้นั้นเขาจะต้องมี Journey ในการพัฒนาตนเองอย่างไร ทักษะอะไรบ้างที่เขาต้องมีใน Journey  นั้น ๆ  ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ จึงต้องมีข้อที่ 3
 

3. Mindset เพราะการต้องสะสมทักษะต่าง ๆ เพื่อเดินทางไปสู่เป้าหมายในการสร้าง Impact ไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องมี Mindset ที่ถูกต้อง พร้อมที่จะลองผิดลองถูกโดยต้องยึดลูกค้าเป็นหลักสำคัญ


 

คุณจอมทรัพย์ขอขยายความเพิ่มเติมไปถึงเรื่องขององค์กรที่จะต้องรับมือก็คือ เรื่องของ Hybrid Office การออกแบบออฟฟิศจะเปลี่ยนไป เกิดออฟฟิศแบบผสมผสาน บ้านของพนักงานก็จะเป็นออฟฟิศ Headquarter จะมีขนาดเล็กลง และเริ่มมีสาขาย่อยมากขึ้น องค์กรต้องปรับผัง ลดพื้นที่ลงและใช้ประโยชน์พื้นที่นั้น ๆ ให้มากที่สุด ลงทุนไปกับเทคโนโลยีที่ช่วยในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของออฟฟิศนี้ยังรวมถึงการออกแบบกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับพนักงานอีกด้วย  

 

การทำงานใน 2-4 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไป การทำงานกับ Intelligence Machine จะมีมากขึ้น โดยจะเข้ามาทำงานควบคู่กับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความแม่นยำในการทำงานสูงสุด และสามารถสร้าง Solution ใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจได้  เรื่องของ Blockchain ก็จะถูกนำมาใช้มากขึ้นในองค์กรใหญ่เพราะมีต้นทุนที่ถูกลง   

 

องค์กรเองก็จะเปลี่ยน Mindset ใหม่ในเรื่องของ Automation เพราะมันไม่จำเป็นต้องปรับหมดทั้งระบบ เทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยให้การทำระบบ Automation มาใช้นั้นทำได้ง่ายและทำเฉพาะจุดได้ ส่งผลให้เราไปใช้ความคิดในเชิงระบบมากขึ้น จัดสรรทรัพยากรใหม่ว่าอะไรควรให้คนทำ อะไรจะเป็นงานของระบบ

 

คุณจอมทรัพย์ สิทธิพิทยา Founder of Exzy
 

เทรนด์ไหนไม่ควรไปต่อ

คุณจอมทรัพย์ให้ความเห็นว่าที่ผ่านมาของเทรนด์ ใหม่ ๆ มักเกิดจากเทรนด์ 2-3 อย่างมาบูรณาการกัน ดังนั้นไม่มีเทรนด์ ไหนที่เราไม่ต้องติดตาม แต่เราควรเลือกเทรนด์ หรือหลักการที่เรายึดถือแล้วก็ตามมัน พิจารณาร่วมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นจะเกิดผลกระทบกับธุรกิจเราอย่างไร และเราจะเอามันมาทำประโยชน์ได้อย่างไร

คุณอภิรัตน์เองก็มองว่าเราควรจัดลำดับความสำคัญของเทรนด์ เพราะไม่ควรตามทุกเทรนด์ พร้อม ๆ กัน โดยยกตัวอย่าง ของ New Normal เทรนด์ ที่แบ่งออกมาได้ 3 อย่างก็คือ

  1. สิ่งที่เลิกกลัวแล้วจะหยุดทำ เช่น การใส่หน้ากาก Physical Distancing เป็นต้น

  2. สิ่งที่เมื่อก่อนไม่ใช่เทรนด์ แต่จะกลายเป็นเทรนด์ขึ้นมา

  3. สิ่งที่โรคระบาดสร้างขึ้นมาใหม่

ซึ่งธุรกิจควรจับตามองเทรนด์ที่จะกลายเป็นเทรนด์หลักและอยู่ต่อไป เช่น การ Work from Anywhere เพราะ COVID-19 ทำให้เรารู้ว่าเราใช้ชีวิตแบบนี้ก็ได้ จนเกิดคำใหม่ว่าเป็น Work Life Harmony เราไม่ต้องพยายาม Balance แล้ว แต่งานสามารถ Harmonize กับชีวิตไปได้เลย


ส่วนเทรนด์ที่มาแน่ ๆ แต่อาจจะไม่ได้ถูกพูดถึงกันมาเพราะ COVID-19 ก็คือเรื่องของ Aging Society ประชากรเราจะลดลง ประชากรวัยทำงานก็จะลดลงเรื่อย ๆ ทำอย่างไรให้ธุรกิจของเราเดินหน้าสอดคล้องไปกับความเปลี่ยนแปลงนี้  คุณจอมทรัพย์ทิ้งท้ายว่า Creative Economy และ Digital Economy ยังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนต่อไป และเรื่อง Automation ที่จะเข้ามาช่วยในการทำงาน อาจจะเป็นผลดีกับคนสูงอายุที่ยังเป็น Talent ที่สามารถทำงานได้ มีศัยภาพในเรื่องความคิด ประสบการณ์ สติปัญญา แต่อาจจะด้อยลงไปในเรื่องกำลังและสุขภาพ Automation ก็จะเข้ามาช่วยทำงานที่เป็นการใช้แรงได้แทน

 

 

สถานการณ์ระบาดของไวรัส COVID-19 ยังมีความเสี่ยงและไม่น่าวางใจในปัจจุบัน เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงานและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย CREATIVE TALK ได้ตัดสินใจยกระดับการจัดงาน AP Thailand & SEAC Present CREATIVE TALK CONFERENCE 2021 (CTC2021) จากที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคเป็นการจัดงานแบบออนไลน์เต็มรูปแบบ

 

โดยจะมีงาน CONFERENCE ONLINE ที่ทุกท่านจะพบกับประสบการณ์รูปแบบใหม่ การเรียนรู้ผ่านทางออนไลน์ เริ่มต้นวันที่ 25 เมษายน 2021 ด้วย Exclusive Content 30 Sessions ในด้าน Creative, Marketing, Innovation, Entrepreneurship, และ People จากเหล่า Speakers ระดับประเทศ

 

เพิ่มความพิเศษด้วย CREATIVE TALK CONFERENCE "ORIGINAL CONTENTS" และ Creative Workshop ที่จะเพิ่มขึ้นทุกเดือนตลอดทั้งปี 2021 โดยเนื้อหาพิเศษเหล่านี้ เฉพาะผู้ที่ซื้อบัตร CTC2021 และทุกท่านที่มี Ticket ในวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา สามารถเข้าชมเนื้อหาทั้งหมดได้ตลอดปี 2021

 

พบกับ "CREATIVE TALK CONFERENCE ONLINE" ครั้งแรกในวันที่ 25 เมษายน 2021 นี้

สนใจซื้อบัตร คลิกที่นี่ https://bit.ly/39UKYY0

tags : ctc, creative talk conference, inovation, trend



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม