คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “คน” เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานอย่างมาก หากมีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีหัวหน้าที่คอยผลักดันสนับสนุน ได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นใจและมีวัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองให้ความสำคัญ ย่อมทำให้ Well-being หรือ “คุณภาพชีวิต” ของคนทำงานดีขึ้นด้วย
ด้วยเหตุนี้ JobThai จึงได้ทำแบบสอบถาม "ปัจจัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน" โดยสำรวจคนทำงานกว่า 2,700 คน ในเดือนตุลาคม 2025 เกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า (People) ตลอดจนวัฒนธรรมองค์กร (Culture) ว่าคุณลักษณะของคนที่ต้องร่วมงานด้วยแบบไหนที่คนทำงานมองว่าส่งผลบวก ช่วยเติมพลังใจ และส่งผลลบ ทำให้รู้สึกอึดอัดหรืออยากลาออก วัฒนธรรมองค์กรแบบใดที่ได้รับความนิยมในหมู่คนทำงานยุคนี้ รวมถึงปัจจัยที่คนทำงานให้ความสำคัญ มองว่าเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความสุขในการทำงาน สถิติจะเป็นยังไง ไปดูกัน!
จากสถิติที่ JobThai สำรวจ พบว่า 90.52% ของคนทำงานมองว่าเพื่อนร่วมงานมีผลต่อความสุขในการทำงานมากถึงมากที่สุด โดยเมื่อถามถึงคุณลักษณะของเพื่อนร่วมงานในอุดมคติ คนทำงานกว่า 51.09% ลงความเห็นว่าเพื่อนร่วมงานที่คอยช่วยเหลือและซัปพอร์ตกันคือเพื่อนร่วมงานที่ส่งเสริมให้เกิดความสุขในการทำงานมากที่สุด แม้ความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพในการทำงานจะสำคัญ แต่ในแง่ของความรู้สึกเชิงบวกแล้ว คนทำงานมองว่าการมีกัลยาณมิตรที่คอยให้กำลังใจ อยู่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลือเมื่อต้องการนั้นสำคัญกว่า
TOP 5 เพื่อนร่วมงานที่ “ส่งผลบวก” ต่อความสุขในการทำงานมากที่สุด
-
อันดับ 1 เพื่อนร่วมงานที่ช่วยเหลือและซัปพอร์ตกัน
-
อันดับ 2 เพื่อนร่วมงานที่มีทัศนคติเชิงบวก
-
อันดับ 3 เพื่อนร่วมงานที่มีความรับผิดชอบ ทำงานอย่างมืออาชีพ
-
อันดับ 4 เพื่อนร่วมงานที่สร้างบรรยากาศสนุกสนาน ไม่เครียด
-
อันดับ 5 เพื่อนร่วมงานที่เคารพซึ่งกันและกัน
TOP 5 เพื่อนร่วมงานที่ “ส่งผลลบ” ต่อความสุขในการทำงานมากที่สุด
-
อันดับ 1 เพื่อนร่วมงานที่ไม่ช่วยเหลือ / ชอบเอาเปรียบ
-
อันดับ 2 เพื่อนร่วมงานที่ไม่เคารพซึ่งกันและกัน หรือพูดจาไม่ดี
-
อันดับ 3 เพื่อนร่วมงานที่ขาดความรับผิดชอบ ทำงานไม่เป็นมืออาชีพ
-
อันดับ 4 เพื่อนร่วมงานที่ชอบโกหก ซุบซิบนินทา
-
อันดับ 5 เพื่อนร่วมงานที่ชอบแข่งขันจนทำลายทีมเวิร์ก / บรรยากาศในการทำงาน
ในส่วนของเพื่อนร่วมงานที่บั่นทอนความสุขในการทำงาน เมื่อแบ่งกลุ่มด้วยประเภทคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่มีสังกัดองค์กรอยู่แล้ว หรือฟรีแลนซ์ เด็กจบใหม่ และคนว่างงานที่ต้องการทำงานในองค์กร ต่างก็มองว่าเพื่อนร่วมงานที่ชอบเอาเปรียบและเพื่อนร่วมงานที่ไม่เคารพกันคือประเภทที่ทำงานด้วยแล้วไม่มีความสุขที่สุดสองอันดับแรก แต่ในอันดับสาม กลุ่มฟรีแลนซ์ เด็กจบใหม่ และคนว่างงานส่วนใหญ่มองว่าเพื่อนร่วมงานที่ชอบโกหกและซุบซิบนินทานั้นแย่กว่าเพื่อนร่วมงานที่ขาดความรับผิดชอบ แตกต่างจากพนักงานที่มีสังกัดองค์กรที่รู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานที่ไร้ความรับผิดชอบนั้นเลวร้ายกว่า ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากที่กลุ่มฟรีแลนซ์หรือเด็กจบใหม่อาจยังมีประสบการณ์ในการทำงานไม่มาก หรือมีความเคยชินกับการทำงานคนเดียวเป็นหลัก ทำให้มีมุมมองว่าการซุบซิบนินทาไม่จริงใจนั้นส่งผลลบมากกว่าการการทำงานที่ไม่เป็นมืออาชีพ
จากผลสำรวจ 94.89% ของคนทำงานมองว่า “หัวหน้า” มีผลต่อความสุขในการทำงานมากถึงมากที่สุด โดยเมื่อถามถึงคุณลักษณะของหัวหน้าที่ดี ผลรวมออกมาว่าหัวหน้าที่รับฟังและให้ฟีดแบ็กที่เป็นประโยชน์คือประเภทที่คนทำงานโดยเฉพาะ Gen Z และ Gen Y ยกให้เป็นหัวหน้าในอุดมคติ ส่วนกลุ่ม Gen X มองว่าหัวหน้าที่สื่อสารชัดเจนตรงประเด็นคือหัวหน้าที่ทำงานด้วยแล้วมีความสุขที่สุด
TOP 5 หัวหน้าที่ “ส่งผลบวก” ต่อความสุขในการทำงานมากที่สุด
-
อันดับ 1 หัวหน้าที่รับฟังความคิดเห็นและให้ฟีดแบ็กที่เป็นประโยชน์
-
อันดับ 2 หัวหน้าที่สื่อสารชัดเจน ตรงประเด็น
-
อันดับ 3 หัวหน้าที่มีความยุติธรรม ไม่ลำเอียง
-
อันดับ 4 หัวหน้าที่ให้อิสระในการทำงาน
-
อันดับ 5 หัวหน้าที่คอยดันหลังลูกน้อง สนับสนุนการเติบโตและพัฒนาทักษะ
TOP 5 หัวหน้าที่ “ส่งผลลบ” ต่อความสุขในการทำงานมากที่สุด
-
อันดับ 1 หัวหน้าที่ชอบพูดจาเสียดสี ตำหนิด้วยคำพูดรุนแรง
-
อันดับ 2 หัวหน้าที่ลำเอียงและเลือกปฏิบัติ
-
อันดับ 3 หัวหน้าที่ไม่รับฟังความคิดเห็น เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
-
อันดับ 4 หัวหน้าที่ชอบใช้อารมณ์ สร้างความกลัวและความกดดันในที่ทำงาน
-
อันดับ 5 หัวหน้าที่สื่อสารคลุมเครือ ไม่ชัดเจน
สำหรับคำถามว่าหัวหน้าแบบไหนสร้างความรู้สึกเชิงลบในการทำงานมากที่สุด เมื่อแบ่งกลุ่มตามช่วงวัยพบว่าคำตอบแตกต่างเล็กน้อย Gen Y กับ Gen X มองว่าหัวหน้าที่ลำเอียงและเลือกปฏิบัติกับพนักงานส่งผลลบต่อความสุขเป็นอันดับหนึ่ง ส่วน Gen Z มองว่าหัวหน้าที่ชอบพูดจาเสียดสี ตำหนิด้วยคำพูดรุนแรงบั่นทอนจิตใจมากกว่า
ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานและหัวหน้าเท่านั้น สภาพแวดล้อมโดยรวมขององค์กรเองก็มีส่วนสำคัญในการส่งเสริม Employee Well-being อ้างอิงจากแบบสำรวจ ปัจจุบันมีคนทำงานมากถึง 90.98% ที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษหรือ Toxic Workplace ในลักษณะที่แตกต่างกันไป มีเพียงแค่ 9.02% เท่านั้นที่บอกว่าองค์กรที่เขาอยู่ไม่มีลักษณะของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นพิษเลย ซึ่ง Toxic Workplace ส่งผลร้ายต่อสุขภาพจิต ทำให้เกิดความอึดอัดและทุกข์ใจกับการทำงานได้ โดยปัญหาที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
-
อันดับ 1 มีการซุบซิบนินทาภายในองค์กร
-
อันดับ 2 มีการเมืองในองค์กร แบ่งฝักฝ่าย เล่นพรรคพวก
-
อันดับ 3 การสื่อสารภายในองค์กรไร้ประสิทธิภาพ
-
อันดับ 4 ไม่รับฟังความคิดเห็นของพนักงาน
-
อันดับ 5 กดดันให้พนักงานทำงานหนักจนขาด Work-life Balance
นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่คนทำงานพบเจออีก เช่น หัวหน้าหรือผู้บริหารไม่โปร่งใส ขาดความยุติธรรม องค์กรเต็มไปด้วยคนหมดไฟ ไม่มีพื้นที่ให้พนักงานทำผิดพลาด มีการกลั่นแกล้งรังแก ล้อเลียน หรือข่มขู่ (Bullying) การคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ไปจนถึงการเลือกปฏิบัติหรือกีดกันทางเพศ อายุ เชื้อชาติ ฯลฯ (Discrimination)
แม้คนทำงานส่วนใหญ่จะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษ แต่ปัญหาที่เจอก็อาจไม่ได้รุนแรงมากนัก ยังสามารถทำงานในองค์กรต่อไปได้ แต่ลักษณะของ Toxic Workplace บางอย่างก็ส่งผลกระทบกับความสุขในการทำงานมากจนไปต่อไม่ไหว โดยปัญหา 5 อันดับแรกที่คนทำงานรู้สึกยอมรับไม่ได้และก่อให้เกิดความคิดลาออก ได้แก่
-
อันดับ 1 มีการกลั่นแกล้งรังแก ล้อเลียน หรือข่มขู่ (Bullying)
-
อันดับ 2 กดดันให้พนักงานทำงานหนักจนขาด Work-life Balance
-
อันดับ 3 หัวหน้า / ผู้บริหารไม่โปร่งใส ไม่ยุติธรรม
-
อันดับ 4 มีการเมืองในองค์กร แบ่งฝักฝ่าย เล่นพรรคพวก
-
อันดับ 5 ไม่รับฟังความคิดเห็นของพนักงาน
จะเห็นได้ว่าปัญหาซุบซิบนินทาภายในองค์กรและปัญหาการสื่อสารภายในองค์กรไร้ประสิทธิภาพเป็นปัญหาที่พบเจอบ่อย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงถึงขั้นทำให้คนทำงานคิดลาออก ส่วนปัญหากลั่นแกล้งรังแก ล้อเลียน หรือข่มขู่ (Bullying) ที่มีอัตราการพบเจอไม่สูงเท่า แต่หากเกิดปัญหานี้ขึ้นในองค์กร ก็อาจส่งผลกระทบให้คนทำงานเกิดความคิดลาออกทันที
นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างของมุมมองในแต่ละช่วงวัยด้วย โดย Gen Z เป็นกลุ่มที่มีอัตราการตอบว่าแนวคิดสนับสนุนความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการยอมรับความแตกต่าง หรือ DEI (Diversity, Equity, and Inclusion) สำคัญกับความสุขในการทำงานมากที่สุด (76.24%) ดังนั้นลักษณะของ Toxic Workplace ที่ Gen Z ยอมรับไม่ได้จึงค่อนข้างสะท้อนค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคม ได้แก่ การกลั่นแกล้งรังแก ข่มขู่ ไปจนถึงการคุกคามทางเพศ และ Gen Z ยังเป็นกลุ่มที่รู้สึกไม่ยอมรับองค์กรที่ไม่รับฟังความคิดเห็นของพนักงานมากกว่าช่วงวัยอื่น ๆ อีกด้วย
ในขณะที่ Gen X ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและยุติธรรมของหัวหน้าและผู้บริหารมากกว่า รวมถึงเป็นกลุ่มที่รู้สึกไม่ยอมรับการแบ่งฝักฝ่าย เล่นพรรคพวก มีการเมืองในองค์กรสูงที่สุดในบรรดา 3 ช่วงวัย
ส่วน Gen Y นั้นเป็นกลุ่มตรงกลางที่มีแนวคิดผสมผสานคล้ายคลึงกับทั้งสองกลุ่ม นั่นคือให้ความสำคัญกับ DEI และ Work-life Balance เช่นเดียวกับ Gen Z แต่ก็มีมุมมองแบบ Gen X ตรงไม่ยอมรับการเมืองในองค์กร
TOP 5 ลักษณะของ Toxic Workplace ที่ Gen Z ยอมรับไม่ได้และส่งผลให้พิจารณาลาออก
-
อันดับ 1 มีการกลั่นแกล้งรังแก ล้อเลียน หรือข่มขู่ (Bullying)
-
อันดับ 2 กดดันให้พนักงานทำงานหนักจนขาด Work-life Balance
-
อันดับ 3 มีการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment)
-
อันดับ 4 ไม่รับฟังความคิดเห็นของพนักงาน
-
อันดับ 5 หัวหน้า / ผู้บริหารไม่โปร่งใส ไม่ยุติธรรม
TOP 5 ลักษณะของ Toxic Workplace ที่ Gen Y ยอมรับไม่ได้และส่งผลให้พิจารณาลาออก
-
อันดับ 1 มีการกลั่นแกล้งรังแก ล้อเลียน หรือข่มขู่ (Bullying)
-
อันดับ 2 กดดันให้พนักงานทำงานหนักจนขาด Work-life Balance
-
อันดับ 3 มีการเมืองในองค์กร แบ่งฝักฝ่าย เล่นพรรคพวก
-
อันดับ 4 หัวหน้า / ผู้บริหารไม่โปร่งใส ไม่ยุติธรรม
-
อันดับ 5 ไม่รับฟังความคิดเห็นของพนักงาน
TOP 5 ลักษณะของ Toxic Workplace ที่ Gen X ยอมรับไม่ได้และส่งผลให้พิจารณาลาออก
-
อันดับ 1 หัวหน้า / ผู้บริหารไม่โปร่งใส ไม่ยุติธรรม
-
อันดับ 2 มีการเมืองในองค์กร แบ่งฝักฝ่าย เล่นพรรคพวก
-
อันดับ 3 มีการกลั่นแกล้งรังแก ล้อเลียน หรือข่มขู่ (Bullying)
-
อันดับ 4 กดดันให้พนักงานทำงานหนักจนขาด Work-life Balance
-
อันดับ 5 ไม่รับฟังความคิดเห็นของพนักงาน
ผลสำรวจชี้ว่าคนทำงานในยุคนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ให้ความสำคัญกับ Work-life Balance และมองว่าองค์กรที่มีวัฒนธรรมส่งเสริมให้พนักงานมีสมดุลในการทำงานและชีวิตส่วนตัวเป็นองค์กรที่อยู่แล้วมีความสุขมากที่สุด ส่วน Gen Y และ Gen X แม้จะให้คุณค่ากับ Work-life Balance แต่ก็ยังมองว่าวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานเป็นทีมนั้นส่งผลให้เกิดความสุขในการทำงานมากกว่า หากมีทีมเวิร์กที่ดี คุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆ ก็ดีตามไปด้วย
TOP 5 วัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้มีความสุขในการทำงานมากที่สุด
-
อันดับ 1 วัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-life Balance)
-
อันดับ 2 วัฒนธรรมที่ส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานเป็นทีม
-
อันดับ 3 วัฒนธรรมที่ผลักดันให้พนักงานเติบโต ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนา
-
อันดับ 4 วัฒนธรรมที่เปิดกว้าง ให้อิสระในการแสดงความคิดเห็นและทดลองสิ่งใหม่ ๆ
-
อันดับ 5 วัฒนธรรมที่สนับสนุนความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการยอมรับความแตกต่าง (DEI)
TOP 3 วัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้ Gen Z มีความสุขในการทำงานมากที่สุด
-
อันดับ 1 วัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-life Balance)
-
อันดับ 2 วัฒนธรรมที่ผลักดันให้พนักงานเติบโต ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนา
-
อันดับ 3 วัฒนธรรมที่ส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานเป็นทีม
TOP 3 วัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้ Gen Y และ Gen X มีความสุขในการทำงานมากที่สุด
-
อันดับ 1 วัฒนธรรมที่ส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานเป็นทีม
-
อันดับ 2 วัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-life Balance)
-
อันดับ 3 วัฒนธรรมที่ผลักดันให้พนักงานเติบโต ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนา
เมื่อถามถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน สถิติออกมาดังนี้
-
อันดับ 1 เงินเดือนและค่าตอบแทนที่เหมาะสม
-
อันดับ 2 สวัสดิการที่หลากหลายและครอบคลุม
-
อันดับ 3 เพื่อนร่วมงานที่มืออาชีพและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
-
อันดับ 4 หัวหน้าที่ให้การสนับสนุนและเป็นผู้นำที่ดี
-
อันดับ 5 ความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว (Work-life Balance)
-
อันดับ 6 รูปแบบการทำงานที่ตอบโจทย์ เช่น On-site, Work from Home, Hybrid Working
-
อันดับ 7 ความก้าวหน้าในสายงานหรือโอกาสในการพัฒนาทักษะ
-
อันดับ 8 ความมั่นคงในหน้าที่การงาน
-
อันดับ 9 การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและความโปร่งใสในองค์กร
-
อันดับ 10 วัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องกับค่านิยมของคุณ
โดยคนทำงานทุกช่วงวัยคิดเห็นตรงกันว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุข 4 อันดับแรกที่คือเงินเดือน สวัสดิการ เพื่อนร่วมงาน และหัวหน้า แต่ในอันดับที่ 5 มีความแตกต่างกันเล็กน้อย กลุ่ม Gen Z และ Gen Y มองว่า Work-life Balance คือสิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดความสุขมากกว่า ในขณะที่ Gen X ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในหน้าที่การงานมากกว่า
แม้เงินเดือนและสวัสดิการจะเป็นปัจจัยอันดับต้นที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และวัฒนธรรมองค์กรก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หากต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อให้เกิดความสุข รายล้อมไปด้วยผู้คนที่บั่นทอนพลัง หรือมีแนวปฏิบัติขององค์กรที่ไม่สอดคล้องกับคุณค่าที่ยึดถือ คุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงานย่อมเกิดขึ้นได้ยาก
ดังนั้นหากองค์กรต้องการส่งเสริม Employee Well-being การรับฟังเสียงของพนักงานและการสำรวจปัญหาภายในองค์กรอย่างสม่ำเสมอถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านผู้คน ระบบการทำงาน หรือวัฒนธรรมองค์กร ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรนำไปพัฒนาและปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้เป็นพื้นที่ที่พนักงานรู้สึกปลอดภัย มีความสุข และอยากเติบโตไปพร้อมกับองค์กรในระยะยาว