เปิดสถิติ Employee Well-being: รูปแบบการทำงานในฝันเป็นยังไง? ออฟฟิศแบบไหนที่ครองใจคนทำงาน?

15/12/25   |   605   |  

 

 

JobThai Mobile Application หางานง่าย สมัครงานง่าย ได้งานที่ใช่ โหลดเลย

iOS

Android

Huawei AppGallery

 

ปัจจุบันหลายองค์กรได้ปรับรูปแบบการทำงานให้เป็นแบบ Hybrid Working และเปิดรับพนักงานที่ทำงานทางไกล (Remote Working) ร่วมด้วย แต่หลายองค์กรก็มีนโยบายให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศแบบ On-site 100% เช่นเดิม โดยมีการปรับปรุงสถานที่ทำงานให้ดึงดูด เหมาะสมและเอื้อกับการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น

 

ด้วยรูปแบบการทำงานที่หลากหลายในทุกวันนี้ JobThai จึงได้ทำแบบสอบถาม "ปัจจัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน" โดยสำรวจคนทำงานกว่า 2,700 คน ในเดือนตุลาคม 2025 เกี่ยวกับภาพรวมการทำงาน ความพึงพอใจ รวมถึงมุมมองความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการทำงาน (Work Model) และสถานที่ทำงาน (Workplace) ว่าส่งผลกระทบยังไงกับคุณภาพชีวิตบ้าง สถิติจะเป็นยังไง ไปดูกัน!

 

AI แย่งงานคนจริงไหม? เผยผลสำรวจและอัปเดตเทรนด์การใช้ AI ของคนทำงานปี 2025

 

ปัจจุบันคนทำงานในรูปแบบไหนมากที่สุด?

จากสถิติที่ JobThai ได้สำรวจคนทำงานเกี่ยวกับรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน พบว่า

  • 87.30% ทำงานในรูปแบบ On-site (เข้าออฟฟิศทุกวัน) 

  • 10.81% ทำงานในรูปแบบ Hybrid Working (เข้าออฟฟิศสลับกับทำงานที่บ้าน)

  • 1.89% ทำงานในรูปแบบ Remote Working (ทำงานทางไกล) หรือ Work from Home (ทำงานที่บ้าน 100%)

โดยกลุ่มที่ทำงานแบบ Hybrid Working ส่วนใหญ่สังกัดองค์กรเอกชนไทย (61.88%) และองค์กรเอกชนต่างชาติ (29.60%) มีจำนวนวันที่เข้าออฟฟิศ 3-4 วันต่อสัปดาห์ โดยวันที่เข้าออฟฟิศมากที่สุดคือวันอังคาร (52.91%) วันจันทร์ (48.88%) และวันพุธ (44.39%) ตามลำดับ

 

มุมมองและความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน

ในด้าน “ประสิทธิภาพในการทำงาน” ความคิดเห็นของคนทำงานค่อนข้างหลากหลาย ไม่ได้เทไปในทิศทางใดอย่างเอกฉันท์

  • 43.58% ของคนทำงานมองว่ารูปแบบการทำงานปัจจุบันส่งผลดีกับประสิทธิภาพในการทำงาน

  • 35.68% ของคนทำงานมองว่ารูปแบบการทำงานปัจจุบันไม่ได้มีผลอะไร ไม่ว่าจะทำงานในรูปแบบไหน ประสิทธิภาพก็ไม่ต่างกัน

  • 20.75% ของคนทำงานมองว่ารูปแบบการทำงานปัจจุบันส่งผลเสียกับประสิทธิภาพในการทำงาน

 

ส่วนด้าน “คุณภาพชีวิต” นั้นความคิดเห็นแตกต่างกันไปตามรูปแบบการทำงาน

 

กลุ่มที่ทำงานแบบ On-site

จากผลสำรวจ มุมมองของคนทำงานแบบเข้าออฟฟิศทุกวันค่อนข้างกระจัดกระจาย ไม่ได้เอนไปทางใดทางหนึ่งอย่างท่วมท้น

  • 39.20% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ส่งผลดีกับคุณภาพชีวิต

  • 32.93% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ส่งผลเสียกับคุณภาพชีวิต

  • 27.87% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับคุณภาพชีวิต

แม้จะมีคนเลือกตอบว่าส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตมากที่สุด แต่เมื่อเทียบสัดส่วนกับคนที่ทำงานในรูปแบบ Hybrid Working และ Remote Working แล้ว อัตราส่วนของคนตอบข้อนี้กลับน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับความชอบและไลฟ์สไตล์การทำงานของแต่ละคนด้วย

 

คนที่ชอบอาจมองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ช่วยให้แบ่งแยกเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวได้อย่างชัดเจน เมื่อเลิกงานก็ปิดสวิตช์โหมดจริงจัง เดินทางกลับบ้านไปพักผ่อนใช้เวลาส่วนตัว แต่คนที่ไม่ชอบหรือติดขัดด้วยปัจจัยอื่น ๆ เช่น บ้านไกลจากออฟฟิศ ใช้เวลาเดินทางนาน ปริมาณงานมีจำนวนเยอะจนไม่สามารถเลิกงานได้ตรงเวลา ก็อาจมองว่าการต้องเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศนั้นกินเวลาส่วนตัว ทำให้ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่

 

ส่วนจุดเด่นของการทำงานแบบ On-site ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือการได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ และได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เนื่องจากที่พักของพนักงานบางคนอาจไม่ได้เอื้อกับการทำงานมากนัก

 

TOP 3 “ข้อดี” ของการทำงานรูปแบบ On-site

  • อันดับ 1 สามารถจัดการเวลาทำงาน / เวลาส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • อันดับ 2 ได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน / สร้างคอนเน็กชัน

  • อันดับ 3 สภาพแวดล้อมเอื้อกับการทำงาน

 

TOP 3 “ข้อเสีย” ของการทำงานรูปแบบ On-site

  • อันดับ 1 ทำให้รู้สึกกดดัน / เครียดกับการทำงาน

  • อันดับ 2 ค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าเดินทาง

  • อันดับ 3 ไม่สามารถจัดการเวลาทำงาน / เวลาส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

กลุ่มที่ทำงานแบบ Hybrid Working

ภาพรวมมุมมองของคนที่ทำงานแบบเข้าออฟฟิศสลับกับทำงานที่บ้านค่อนข้างมีแนวโน้มไปทางเชิงบวก

  • 54.26% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ส่งผลดีกับคุณภาพชีวิต

  • 23.77% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับคุณภาพชีวิต

  • 21.97% มองว่าการทำงานในรูปแบบส่งผลเสียกับคุณภาพชีวิต

จุดเด่นของการทำงานในรูปแบบนี้คือได้สลับสถานที่ทำงานระหว่างออฟฟิศกับบ้าน หรือบางคนอาจเลือกออกไปทำงานตามคาเฟ่ในวันที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ หลายคนจึงมองว่าการทำงานรูปแบบนี้มีอิสระ สามารถจัดการเวลาชีวิตได้ดีขึ้น แต่ในทางกลับกันก็อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าและเครียดกับการทำงานที่ต้องสลับโหมดไปมาอยู่ตลอด

 

นอกจากนี้แม้จะประหยัดค่าใช้จ่ายในบางส่วน เช่น ค่าเดินทาง แต่ก็เพิ่มค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นแทน เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ เมื่อบวกลบกันดี ๆ แล้วอาจไม่ได้ประหยัดมากเท่าที่คาด

 

TOP 3 “ข้อดี” ของการทำงานรูปแบบ Hybrid Working

  • อันดับ 1 สามารถจัดการเวลาทำงาน / เวลาส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • อันดับ 2 ประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง

  • อันดับ 3 ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายกับการทำงาน

 

TOP 3 “ข้อเสีย” ของการทำงานรูปแบบ Hybrid Working

  • อันดับ 1 ทำให้รู้สึกกดดัน / เครียดกับการทำงาน

  • อันดับ 2 ค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าไฟ-ค่าน้ำ

  • อันดับ 3 สภาพแวดล้อมไม่เอื้อกับการทำงาน

 

กลุ่มที่ทำงานแบบ Remote Working / Work from Home

จากผลสำรวจ คนทำงานไกล (Remote Working) หรือทำงานที่บ้าน (Work from Home) มีอัตราส่วนของคนที่ตอบว่ารูปแบบการทำงานของตนส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตมากที่สุด

  • 64.10% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ส่งผลดีกับคุณภาพชีวิต

  • 20.51% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ส่งผลเสียกับคุณภาพชีวิต

  • 15.38% มองว่าการทำงานในรูปแบบไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับคุณภาพชีวิต

ข้อดีของการทำงานในรูปแบบนี้คล้ายกับการทำงานแบบ Hybrid Working คือมีอิสระและประหยัดค่าเดินทาง แต่ก็แบกรับค่าใช้จ่ายส่วนอื่นอย่างค่าน้ำ-ค่าไฟแทน นอกจากนี้ข้อเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกย่างก็คือความโดดเดี่ยวที่ต้องทำงานคนเดียว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับใคร แม้จะผ่อนคลายกับการทำงานแต่ก็อาจเกิดความเครียดจากจุดนี้ได้

 

TOP 3 “ข้อดี” ของการทำงานรูปแบบ Remote Working / Work from Home

  • อันดับ 1 สามารถจัดการเวลาทำงาน / เวลาส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • อันดับ 2 ประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง

  • อันดับ 3 ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายกับการทำงาน

 

TOP 3 “ข้อเสีย” ของการทำงานรูปแบบ Remote Working / Work from Home

  • อันดับ 1 รู้สึกโดดเดี่ยว ขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

  • อันดับ 2 ค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าไฟ-น้ำ

  • อันดับ 3 ทำให้รู้สึกกดดัน / เครียดกับการทำงาน

 

แม้การทำงานแต่ละแบบจะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป แต่ถ้าเลือกได้ 67.27% ของคนทำงานต้องการทำงานในรูปแบบ Hybrid Working มากที่สุด โดยส่วนใหญ่อยากเข้าออฟฟิศ 3 วันต่อสัปดาห์ และเมื่อถามถึงวันในสัปดาห์ที่อยากเข้าออฟฟิศมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ วันพุธ วันอังคาร และวันพฤหัสบดี ตามลำดับ

 

สไตล์การทำงานในอุดมคติของคนทำงานเป็นแบบไหน?

ในส่วนของสไตล์การทำงาน ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าคนทำงานในปัจจุบันให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและ Work-life Balance ต้องการชีวิตที่สมดุลทั้งในด้านการงานและชีวิตส่วนตัว แต่ในขณะเดียวกันก็มองหาระบบการทำงานที่มีความแน่นอนชัดเจน

  • อันดับ 1 การทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible & Personalized) สามารถปรับเปลี่ยนตารางเวลาทำงานหรือสถานที่ได้ตามความสะดวกของแต่ละบุคคล

  • อันดับ 2 การทำงานที่ส่งเสริมสมดุลชีวิต (Work-life Balance) มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัว

  • อันดับ 3 การทำงานที่ชัดเจน (Structured Model) มีการทำงานที่มีขั้นตอนและแบบแผนที่ชัดเจน มีเวลาและสถานที่ทำงานที่แน่นอนในทุก ๆ วัน

โดยคนทำงาน Gen Z เป็นกลุ่มที่ให้คุณค่ากับ Work-life Balance มากที่สุด ส่วนคนทำงาน Gen Y และ Gen X ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ กลุ่ม Gen X ยังให้คุณค่ากับการทำงานที่เน้นผลลัพธ์ (Result-oriented) ไม่ต้องคำนึงถึงชั่วโมงทำงาน แต่เน้นที่งานเสร็จตามเป้าหมายอีกด้วย

 

TOP 3 รูปแบบการทำงานในอุดมคติของ Gen Z 

  • อันดับ 1 การทำงานที่ส่งเสริมสมดุลชีวิต มีเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัว

  • อันดับ 2 การทำงานที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความสะดวกของบุคคล

  • อันดับ 3 การทำงานที่มีขั้นตอนและแบบแผนที่ชัดเจน

 

TOP 3 รูปแบบการทำงานในอุดมคติของ Gen Y

  • อันดับ 1 การทำงานที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความสะดวกของบุคคล

  • อันดับ 2 การทำงานที่ส่งเสริมสมดุลชีวิต มีเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัว

  • อันดับ 3 การทำงานที่มีขั้นตอนและแบบแผนที่ชัดเจน

 

TOP 3 รูปแบบการทำงานในอุดมคติของ Gen X

  • อันดับ 1 การทำงานที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความสะดวกของบุคคล

  • อันดับ 2 การทำงานที่เน้นผลลัพธ์ ไม่ยึดติดชั่วโมงทำงาน เน้นงานเสร็จตามเป้า

  • อันดับ 3 การทำงานที่ส่งเสริมสมดุลชีวิต มีเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัว

 

ส่องปัญหายอดฮิตในสถานที่ทำงาน อย่ามองข้ามสิ่งกวนใจเหล่านี้!

