กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์: นักออกแบบประสบการณ์ในความมืดและนักแสดงละครเวที ที่ไม่ได้เล่นเพียงเพื่อความบันเทิง

กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์: นักออกแบบประสบการณ์ในความมืดและนักแสดงละครเวที ที่ไม่ได้เล่นเพียงเพื่อความบันเทิง
31/10/18   |   4.5k   |  

“ผมแค่เริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมคนจบศิลปะมาจึงทำเป็นอาชีพไม่ได้ มันยังมีคำพูดที่ว่าศิลปะเต้นกินรำกิน ศิลปินยังไส้แห้งอยู่” นี่คือหนึ่งปัญหาหลักของคนทำงานศิลปะในประเทศไทยที่ต้องพบเจอ เป็นคำถามที่ หลุยส์ กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์ตอบตัวเองเมื่อเลือกเส้นทางการเป็นครูสอนวิชาการละครและนักแสดงละครเวที
 

คนส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นเคยกับอาชีพนักแสดงละครเวที เรารู้จักนักแสดงละครโทรทัศน์ นักแสดงภาพยนตร์ แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักและเข้าใจว่า นักแสดงละครเวที คือใคร เรียนอะไรมาและเขาเหล่านั้นทำอะไรกัน

วันนี้ JobThai มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณหลุยส์ นักแสดงที่มีผลงานการแสดงละครเวที ละครใบ้ และภาพยนตร์โฆษณาที่เราหลายคนอาจเห็นผ่านตามาบ้าง ซึ่งเขาจะมาบอกเล่าถึงตัวตน ความคิด ความเชื่อ และอาชีพนักแสดงละครเวทีรวมถึงการเป็นนักออกแบบประสบการณ์ในความมืดให้เราได้ฟังกัน

 

 

  • อาชีพนักแสดงละครเวทีต่างจากนักแสดงภาพยนตร์ตรงที่ต้องแสดงเองทุกครั้ง แต่จุดประสงค์ของการแสดงคือเพื่อการสื่อสารเหมือนกัน

  • หากอยากเป็นนักแสดงละครเวทีไม่จำเป็นต้องจบเอกการแสดงก็ได้ เพียงแค่ต้องฝึกฝนให้มากกว่าปกติ

  • หากอยากก้าวมาเป็นนักแสดงละครเวที สิ่งที่ต้องทำคือตั้งคำถามว่าเรากำลังจะแก้ปัญหาให้กับใครและใส่ระบบในการฝึกฝนเพื่อจะได้เป็นนักแสดงที่ดี

  • นักออกแบบประสบการณ์ในความมืดคือ ผู้ออกแบบประสบการณ์การรับรู้ทางศิลปะซึ่งใช้ความมืดเป็นจุดเชื่อมระหว่างคนทั่วไปกับคนตาบอดให้ได้มีประสบการณ์ร่วมกัน

 

 

เข้าสู่เส้นทางการเป็นนักแสดงละครเวทีได้อย่างไร 

เริ่มจากการที่ผมจบคณะศิลปกรรมศาสตร์เอกการแสดงและกำกับการแสดง เหมือนกับผมได้ค้นพบตัวเองตั้งแต่ปี 1 และชัดเจนมาก แต่ด้วยความที่คนเรียนศิลปะจบมาค่อนข้างทำเป็นอาชีพได้ยาก โดยเฉพาะกับคนที่เรียนละครเวทีมาด้วยแล้วในสังคมวันนี้ก็ยังมองไม่ออกว่าจะเป็นอาชีพได้อย่างไร นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมทำอะไรบางอย่าง โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ก่อนว่าอาชีพคนทำละครเวทีต้องทำอะไรบ้างในหนึ่งวัน ซึ่งเรารู้ว่าอาชีพการทำละครเวทีต่างจากการแสดงหนัง เพราะหนังเล่นครั้งเดียวแต่สามารถผลิตซ้ำแล้วขายได้เรื่อย ๆ ต่างกับละครเวทีที่เราต้องแสดงเองทุกครั้ง

 

ปัญหาใหญ่อีกอย่างคือบ้านเราไม่มีโรงละครเวทีที่บอกว่าไม่มีคือไม่มีทางเลือก เปรียบเทียบง่าย ๆ กับอาชีพแพทย์ สมมติว่าคนจบมาทั้งประเทศแล้วมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวให้เลือกไปทำ ปัญหาคือคนส่วนใหญ่อาจเลือกที่จะไม่ไป เพราะความจริงแล้วมนุษย์มีความละเอียดอ่อนมาก ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการจะไปทำงานในสถานที่ใหญ่ ๆ บางคนอาจต้องการเป็นแค่แพทย์ชนบทมีคลินิกของตัวเอง หรือเป็นกุ๊กก็อาจจะอยากแค่มีร้านอาหารเป็นของตัวเอง 

 

พอมองกลับมาที่อาชีพนักแสดงละครเวที ส่วนตัวผมอยากทำให้ศิลปะไปช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาบางอย่างในสังคม ถ้าเราต้องการจะทำงานในบริษัทเล็ก ๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมต้องไปที่ไหนเหรอ คำตอบคือมันแทบไม่มี ทางเลือกของผมตอนนั้นจึงมีเพียงจะเลิกทำ หรือสร้างขึ้นมาด้วยตัวของผมเอง

 

เมื่อเลือกแล้วว่าจะใช้อาชีพนักแสดงละครเวทีเป็นอาชีพ ห่วงว่าจะเลี้ยงตัวเองไม่ได้บ้างไหม 

พูดถึงเรื่องการเริ่มอะไรใหม่ ๆ มันอาจยังไม่เห็นตัวเงินเข้ามา แต่ตอนนั้นผมรู้ตัวเองว่าไม่ได้เป็นคนที่ใช้เงินมาก มันเป็นช่วงที่ต้องเลือกว่า จะทำงานบริษัทเพื่อแลกกับการมีเงินเข้ามาให้กับทั้งตัวเองและครอบครัว หรือเลือกที่เราจะไปต่อกับความฝัน ผมเลือกทางที่สองโดยที่ก็ไม่ได้ทิ้งทางที่หนึ่ง 

 

ในเรื่องการเงิน ถ้าไปทำงานบริษัทมันมีเพดานของเงินเดือนอยู่ สุดท้ายไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหนเงินมันก็จะอยู่ที่ระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดเพราะมันคือกติกา ผมแค่มองเห็นว่าค่าใช้จ่ายของทั้งครอบครัวและตัวเองค่อนข้างสูง ผมจึงต้องอยู่ในการงานที่ถ้าความสามารถของเราโตขึ้น การเงินต้องโตตามขึ้นได้ ฉะนั้นไม่มีทางอื่นนอกจากการสร้างระบบขึ้นมาเอง ซึ่งผมก็เข้าใจดีว่าในช่วงปีแรกผมอาจจะยังไม่มีเงินมาก แต่ผมเห็นภาพปลายทางแล้วว่าเป้าหมายของเราอยู่ที่ตรงไหน แล้วเข้าใจว่านี่คือเส้นทางที่เราต้องผ่านไป 

 

 

ผลตอบแทนที่ได้กลับมาคุ้มค่าไหม 

ก่อนอื่นผมรู้ว่าเป้าหมายที่ไกลสุดของผมคืออะไร เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเป็นสิ่งที่ผมพอรู้ว่าจะต้องเจอ อย่างปัญหาที่แสดงครั้งแรกแล้วคนมาดูน้อยผมก็รู้ว่าอันนี้แหละคือจุดเริ่มต้น ผลตอบแทนอย่าคิดว่ามีแต่ด้านบวก อย่าคิดว่าชีวิตมีแต่ด้านดี บางทีเราต้องการความเจ็บปวดและแผลอะไรบางอย่าง การไปอยู่ในจุดที่แย่สุด บางคนก็ต้องการในจุดนั้น ผลตอบแทนเหล่านี้อยู่ในสิ่งที่ผมต้องการมาตลอด อยากเจอปัญหาก็ได้เจอ 

 

ผมตั้งธงตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากทำอาชีพที่แก้ปัญหาสังคมได้ในระดับที่กว้างและเห็นผล เท่ากับการมองความสำเร็จของผมยกให้เงินเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมหวังมากกว่านั้นคือศิลปะจะช่วยแก้ปัญหาให้กับใครได้ แล้วมันก็แก้ได้จริง ๆ ผมแค่เริ่มตั้งคำถามว่าทำไมคนจบศิลปะมาจึงทำเป็นอาชีพไม่ได้ ทำไมมันยังมีคำพูดที่ว่าศิลปะเต้นกินรำกิน ศิลปินยังไส้แห้งอยู่ ผมลองมาทำความเข้าใจว่าถ้าศิลปะในวันนี้ความหมายคือการสร้างความสุข มันก็จะไปทับไลน์กับอาชีพอื่นอีกมากมายแล้วคนก็มักไม่ได้เลือกศิลปะในการให้ความสุขเป็นอย่างแรก ผมเลยรู้สึกว่าเราต้องออกตามหาความหมายด้านอื่นของศิลปะ ความหมายที่ไม่ได้อยู่ในตำราหรือแบบที่เราเคยเข้าใจ

 

บนเส้นทางอาชีพนักแสดงละครเวที พาเราไปพบอะไรบ้าง

ผมมีโอกาสได้ไปสอนการบ้านคนตาบอด จุดเปลี่ยนคือคนตาบอดคนนี้เรียนรัฐศาสตร์เพราะเขามองว่าจะต้องแก้ปัญหาให้กับคนพิการในสังคม และการจะแก้ปัญหาได้ก็คือต้องเข้าไปอยู่ในตำแหน่งหรือกระทรวงอะไรบางอย่าง ในวันนั้นเมื่อ 6 ปีก่อน ผมตกใจมากว่าในมุมของคนที่มองเห็นถ้าเราพูดเรื่องการแก้ปัญหาสังคม เรามีตัวเลือกเต็มไปหมดทั้งการแต่งเพลง ทำอาหาร หรือทำเกษตรกรรม แต่กับคนตาบอดเขาไม่มีทางเลือก ขนาดน้องเขาสอบติดวิทยาศาสตร์เขายังไม่ได้เรียนเลย ประเด็นคือตัวเลือกที่มีเลือกไม่ได้ แล้วตัวเลือกที่เลือกอยู่ก็ไม่มีความหวัง เพราะน้องเขาก็ไม่เห็นหนทางเหมือนกันว่าจะเข้าไปสู่ในตำแหน่งทางการเมืองได้ยังไง

 

ผมอินกับน้องเขามาก เพราะผมก็เจอปัญหาเหมือนกันที่ต้องการหนทางหรือวิธีการใหม่ ๆ ที่จะทำให้ผมมีเอกลักษณ์ในการทำละครเวทีในแบบของผม ฉะนั้นเรามาเจอกันครึ่งทางด้วยการแสดงละครเวทีร่วมกัน ผมไม่ได้เข้ามาเพื่อช่วยเหลือ ผมตั้งโจทย์ไว้แค่ 2 อย่างคือ 1. ละครเวทีนี้คนทั่วไปและคนพิการต้องผลิตร่วมกัน และ 2. คนพิการและคนทั่วไปต้องเสพหรือชมร่วมกันได้ ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ได้ทำละครเวทีรูปแบบใหม่ ซึ่งทุกคนสามารถใช้บริการและสร้างร่วมกันโดยมีความมืดเป็นสื่อกลาง นั่นทำให้ผมค้นพบและนิยามตัวเองว่าเป็น“นักออกแบบประสบการณ์ในความมืด” 

 

นักออกแบบประสบการณ์ในความมืดคือใคร และทำอะไรบ้าง

ผมนิยามตัวเองว่าเป็น “นักออกแบบประสบการณ์ในความมืด” เพราะผมเป็นคนชอบค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ พอเรากับคนพิการต้องมาทำอะไรร่วมกัน มันเลยต้องไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบและต้องท้าทายร่วมกัน ผมพบว่าคนที่มองไม่เห็นเขาอยู่ในความมืดตลอดเวลา ส่วนผมเองแค่หลับตาก็อยู่ในความมืดแล้ว ผมเลยรู้สึกว่าถ้าเราเริ่มต้นจากความมืดก็จะเป็นสิ่งที่เรามีเหมือนกัน 

 

พอมามองในเชิงองค์ความรู้ การแสดงละครเวทีคือการสื่อสาร แล้วมนุษย์สื่อสารผ่านช่องทางใดบ้าง ทางการมองเห็น คุณดูผม ผมดูคุณเราเข้าใจอะไรบางอย่างกัน คุณลองปิดตาแล้วฟังแค่เสียง คุณจะรู้ว่าเราไม่ได้มีแค่ตา เรามีหูไว้ฟัง เรามีปากไว้พูด จมูกไว้รับกลิ่น และสุดท้ายคือการสัมผัส ถ้าผมตัดการมองเห็นไปมันยังเหลืออีกตั้งสี่อย่าง ซึ่งองค์ความรู้และผลิตภัณฑ์รอบ ๆ ตัวเราใช้สายตากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ในการเสพ ถ้าผมไม่ใช้การมองเห็น ทุก ๆ อย่างจะเป็นประสบการณ์ใหม่ทันที ผมเลยคิดว่าจะทำละครเวทีอย่างไรดีในการใช้ รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่จะให้คนมาดูละครเวทีของผมสนุกที่สุด ได้ประโยชน์กลับไปมากที่สุด

 

ผมจึงเริ่มทำละครเวทีที่ต้องปิดตาชม ในโรงละครของผมคนที่มองไม่เห็นสามารถชมได้ คนที่มองเห็นทั่วไปแค่คุณหลับตาคุณก็ชมได้ ละครเวทีปกติจะมีเวทีและมีที่นั่ง คุณนั่งมองจากข้างบนเพื่อดูว่าเขาเล่นอะไรอยู่ แต่ผมเปลี่ยนใหม่ สมมติเรื่องแม่นากพระโขนง ฉากที่พี่มากจะไปออกรบเจอสงคราม วิธีการที่ผมทำคือ ผมย้ายคนดูทุกคนมานั่งในเวทีผม ผมจะส่งทหารเข้ามา มีกลิ่นของสงคราม มีเสียงปืนอยู่รอบตัว มีทหารวิ่งไปมา นี่คือประสบการณ์ที่คุณจะได้ไป เหมือนคุณถอดจิตแล้วก็ไปอยู่ในที่ ๆ หนึ่งที่ทุกอย่างเกิดขึ้นรอบตัว มันจะเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับคุณ

 

ส่วนงานล่าสุดของเราคือ The Nose Project ก็เกิดจากการที่ตั้งคำถามว่า ถ้าศิลปะที่มีเรื่องสีเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่คนมองไม่เห็นจะเข้าใจเรื่องสีได้อย่างไร เราจึงร่วมมือกับนักออกแบบกลิ่นและนักศิลปะบำบัดเพราะในการทำงานศิลปะนั้นสีเหลืองไม่ได้หมายถึงเพียงกลิ่นกล้วยหรือสับปะรด สีเหลืองอาจจะหมายถึงกลิ่นเลือด ความอึดอัด หรือความอิสระ เราจึงมีนักศิลปะบำบัดที่มีความเข้าใจเรื่องความละเอียดอ่อนต่าง ๆ เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาโปรเจกต์นี้ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่อยากเชิญชวนทุกคนมาหาความหมายใหม่ในการทำงานศิลปะร่วมกัน

 

อยากใช้ความรู้และความสามารถของตัวเองทำอะไรเพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคมอีกบ้าง

ผมมองว่าปัญหาของคนพิการในสังคมยังมีอีกหลายอย่างมาก เช่น ผมทำละครที่นี่ (BB House คลองตัน) คนพิการต้องเดินทางมาหาผม แต่บางครั้งเขาโทรมาบอกว่ามาไม่ได้แล้วอยู่โรงพยาบาล ปรากฏว่าหัวแตกเพราะเดินชนเสา จริง ๆ ปัญหายังมีอยู่เยอะ คนใหม่ที่เข้ามาทำงานอาสาสมัครจะถามว่าคนพิการหรือคนมองไม่เห็นต้องการอะไรบ้าง น้องคนตาบอดที่ผมเคยสอนการบ้านตอบไว้ดีมากว่า คนทั่วไปต้องการหรืออยากทำอะไร คนพิการก็มีความต้องการแบบนั้นเหมือนกัน แต่บางครั้งเขาพูดไม่ได้เพราะเป็นคนส่วนน้อยในสังคม 

 

ฉะนั้นมันยังมีปัญหาอีกมากมาย ถ้าหากวันนี้คนพิการจะเข้ามาร่วมในสังคมของเรา ต้องไปดูทุกบริบททั้งโรงพยาบาล ร้านอาหาร การคมนาคมขนส่ง แต่ผมแค่ทำละคร ผมจะไปแก้ปัญหาตรงนั้นโดยตรงมันก็อาจไม่ใช่ ละครเวทีของผมไม่ได้ตั้งใจแค่ให้คนมาดูแล้วได้แง่คิดกลับไป แต่ต้องการจะให้เป็นสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ผมคาดหวังคือถ้าคุณเป็นหมอเข้ามาในโรงละครของผม แล้วรู้สึกได้แรงบันดาลใจต้องการจะทำอะไรร่วมกับคนตาบอดซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปะก็ได้ ผมอยากชวนให้เขาลองกลับไปดูในโรงพยาบาลของเขาแล้วดูว่าคนตาบอดยังขาดเหลืออะไรเมื่อเข้ามาใช้บริการหรือเปล่า

 

ทุกวันนี้สังคมของเราแทบไม่มีข้อมูลเลยว่า ถ้าจะทำงานกับคนพิการต้องเริ่มต้นจากอะไรดี นี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจทำในปีต่อ ๆ ไป ว่าถ้าเราจะอยู่กับคนพิการได้ต้องมีการเตรียมพร้อมอะไรในสังคมนี้บ้าง ผมอยากเป็นคนหนึ่งในสังคมที่บอกเรื่องราวเหล่านี้

 

 

ดูคุณหลุยส์พัฒนาตัวเองเพื่อให้ได้ทำอะไรใหม่ ๆ เสมอ อะไรคือแนวคิดสำคัญในการนำมาพัฒนาตัวเอง

ผมรู้สึกว่าแนวคิดสำคัญคือต้องเข้าใจ 2 อย่าง คือเวลามีคนบอกเราว่าการทำสิ่งที่ไม่เหมือนคนอื่นมันยาก จริง ๆ การเริ่มต้นไม่ยาก แต่การทำมันให้นานและยั่งยืนต่างหากคือความยาก บางคนไปโฟกัสที่ว่า เอ้ย การเริ่มต้นมันต้องทำยังไง มันจะทำได้ไหม การลงมือทำมันยากจังเลย ผมรู้สึกว่าสิ่งสำคัญคือการมองให้เด็ดเดี่ยวต้องเชื่อว่าการจะทำอะไรไปของเรามันไม่สูญเปล่า ถ้าคุณตัดสินใจว่าจะทำอะไรอย่างแรกต้องเชื่อก่อนว่ามันสามารถทำได้ตลอดชีวิต สิ่งต่อไปคืออย่าเพิ่งรีบทำเพราะทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมแห่งแรงบันดาลใจมันเป็นไฟที่ท่วมท้น พอผมมองเห็นเด็กรุ่นใหม่หรือมองย้อนกลับไปในชีวิต เห็นภาพว่าสิ่งที่ทำให้ผมเลิกทำอะไรบางอย่างคือการที่เราเจอปัญหาแล้วเราสับสนว่ามันคือปัญหาที่อยู่ในเส้นทางที่เราต้องเจออยู่แล้วหรือมันคืออะไรที่เข้ามากันแน่

 

และถ้าเราไม่รู้ เราก็จะเริ่มสับสน เช่น เราสร้างละครเวทีรูปแบบใหม่มาที่คิดว่าต้องเจ๋งแน่ ๆ แต่ถึงเวลาจริงกลับไม่มีคนดู ถ้าเราไม่รู้ว่าปัญหานี้มันจะต้องเกิดอยู่แล้ว เราจะไปสู่ขั้นที่สองที่ถามตัวเองว่าเลิกทำดีหรือเปล่าเพราะมันไม่ควรต้องเกิดแบบนี้กับฉันเลย งั้นเลิกทำดีกว่า หรือถ้าเลือกจะสู้แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากไหน จะไปถามใครก็ไม่รู้ ไม่มีการเตรียมความพร้อมก็ทำให้สับสนอีก แต่ถ้าเราเห็นอยู่แล้วว่าเส้นทางที่เราจะเริ่มทำสิ่งใหม่ต้องเจออะไรบ้าง และรู้อยู่แล้วว่าปัญหานี้ต้องเจอแน่ นี่คือสิ่งสำคัญสุด เราก็จะเข้าใจได้ว่า โอเค เจอปัญหาที่ต้องเจอแล้ว อ๋อ ละครเวทีไม่มีคนดูเพราะบางทีมันยังไม่มีเรื่องการตลาด งั้นเดี๋ยวเราไปชวนนักการตลาดมา มันจะไม่สับสนเพราะเรารู้ว่าต้องทำอะไรต่อ นี่คือสิ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองและคนรุ่นใหม่ตลอดเวลา คุณต้องเห็นภาพรวมทั้งหมดของสิ่งที่จะทำก่อนว่ามันไปเกี่ยวข้องกับใครและอะไรบ้าง

 

คำถามคือคุณจะเห็นภาพรวมได้อย่างไร เริ่มจากเข้าใจว่าไม่มีอะไรที่คุณทำเป็นคนแรกบนโลกใบนี้ จะมีคนที่ทำบางอย่างมาคล้ายกับคุณ คุณไปเอาความคล้ายนั้นมาเป็นข้อมูลก่อน ผมไปดูคนที่เคยทำละครเป็นอาชีพได้ผมก็จะรู้ว่าต้องไปคุยกับใคร คุณจะเห็นว่ามีทุกอย่างที่ให้คุณไปถามได้อยู่แล้วเพื่อให้เห็นภาพรวมของอาชีพ นี่คือสิ่งที่ผมตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าผมจะเห็นสิ่งที่สามารถทำได้จากการออกไปเจอโลกใบนี้จากการออกไปคุยกับคนอื่นที่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับเรา ถ้าผมไม่ออกไปคุยกับคนอื่นพรุ่งนี้มาผมก็จะงงแล้วว่า เอ๊ะ เราต้องทำอะไร สิ่งสำคัญสุดคือคุณต้องเห็นว่าโลกใบนี้กับคุณเชื่อมโยงกัน

 

คนรุ่นใหม่ที่อยากทำอาชีพนักแสดงละครเวทีควรฝึกฝนอะไรบ้าง 

แนะนำสองอย่างสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่อยากทำอาชีพนี้ 

หนึ่ง คือ เริ่มต้นให้ถูกก่อน มองไปยาว ๆ ว่าสิ่งที่เราทำเป็นอาชีพได้ ย้อนกลับไปที่คำถามเดิมว่าสิ่งที่คุณทำแก้ปัญหาให้กับใครอยู่ วิธีการในการแก้ไขมีอีกเยอะมากนี่คือจุดเริ่มต้นที่ต้องตั้งต้นให้ถูกก่อน

 

ลำดับที่สอง เมื่อเราจะสร้างสิ่งใหม่ปัญหาคือการเริ่มต้นบ้างครั้งเราจะยังไม่มีระบบ เราไม่เห็นภาพว่าหน้าที่ของเราในแต่ละวันทำอะไร และถ้าไม่มีใครบอกว่าหน้าที่ของคุณคืออะไรก็ตั้งเองเลย จากการคิดว่า “คนคนหนึ่งจะเป็นนักแสดงที่ดีได้เขาต้องทำอะไร” เช่น หน้าที่ของนักแสดงคือ ฝึก เรียน ฝึก เรียน ให้มาก เพราะถ้าปลายทางของอาชีพคือเราต้องเป็นนักแสดงที่มีคุณภาพ แต่วันนี้ถ้าหน้าที่นี้ยังไม่เกิดขึ้น อาจเพราะเรายังไม่เห็นภาพว่านักแสดงที่ตื่นเช้ามาซ้อมละครทั้งวัน ตกเย็นมาแสดงละครมันจะอยู่รอดได้อย่างไร ซึ่งมันก็จะไปเกี่ยวกับรายได้นั่นเอง ฉะนั้นโจทย์ก็คือเด็กรุ่นใหม่ต้องเริ่มจากเซตหน้าที่ในแต่ละวัน การจะเป็นนักแสดงที่ดีในแต่ละวันเราต้องทำอะไร เริ่มวางแผนจากตรงนี้ให้เสร็จก่อน

 

 

ฝากถึงน้อง ๆ และคนที่ฟังแล้วรู้สึกว่าอยากมาอยู่ตรงนี้บ้าง

ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้วครับ คุณดูผมก็จากอินเทอร์เน็ต คุณอย่าเชื่อว่าคุณมีฝันแบบนี้คนเดียว ผมรู้สึกว่าเพื่อนร่วมฝันคือคนที่จะช่วยให้คุณเห็นภาพ อาจจะเป็นการพูดคุยกับเขาก่อนเพื่อจุดไฟความฝัน ไฟนั้นคือการเห็นทั้งหมดว่าคุณจะไปไหนได้ต่อ เพราะฉะนั้นอย่าเชื่อว่าเรามีฝันแค่คนเดียว ตามหาคนที่มีความฝันเหมือนเรา ตามหาพวกเขาให้เจอจากการเริ่มบอกว่าเรามีฝันอะไร บอกกับสังคมให้ชัดเจนว่าเราต้องการสิ่งนี้ อย่าหาทางทำฝันเองคนเดียว เพราะวันนี้เราอยู่ในโลกที่ทุกอย่างสื่อสารกันหมดแล้ว ตามหาคนที่มีความฝันเหมือนกันและเริ่มไปกับพวกเขา

 

ฝากถึงคนที่อาจจะยังไม่เคยดูละครเวที ให้เปิดใจมาลองดูละครแบบนี้

เป็นคำถามที่ยากนะ มันกว้างมาก คือเราเข้าใจปัญหานี้ดีว่าสังคมไทยไม่ได้มีวัฒนธรรมในการเสพศิลปะ สิ่งที่ผมต้องเลือกทำจึงมีแค่สองอย่างคือจะทำงานกับคนส่วนน้อยที่ดูละครเวทีเป็นเรื่องปกติ หรือจะเปิดช่องทางใหม่ ๆ เพื่อเชิญชวนคนส่วนใหญ่ให้เข้ามา สมมติว่าเป็นหมอ ผมก็จะดูว่ามีวิธีการใดบ้างที่ทำให้หมอเข้ามาดูละครเวที ถ้าเกิดชวนเขามาดูละครเวทีแน่นอนว่าเขาไม่มาหรอก แต่ถ้าชวนมาดูชีวิตหมอคนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจหรือก้าวผ่านอะไรบางอย่างหมอก็อาจจะมา

 

ผมอยากฝากว่าอย่าคิดว่าผมทำละครเวทีก่อนในตอนแรก ผมแค่มีความเชื่อว่าความหลากหลายคือที่สิ่งสวยงามของโลกใบนี้ ผมเชื่อว่าคนพิการและคนทั่วไปอยู่ร่วมกันได้ ถ้าคุณเชื่อเหมือนผมว่าความหลากหลายคือสิ่งสวยงามและเชื่อว่าความหลากหลายมีพื้นที่ให้เขาอยู่ร่วมกันได้ คุณลองเข้ามาดูสิ่งที่ผมทำครับแล้วจะดูมันในฐานะละครเวที หรือจะดูมันในฐานะสิ่งที่คุณเชื่อและอยากรู้ก็ได้ครับ

 

เชื่อว่าวันนี้เราคงได้แรงบันดาลใจจากการอ่านเรื่องราวชีวิตและความคิดของคุณหลุยส์ ผู้ซึ่งสามารถยึดเอาอาชีพที่หลายคนเข้าใจว่า “เต้นกิน รำกิน” ในการหาเลี้ยงตัวเองได้อย่างมีความสร้างสรรค์ พร้อมกันก็เป็นการช่วยเหลือสังคมในภาพกว้างด้วย JobThai เชื่อว่า ทุกคนก็สามารถเดินตามความฝันของตัวเองได้ไม่ว่าอาชีพอะไร เพียงใช้ความเชื่อและมุ่งมั่นทำอย่างเด็ดเดี่ยวก็สามารถประสบความสำเร็จในสายอาชีพนั้น ๆ ได้เช่นกัน

 

JobThai มี Line แล้วนะคะ

ติดตามสาระความรู้สำหรับคนทำงาน ที่ย่อยง่าย อ่านสนุก และพูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับการทำงานอย่างใกล้ชิดที่

เพิ่มเพื่อน

 

tags : career focus, career & tips, คนทำงาน, การทำงาน, นักแสดง, นักแสดงละครเวที, ละครใบ้



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม