ความท้าทายของคนที่ทำงานสาย HR โดยเฉพาะคนทำงานด้าน Recruitment ที่นอกจากการคัดกรองเรซูเม่จากผู้สมัครจำนวนมากแล้ว ยังต้องคัดกรองเพื่อหาคนที่ใช่ในตอนสัมภาษณ์อีกด้วย โดยใช้เวลาในช่วงสั้น ๆ ของการสัมภาษณ์ เราต้องดูจนแน่ใจว่าผู้สมัครคนนี้มีตัวตนเป็นยังไง มีบุคลิก และทัศนคติแบบไหน และมีความเหมาะสมกับตำแหน่งที่เปิดรับไหม ซึ่งก็มีหลายครั้งที่คนเป็น HR เองก็อาจจะเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจว่าผู้สมัครคนนี้คือคนที่เรากำลังตามหาอยู่รึเปล่า
วันนี้ JobThai เลยได้รวบรวม 9 สัญญาณที่จะเป็นตัวช่วยในการคัดกรอง เพราะถ้าแคนดิเดตมีสัญญาณเตือนเหล่านี้ ถึงแม้เขาจะเป็นคนที่มีทักษะความสามารถมากแค่ไหน เราก็คงต้องไตร่ตรองให้รอบคอบอีกครั้ง
การเตรียมตัวสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจที่มีต่องาน ๆ นี้ ซึ่งถ้าลองพูดคุยดูแล้วพบว่าผู้สมัครดูจะไม่พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์ ไม่รู้ข้อมูลเบื้องต้นของบริษัทว่าเป็นองค์กรที่ทำธุรกิจด้านไหน มีสินค้าอะไรบ้าง มีคู่แข่งเป็นใครบ้าง พอถามเกี่ยวกับเนื้องานก็ดูงง ๆ ทั้งที่เราก็เขียนไว้ในประกาศงานอย่างชัดเจนแล้ว ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็น First Impression ที่ไม่ดี และอาจถึงขั้นสะท้อนให้เห็นว่าเขาอาจจะไม่ได้ใส่ใจการสัมภาษณ์งานครั้งนี้ขนาดนั้นก็ได้ ซึ่งถ้าเขาไม่ได้แสดงความใส่ใจต่อการสัมภาษณ์งาน อีกหน่อยถ้าทำงานจริง มันก็มีความเป็นไปได้ว่าเขาจะทำงานอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ
การอยู่ร่วมกันภายในองค์กรคือการที่เราต้องทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ ซึ่งทักษะการสื่อสารถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะมันช่วยให้เกิดความเข้าใจตรงกันในเนื้องาน ช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ดังนั้นตอนที่อยู่ในห้องสัมภาษณ์ให้ลองสังเกตดูว่าผู้สมัครมีลักษณะในการสื่อสารเป็นยังไง จับประเด็นได้ไหม ตอบตรงคำถามรึเปล่า พูดห้วนเกินไปไหม แต่ถึงอย่างนั้น อาจมีผู้สมัครบางคนที่ตื่นเต้นและประหม่าจนไม่เป็นตัวเองและไม่ค่อยกล้าสื่อสาร เราในฐานะผู้สัมภาษณ์สามารถช่วยเขาได้เล็กน้อยด้วยการชวนพูดคุยด้วยภาษาที่เป็นกันเอง ช่วยให้เขาผ่อนคลายขึ้น เพราะไม่แน่ว่าถ้าไม่มีความตื่นเต้น เขาอาจจะเป็นคนทำงานที่เก่งมาก ๆ ก็ได้
ไม่ใช่ทุกคนที่เดินออกมาจากบริษัทเดิมด้วยความรู้สึกที่ดี คนบางคนเปลี่ยนงานเพราะความรู้สึกไม่พอใจ หรือรู้สึกไม่มีความสุขกับงานเดิมจนต้องมองหางานใหม่ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ถ้าในห้องสัมภาษณ์ ผู้สมัครเอาแต่พูดถึงบริษัทเดิมแต่ในแง่ลบอย่างเดียว เช่น พูดว่าร้ายหัวหน้าคนล่าสุด บ่นเรื่องคนในองค์กร มันก็จะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่เป็นมืออาชีพของเขา และทำให้เห็นว่าเขาอาจเป็นคนที่พร้อมจะตำหนิสิ่งต่าง ๆ แล้วถ้าวันนึงเขาเข้ามาอยู่ในองค์กร แล้วเกิดปัญหาภายในทีม เขาจะพูดให้บริษัทเราดูเสียหายในสายตาคนนอกไหม ในขณะที่ถ้ามีผู้สมัครอีกคนที่เจอปัญหาจากงานที่เก่ามา แต่สามารถอธิบายอย่างมีเหตุผลและเล่าไปด้วยความใจเย็นได้ ผู้สมัครคนนี้ก็จะดูเป็นคนที่น่าพิจารณามากกว่า
ที่จริงแล้วผู้สมัครควรเลือกหัวหน้าคนปัจจุบันมาเป็นบุคคลอ้างอิง แต่ในกรณีที่เขายังไม่ได้แจ้งบริษัทว่าจะลาออกและยังไม่อยากให้หัวหน้ารู้ว่ากำลังหางานใหม่ ผู้สมัครก็ควรเลือกหัวหน้าคนล่าสุดมาเป็นบุคคลอ้างอิง ไม่ใช่เลือกคนที่เป็นหัวหน้าเมื่อสิบปีที่แล้ว เพราะจะดูน่าสงสัยมากว่าทำไมเขาถึงเลือกหัวหน้าคนเก่าขนาดนั้น เป็นเพราะว่าเขาไม่ลงรอยกับหัวหน้าคนใหม่ ๆ รึเปล่า และนอกจากนี้ในสายตาของ HR เราควรมองให้ลึกลงไปอีกว่า บุคคลอ้างอิงที่เขาเคยร่วมงานด้วยเมื่อนานมาแล้วอาจไม่สามารถบอกได้ว่าตอนนี้เขายังทำงานดีเหมือนเดิมไหม เขาอัปเดตความรู้ให้เข้ากับเนื้องานในโลกปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน และอาจให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนได้ด้วยเวลาที่ผ่านไปนาน
ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ไม่ว่าเราจะเป็นคนเก่งหรือทำงานได้สมบูรณ์แบบแค่ไหน แต่เรื่องแบบนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราถามผู้สมัครเรื่องความผิดพลาดในอดีตว่าได้เรียนรู้อะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร แต่เขาเลือกที่จะไม่บอกหรือตอบแค่ว่าไม่มี ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกำลังปิดบังอะไรเราอยู่ หรือแย่ไปกว่านั้นคือเขาอาจไม่ใช่คนที่คอยสังเกตข้อผิดพลาดและไม่ได้ตกผลึกจากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วนขนาดนั้น นอกจากนี้ยังเป็นจุดสังเกตได้ว่า คนที่รู้ข้อด้อยของตัวเอง กล้ายอมรับความผิดพลาด มักจะเป็นคนที่พร้อมเปิดใจรับฟังความเห็นและคำแนะนำจากคนอื่นเสมอ
การพยายามแสดงออกถึงความมั่นใจเป็นคุณสมบัติที่ดีของการทำงาน แต่มันก็มีความแตกต่างกันอยู่ระหว่าง “การพูดเล่าความสำเร็จ” กับ “การโม้โอ้อวด” เพราะการเล่าความสำเร็จควรเป็นไปอย่างเป็นมืออาชีพ พูดตามความจริงว่าเราเคยทำอะไรมา มีความภูมิใจในตอนที่เล่าได้เป็นปกติแต่ก็ยังคงต้องถ่อมตน และถ้าเป็นไปได้ควรมีหลักฐานที่ตรวจวัดได้ มองเห็นหรือจับต้องได้ เช่น คนเป็นครีเอทีฟเคยทำแคมเปญแล้วกลายเป็น Viral ก็พูดเล่าตามความจริงได้ว่างานเป็นที่พูดถึงในสื่อไหนบ้าง แล้วเรามีส่วนร่วมกับงานนี้มากน้อยแค่ไหน ในขณะที่ถ้าเราเจอผู้สัมภาษณ์ที่เล่าความสำเร็จมากเกินพอดี แถมแต่ละอย่างที่เล่ามาดูล่องลอย เวลาที่เราถามอะไรเพิ่มไปเขาก็ตอบได้แค่กว้าง ๆ ฟังแล้วไม่ชัวร์ว่าเขาทำงานชิ้นนั้นเองมากน้อยแค่ไหน นั่นก็อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ HR ต้องจับตาดูผู้สมัครคนนี้ให้ดี
ถ้าในการสัมภาษณ์ เราเห็นว่าผู้สมัครเริ่มพูดไม่ตรงกับข้อมูลที่เขียนไว้ในเรซูเม่หรือเริ่มมีท่าทีแปลก ๆ ให้น่าสงสัยว่ากำลังโกหกอยู่ ก็ควรจับตาดูและสังเกตพฤติกรรมเอาไว้ ยิ่งถ้ากำลังสัมภาษณ์งานออนไลน์แล้วเขาเริ่มตอบอึกอัก เริ่มมีพฤติกรรมว่ากำลังหันไปหันมา มันก็มีความเป็นไปได้ว่าเขากำลังดูอะไรบางอย่างที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวอยู่ ซึ่งก็อาจเป็นการเปิดไฟล์หรือเปิดโปรแกรมบางอย่างในจอข้าง ๆ ไปด้วยก็ได้ และถ้ายิ่งคุยยิ่งแน่ใจว่าเขาคนนี้น่าจะโกหกตอนที่สัมภาษณ์งาน เราก็ไม่ควรรับเขาเข้ามาทำงาน เพราะถ้าเขาตั้งใจจะพูดโกหกตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์งานแล้ว ก็ไม่มีอะไรรับรองได้เลยว่าเวลาเข้ามาทำงานจริงเขาจะไม่โกหกเราอีก และเราไม่มีทางรู้ได้ว่าทักษะ ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่เขียนมานั้นเป็นจริงหรือไม่
การควบคุมอารมณ์ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำงาน เพราะเราต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอยู่เสมอ ถ้าคุย ๆ ดูแล้วพบว่าเขาดูควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ มันก็นับว่าเป็นลักษณะที่จะส่งผลกระทบต่อคนอื่นในองค์กรแน่นอน โดยผู้สัมภาษณ์ต้องลองสังเกตผู้สมัครดูว่าเขาควบคุมอารมณ์ได้ไหม ถ้าเขาเล่าถึงประสบการณ์ที่ไม่ดีจากงานที่เก่าแล้วเริ่มแสดงอารมณ์ออกมาชัดเจน เช่น เริ่มดูโกรธ ไม่พอใจ พูดสะบัดเสียง มันก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องคิดหนักด้วยเหมือนกัน
นอกจากนี้ถ้าเขาเล่าเรื่องที่มีความน่าสะเทือนใจเกี่ยวกับงานเดิมแล้วเริ่มแสดงท่าทีอ่อนไหวอย่างมาก เช่น เริ่มร้องไห้ในห้องสัมภาษณ์ เริ่มดูไม่มีสมาธิจดจ่อกับการสัมภาษณ์ตรงหน้าเพราะยังอินกับเรื่องที่พูด เราก็อาจจะต้องยิ่งจับตาดูไปให้ตลอดการสัมภาษณ์ว่าความอ่อนไหวของเขาอยู่ในระดับใด มันไม่ใช่เรื่องผิดถ้าเขาจะเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจมาและยังคงนึกถึงมันอยู่ แต่ด้วยบริบทการสัมภาษณ์งาน ท่าทีเหล่านี้อาจจะดูไม่เหมาะและดูไม่เป็นมืออาชีพนัก
ข้อตกลงเข้าทำงานควรเป็นไปอย่างยุติธรรม เนื้องานแลกด้วยค่าตอบแทนและสวัสดิการ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดเลยถ้าผู้สมัครจะเกิดความสงสัยและมีคำถามว่าตำแหน่งนี้จะได้เงินเดือนเท่าไหร่ และสวัสดิการเป็นยังไงบ้าง แต่ถ้าคุยไปคุยมาเราเริ่มเห็นว่าเขาเน้นแต่จะอยากรู้ถึงข้อมูลเหล่านี้มากกว่าเรื่องงานและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ มันก็ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณเตือนว่าเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจมาทำงานที่นี่ขนาดนั้น แต่กำลังมองหาที่ที่ให้ในสิ่งที่เขาต้องการได้ และถ้าอีกหน่อยเจอข้อเสนอที่ดีกว่า เงินเดือนที่สูงกว่า เขาก็อาจจะไปในทันทีเลยด้วย
สำหรับคนเป็น HR การสัมภาษณ์งานคือการที่เราจะต้องสังเกตทัศนคติ ความคิด และพฤติกรรมที่สะท้อนตัวตนจริง ๆ ของผู้สมัคร ดังนั้นเราจึงควรต้องรู้จักสัญญาณเตือนต่าง ๆ เช่น การไม่เตรียมตัวมาให้พร้อม การขาดทักษะด้านการสื่อสาร พฤติกรรมโกหกหรือพูดจาว่าร้าย ฯลฯ เพราะมันจะทำให้เราพอเห็นลักษณะนิสัยและตัวตนของผู้สมัครและสามารถคัดกรองคนได้อย่างดียิ่งขึ้น ไม่เลือกคนที่อาจมาพร้อมกับพฤติกรรมหรือนิสัยที่อาจสร้างปัญหาให้กับคนในทีมและบริษัทในอนาคต
บทความเดิมได้ถูกเผยแพร่ในวันที่ 30 ตุลาคม 2023 และได้รับการอัปเดตโดยทีมงาน JobThai
ที่มา:
thepalmergroup.com
staffmasters.com
painlesshire.com
coburgbanks.co.uk
campbellmorden.com