จากผลสำรวจพบว่ามีเพียง 42.27% ของคนทำงานที่รู้สึกพึงพอใจกับสถานที่ทำงานในปัจจุบัน โดยปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานที่คนทำงานพบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • อันดับ 1 ขาดพื้นที่ส่วนตัวหรือมุมพักผ่อน

  • อันดับ 2 เสียงดังหรือมีสิ่งรบกวนเยอะ

  • อันดับ 3 พื้นที่แออัดเกินไป

  • อันดับ 4 ขาดเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีในการทำงานที่เหมาะสม

  • อันดับ 5 ขาดแสงหรือการระบายอากาศที่ดี / อุณหภูมิร้อนหรือเย็นเกินไป

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาในด้านอื่น ๆ อีกหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทำงานขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต เช่น ตู้กดน้ำ ไมโครเวฟ ขาดความเป็นส่วนตัว ไม่มีมุมที่ไม่มีการติดกล้องวงจรปิด พื้นที่ภายในสถานที่ทำงานสกปรก มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ต้องใช้ห้องน้ำส่วนกลางร่วมกับบริษัทอื่น ขาดพื้นที่สีเขียว ตลอดจนไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัยที่ดีพอ

 

คนทำงานต้องการออฟฟิศแบบไหน มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง?

หลายบริษัทอาจมองข้ามการออกแบบออฟฟิศให้ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน เนื่องจากมองว่าเป็นแค่สถานที่ทำงานเฉย ๆ จึงไม่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาก แต่ 64.83% ของคนทำงานมองว่าการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมาก หากออฟฟิศมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน 47.09% ของคนทำงานก็รู้สึกยินดีที่จะทำงานในรูปแบบ On-site ทุกวัน

 

TOP 5 สิ่งอำนวยความสะดวกที่คนทำงานอยากให้มีในสถานที่ทำงาน

  • อันดับ 1 พื้นที่พักผ่อน / เลาจน์ / มุมโซฟา / ห้องพักพนักงาน

  • อันดับ 2 ห้องงีบหลับ (Nap Room)

  • อันดับ 3 ตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ เครื่องทำกาแฟ ขนมขบเคี้ยวฟรี

  • อันดับ 4 บริการอาหารกลางวันหรือคาเฟ่ในออฟฟิศ

  • อันดับ 5 โต๊ะและอุปกรณ์การทำงานเพื่อสุขภาพ เช่น โต๊ะไฟฟ้าปรับระดับ เก้าอี้ Ergonomic

 

โดยคนทำงานแต่ละช่วงวัยมีความต้องการที่แตกต่างกันเล็กน้อย ในภาพรวมกลุ่ม Gen Y จะเป็นกลุ่มตรงกลางที่มีมุมมองคล้ายคลึงกับทั้ง Gen Z และ Gen X

  • Gen Y กับ Gen Z ให้ความสำคัญกับการพักผ่อน ต้องการให้ออฟฟิศมี Nap Room สำหรับพักงีบหลับเวลาง่วง

  • Gen Y กับ Gen X ให้ความสำคัญกับบริการด้านอาหาร ต้องการให้มีมื้อกลางวันหรือคาเฟ่ในออฟฟิศ

ส่วนสิ่งที่ทั้ง 3 ช่วงวัยให้คุณค่าเหมือนกันคือมุมพักผ่อนและอุปกรณ์เพื่อสุขภาพ

เมื่อแบ่งผลสำรวจออกมาเป็นตามแต่ละกลุ่มช่วงวัย ได้ผลออกมาดังนี้ 

 

TOP 5 สิ่งอำนวยความสะดวกที่คนทำงาน “Gen Z” อยากให้มีในสถานที่ทำงาน

  • อันดับ 1 พื้นที่พักผ่อน / เลาจน์ / มุมโซฟา / ห้องพักพนักงาน

  • อันดับ 2 ห้องงีบหลับ (Nap Room)

  • อันดับ 3 ตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ เครื่องทำกาแฟ ขนมขบเคี้ยวฟรี

  • อันดับ 4 โต๊ะและอุปกรณ์การทำงานเพื่อสุขภาพ เช่น โต๊ะไฟฟ้าปรับระดับ เก้าอี้ Ergonomic

  • อันดับ 5 อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและอุปกรณ์ไอที เช่น จอภาพเสริม ปรินเตอร์

 

TOP 5 สิ่งอำนวยความสะดวกที่คนทำงาน “Gen Y” อยากให้มีในสถานที่ทำงาน

  • อันดับ 1 พื้นที่พักผ่อน / เลาจน์ / มุมโซฟา / ห้องพักพนักงาน

  • อันดับ 2 ห้องงีบหลับ (Nap Room)

  • อันดับ 3 บริการอาหารกลางวันหรือคาเฟ่ในออฟฟิศ

  • อันดับ 4 ตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ เครื่องทำกาแฟ ขนมขบเคี้ยวฟรี

  • อันดับ 5 โต๊ะและอุปกรณ์การทำงานเพื่อสุขภาพ เช่น โต๊ะไฟฟ้าปรับระดับ เก้าอี้ Ergonomic

 

TOP 5 สิ่งอำนวยความสะดวกที่คนทำงาน “Gen X” อยากให้มีในสถานที่ทำงาน

  • อันดับ 1 พื้นที่พักผ่อน / เลาจน์ / มุมโซฟา / ห้องพักพนักงาน

  • อันดับ 2 ตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ เครื่องทำกาแฟ ขนมขบเคี้ยวฟรี

  • อันดับ 3 บริการอาหารกลางวันหรือคาเฟ่ในออฟฟิศ

  • อันดับ 4 อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและอุปกรณ์ไอที เช่น จอภาพเสริม ปรินเตอร์

  • อันดับ 5 โต๊ะและอุปกรณ์การทำงานเพื่อสุขภาพ เช่น โต๊ะไฟฟ้าปรับระดับ เก้าอี้ Ergonomic

 

สำหรับประเด็นเรื่อง สภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ผลการสำรวจออกมาว่า 3 อันดับแรกมีดังนี้

  • อันดับ 1 เงียบสงบและมีพื้นที่ส่วนตัวเพียงพอ เหมาะกับการโฟกัส

  • อันดับ 2 มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามการทำงานหรือกิจกรรม

  • อันดับ 3 บรรยากาศเปิดโล่ง สบาย ๆ มีพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน

 

ในช่วงโควิด-19 ที่หลายบริษัทมีนโยบายให้ Work from Home หรือ Hybrid Working สลับกันเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ หลาย ๆ แห่งก็ได้มีการปรับปรุงออฟฟิศโดยลดพื้นที่ลงให้สอดคล้องกับจำนวนคนที่เข้ามาใช้งาน รวมถึงปรับการจัดวางโต๊ะให้เป็นแบบ Hot Desk หรือโต๊ะหมุนเวียน ไม่มีที่นั่งประจำ ใครมาก่อนเลือกก่อนด้วย แต่อิงจากข้อมูลในผลสำรวจ 72.53% ของคนทำงานต้องการให้ออฟฟิศจัดโต๊ะในรูปแบบ Fixed Desk  หรือพนักงานมีโต๊ะประจำส่วนตัว ดังนั้นหากบริษัทมีนโยบายเรียกพนักงานให้กลับเข้ามาทำงาน On-site เต็มรูปแบบแล้วก็อย่าลืมพิจารณาเรื่องการจัดวางโต๊ะให้ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานด้วย

 

Employee Listening กรุณาฟังเสียงจากพนักงานของคุณหน่อย

 

ทั้งนี้ความต้องการของพนักงานในแต่ละบริษัทก็แตกต่างกัน หากต้องการพัฒนารูปแบบการทำงานและสถานที่ทำงานที่ตอบโจทย์และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน สิ่งสำคัญคือการรับฟังเสียงของพนักงานและทำความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่พนักงานชอบหรือไม่ชอบ ปัญหาที่พบคืออะไร และอยากให้แก้ไขยังไง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปกำหนดแนวทางในสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้พนักงานมี Well-being ที่ดีขึ้น สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

 

ยังมีสถิติจากแบบสำรวจ Employee Well-being 2025 ด้านอื่น ๆ อีกนะ คลิกเลย!

คนทำงานอยากได้สวัสดิการอะไร? กิจกรรมบริษัทแบบไหนที่พนักงานชอบ?

เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และ Culture แบบไหนที่คนทำงานมองว่า Toxic และดีต่อใจ?

 

สมัครสมาชิกและฝากประวัติกับ JobThai เพิ่มโอกาสในการหางานได้ที่นี่

tags : jobthai, employee well-being, สำรวจคนทำงาน, งาน, คนทำงาน, what’s new, เทรนด์การทำงาน, เทรนด์คนทำงาน, สถานที่ทำงาน, รูปแบบการทำงาน



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม