ปัจจุบันหลายองค์กรได้ปรับรูปแบบการทำงานให้เป็นแบบ Hybrid Working และเปิดรับพนักงานที่ทำงานทางไกล (Remote Working) ร่วมด้วย แต่หลายองค์กรก็มีนโยบายให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศแบบ On-site 100% เช่นเดิม โดยมีการปรับปรุงสถานที่ทำงานให้ดึงดูด เหมาะสมและเอื้อกับการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น
ด้วยรูปแบบการทำงานที่หลากหลายในทุกวันนี้ JobThai จึงได้ทำแบบสอบถาม "ปัจจัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน" โดยสำรวจคนทำงานกว่า 2,700 คน ในเดือนตุลาคม 2025 เกี่ยวกับภาพรวมการทำงาน ความพึงพอใจ รวมถึงมุมมองความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการทำงาน (Work Model) และสถานที่ทำงาน (Workplace) ว่าส่งผลกระทบยังไงกับคุณภาพชีวิตบ้าง สถิติจะเป็นยังไง ไปดูกัน!
จากสถิติที่ JobThai ได้สำรวจคนทำงานเกี่ยวกับรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน พบว่า
-
87.30% ทำงานในรูปแบบ On-site (เข้าออฟฟิศทุกวัน)
-
10.81% ทำงานในรูปแบบ Hybrid Working (เข้าออฟฟิศสลับกับทำงานที่บ้าน)
-
1.89% ทำงานในรูปแบบ Remote Working (ทำงานทางไกล) หรือ Work from Home (ทำงานที่บ้าน 100%)
โดยกลุ่มที่ทำงานแบบ Hybrid Working ส่วนใหญ่สังกัดองค์กรเอกชนไทย (61.88%) และองค์กรเอกชนต่างชาติ (29.60%) มีจำนวนวันที่เข้าออฟฟิศ 3-4 วันต่อสัปดาห์ โดยวันที่เข้าออฟฟิศมากที่สุดคือวันอังคาร (52.91%) วันจันทร์ (48.88%) และวันพุธ (44.39%) ตามลำดับ
ในด้าน “ประสิทธิภาพในการทำงาน” ความคิดเห็นของคนทำงานค่อนข้างหลากหลาย ไม่ได้เทไปในทิศทางใดอย่างเอกฉันท์
-
43.58% ของคนทำงานมองว่ารูปแบบการทำงานปัจจุบันส่งผลดีกับประสิทธิภาพในการทำงาน
-
35.68% ของคนทำงานมองว่ารูปแบบการทำงานปัจจุบันไม่ได้มีผลอะไร ไม่ว่าจะทำงานในรูปแบบไหน ประสิทธิภาพก็ไม่ต่างกัน
-
20.75% ของคนทำงานมองว่ารูปแบบการทำงานปัจจุบันส่งผลเสียกับประสิทธิภาพในการทำงาน
ส่วนด้าน “คุณภาพชีวิต” นั้นความคิดเห็นแตกต่างกันไปตามรูปแบบการทำงาน
จากผลสำรวจ มุมมองของคนทำงานแบบเข้าออฟฟิศทุกวันค่อนข้างกระจัดกระจาย ไม่ได้เอนไปทางใดทางหนึ่งอย่างท่วมท้น
-
39.20% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ส่งผลดีกับคุณภาพชีวิต
-
32.93% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ส่งผลเสียกับคุณภาพชีวิต
-
27.87% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับคุณภาพชีวิต
แม้จะมีคนเลือกตอบว่าส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตมากที่สุด แต่เมื่อเทียบสัดส่วนกับคนที่ทำงานในรูปแบบ Hybrid Working และ Remote Working แล้ว อัตราส่วนของคนตอบข้อนี้กลับน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับความชอบและไลฟ์สไตล์การทำงานของแต่ละคนด้วย
คนที่ชอบอาจมองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ช่วยให้แบ่งแยกเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวได้อย่างชัดเจน เมื่อเลิกงานก็ปิดสวิตช์โหมดจริงจัง เดินทางกลับบ้านไปพักผ่อนใช้เวลาส่วนตัว แต่คนที่ไม่ชอบหรือติดขัดด้วยปัจจัยอื่น ๆ เช่น บ้านไกลจากออฟฟิศ ใช้เวลาเดินทางนาน ปริมาณงานมีจำนวนเยอะจนไม่สามารถเลิกงานได้ตรงเวลา ก็อาจมองว่าการต้องเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศนั้นกินเวลาส่วนตัว ทำให้ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
ส่วนจุดเด่นของการทำงานแบบ On-site ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือการได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ และได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เนื่องจากที่พักของพนักงานบางคนอาจไม่ได้เอื้อกับการทำงานมากนัก
TOP 3 “ข้อดี” ของการทำงานรูปแบบ On-site
-
อันดับ 1 สามารถจัดการเวลาทำงาน / เวลาส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
อันดับ 2 ได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน / สร้างคอนเน็กชัน
-
อันดับ 3 สภาพแวดล้อมเอื้อกับการทำงาน
TOP 3 “ข้อเสีย” ของการทำงานรูปแบบ On-site
-
อันดับ 1 ทำให้รู้สึกกดดัน / เครียดกับการทำงาน
-
อันดับ 2 ค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าเดินทาง
-
อันดับ 3 ไม่สามารถจัดการเวลาทำงาน / เวลาส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพรวมมุมมองของคนที่ทำงานแบบเข้าออฟฟิศสลับกับทำงานที่บ้านค่อนข้างมีแนวโน้มไปทางเชิงบวก
-
54.26% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ส่งผลดีกับคุณภาพชีวิต
-
23.77% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับคุณภาพชีวิต
-
21.97% มองว่าการทำงานในรูปแบบส่งผลเสียกับคุณภาพชีวิต
จุดเด่นของการทำงานในรูปแบบนี้คือได้สลับสถานที่ทำงานระหว่างออฟฟิศกับบ้าน หรือบางคนอาจเลือกออกไปทำงานตามคาเฟ่ในวันที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ หลายคนจึงมองว่าการทำงานรูปแบบนี้มีอิสระ สามารถจัดการเวลาชีวิตได้ดีขึ้น แต่ในทางกลับกันก็อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าและเครียดกับการทำงานที่ต้องสลับโหมดไปมาอยู่ตลอด
นอกจากนี้แม้จะประหยัดค่าใช้จ่ายในบางส่วน เช่น ค่าเดินทาง แต่ก็เพิ่มค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นแทน เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ เมื่อบวกลบกันดี ๆ แล้วอาจไม่ได้ประหยัดมากเท่าที่คาด
TOP 3 “ข้อดี” ของการทำงานรูปแบบ Hybrid Working
-
อันดับ 1 สามารถจัดการเวลาทำงาน / เวลาส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
อันดับ 2 ประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง
-
อันดับ 3 ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายกับการทำงาน
TOP 3 “ข้อเสีย” ของการทำงานรูปแบบ Hybrid Working
-
อันดับ 1 ทำให้รู้สึกกดดัน / เครียดกับการทำงาน
-
อันดับ 2 ค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าไฟ-ค่าน้ำ
-
อันดับ 3 สภาพแวดล้อมไม่เอื้อกับการทำงาน
จากผลสำรวจ คนทำงานไกล (Remote Working) หรือทำงานที่บ้าน (Work from Home) มีอัตราส่วนของคนที่ตอบว่ารูปแบบการทำงานของตนส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตมากที่สุด
-
64.10% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ส่งผลดีกับคุณภาพชีวิต
-
20.51% มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ส่งผลเสียกับคุณภาพชีวิต
-
15.38% มองว่าการทำงานในรูปแบบไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับคุณภาพชีวิต
ข้อดีของการทำงานในรูปแบบนี้คล้ายกับการทำงานแบบ Hybrid Working คือมีอิสระและประหยัดค่าเดินทาง แต่ก็แบกรับค่าใช้จ่ายส่วนอื่นอย่างค่าน้ำ-ค่าไฟแทน นอกจากนี้ข้อเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกย่างก็คือความโดดเดี่ยวที่ต้องทำงานคนเดียว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับใคร แม้จะผ่อนคลายกับการทำงานแต่ก็อาจเกิดความเครียดจากจุดนี้ได้
TOP 3 “ข้อดี” ของการทำงานรูปแบบ Remote Working / Work from Home
-
อันดับ 1 สามารถจัดการเวลาทำงาน / เวลาส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
อันดับ 2 ประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง
-
อันดับ 3 ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายกับการทำงาน
TOP 3 “ข้อเสีย” ของการทำงานรูปแบบ Remote Working / Work from Home
-
อันดับ 1 รู้สึกโดดเดี่ยว ขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน
-
อันดับ 2 ค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าไฟ-น้ำ
-
อันดับ 3 ทำให้รู้สึกกดดัน / เครียดกับการทำงาน
แม้การทำงานแต่ละแบบจะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป แต่ถ้าเลือกได้ 67.27% ของคนทำงานต้องการทำงานในรูปแบบ Hybrid Working มากที่สุด โดยส่วนใหญ่อยากเข้าออฟฟิศ 3 วันต่อสัปดาห์ และเมื่อถามถึงวันในสัปดาห์ที่อยากเข้าออฟฟิศมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ วันพุธ วันอังคาร และวันพฤหัสบดี ตามลำดับ
ในส่วนของสไตล์การทำงาน ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าคนทำงานในปัจจุบันให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและ Work-life Balance ต้องการชีวิตที่สมดุลทั้งในด้านการงานและชีวิตส่วนตัว แต่ในขณะเดียวกันก็มองหาระบบการทำงานที่มีความแน่นอนชัดเจน
-
อันดับ 1 การทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible & Personalized) สามารถปรับเปลี่ยนตารางเวลาทำงานหรือสถานที่ได้ตามความสะดวกของแต่ละบุคคล
-
อันดับ 2 การทำงานที่ส่งเสริมสมดุลชีวิต (Work-life Balance) มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัว
-
อันดับ 3 การทำงานที่ชัดเจน (Structured Model) มีการทำงานที่มีขั้นตอนและแบบแผนที่ชัดเจน มีเวลาและสถานที่ทำงานที่แน่นอนในทุก ๆ วัน
โดยคนทำงาน Gen Z เป็นกลุ่มที่ให้คุณค่ากับ Work-life Balance มากที่สุด ส่วนคนทำงาน Gen Y และ Gen X ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ กลุ่ม Gen X ยังให้คุณค่ากับการทำงานที่เน้นผลลัพธ์ (Result-oriented) ไม่ต้องคำนึงถึงชั่วโมงทำงาน แต่เน้นที่งานเสร็จตามเป้าหมายอีกด้วย
TOP 3 รูปแบบการทำงานในอุดมคติของ Gen Z
-
อันดับ 1 การทำงานที่ส่งเสริมสมดุลชีวิต มีเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัว
-
อันดับ 2 การทำงานที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความสะดวกของบุคคล
-
อันดับ 3 การทำงานที่มีขั้นตอนและแบบแผนที่ชัดเจน
TOP 3 รูปแบบการทำงานในอุดมคติของ Gen Y
-
อันดับ 1 การทำงานที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความสะดวกของบุคคล
-
อันดับ 2 การทำงานที่ส่งเสริมสมดุลชีวิต มีเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัว
-
อันดับ 3 การทำงานที่มีขั้นตอนและแบบแผนที่ชัดเจน
TOP 3 รูปแบบการทำงานในอุดมคติของ Gen X
-
อันดับ 1 การทำงานที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความสะดวกของบุคคล
-
อันดับ 2 การทำงานที่เน้นผลลัพธ์ ไม่ยึดติดชั่วโมงทำงาน เน้นงานเสร็จตามเป้า
-
อันดับ 3 การทำงานที่ส่งเสริมสมดุลชีวิต มีเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัว
จากผลสำรวจพบว่ามีเพียง 42.27% ของคนทำงานที่รู้สึกพึงพอใจกับสถานที่ทำงานในปัจจุบัน โดยปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานที่คนทำงานพบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
-
อันดับ 1 ขาดพื้นที่ส่วนตัวหรือมุมพักผ่อน
-
อันดับ 2 เสียงดังหรือมีสิ่งรบกวนเยอะ
-
อันดับ 3 พื้นที่แออัดเกินไป
-
อันดับ 4 ขาดเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีในการทำงานที่เหมาะสม
-
อันดับ 5 ขาดแสงหรือการระบายอากาศที่ดี / อุณหภูมิร้อนหรือเย็นเกินไป
นอกจากนี้ยังมีปัญหาในด้านอื่น ๆ อีกหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทำงานขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต เช่น ตู้กดน้ำ ไมโครเวฟ ขาดความเป็นส่วนตัว ไม่มีมุมที่ไม่มีการติดกล้องวงจรปิด พื้นที่ภายในสถานที่ทำงานสกปรก มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ต้องใช้ห้องน้ำส่วนกลางร่วมกับบริษัทอื่น ขาดพื้นที่สีเขียว ตลอดจนไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัยที่ดีพอ
หลายบริษัทอาจมองข้ามการออกแบบออฟฟิศให้ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน เนื่องจากมองว่าเป็นแค่สถานที่ทำงานเฉย ๆ จึงไม่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาก แต่ 64.83% ของคนทำงานมองว่าการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมาก หากออฟฟิศมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน 47.09% ของคนทำงานก็รู้สึกยินดีที่จะทำงานในรูปแบบ On-site ทุกวัน
TOP 5 สิ่งอำนวยความสะดวกที่คนทำงานอยากให้มีในสถานที่ทำงาน
-
อันดับ 1 พื้นที่พักผ่อน / เลาจน์ / มุมโซฟา / ห้องพักพนักงาน
-
อันดับ 2 ห้องงีบหลับ (Nap Room)
-
อันดับ 3 ตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ เครื่องทำกาแฟ ขนมขบเคี้ยวฟรี
-
อันดับ 4 บริการอาหารกลางวันหรือคาเฟ่ในออฟฟิศ
-
อันดับ 5 โต๊ะและอุปกรณ์การทำงานเพื่อสุขภาพ เช่น โต๊ะไฟฟ้าปรับระดับ เก้าอี้ Ergonomic
โดยคนทำงานแต่ละช่วงวัยมีความต้องการที่แตกต่างกันเล็กน้อย ในภาพรวมกลุ่ม Gen Y จะเป็นกลุ่มตรงกลางที่มีมุมมองคล้ายคลึงกับทั้ง Gen Z และ Gen X
ส่วนสิ่งที่ทั้ง 3 ช่วงวัยให้คุณค่าเหมือนกันคือมุมพักผ่อนและอุปกรณ์เพื่อสุขภาพ
เมื่อแบ่งผลสำรวจออกมาเป็นตามแต่ละกลุ่มช่วงวัย ได้ผลออกมาดังนี้
TOP 5 สิ่งอำนวยความสะดวกที่คนทำงาน “Gen Z” อยากให้มีในสถานที่ทำงาน
-
อันดับ 1 พื้นที่พักผ่อน / เลาจน์ / มุมโซฟา / ห้องพักพนักงาน
-
อันดับ 2 ห้องงีบหลับ (Nap Room)
-
อันดับ 3 ตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ เครื่องทำกาแฟ ขนมขบเคี้ยวฟรี
-
อันดับ 4 โต๊ะและอุปกรณ์การทำงานเพื่อสุขภาพ เช่น โต๊ะไฟฟ้าปรับระดับ เก้าอี้ Ergonomic
-
อันดับ 5 อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและอุปกรณ์ไอที เช่น จอภาพเสริม ปรินเตอร์
TOP 5 สิ่งอำนวยความสะดวกที่คนทำงาน “Gen Y” อยากให้มีในสถานที่ทำงาน
-
อันดับ 1 พื้นที่พักผ่อน / เลาจน์ / มุมโซฟา / ห้องพักพนักงาน
-
อันดับ 2 ห้องงีบหลับ (Nap Room)
-
อันดับ 3 บริการอาหารกลางวันหรือคาเฟ่ในออฟฟิศ
-
อันดับ 4 ตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ เครื่องทำกาแฟ ขนมขบเคี้ยวฟรี
-
อันดับ 5 โต๊ะและอุปกรณ์การทำงานเพื่อสุขภาพ เช่น โต๊ะไฟฟ้าปรับระดับ เก้าอี้ Ergonomic
TOP 5 สิ่งอำนวยความสะดวกที่คนทำงาน “Gen X” อยากให้มีในสถานที่ทำงาน
-
อันดับ 1 พื้นที่พักผ่อน / เลาจน์ / มุมโซฟา / ห้องพักพนักงาน
-
อันดับ 2 ตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ เครื่องทำกาแฟ ขนมขบเคี้ยวฟรี
-
อันดับ 3 บริการอาหารกลางวันหรือคาเฟ่ในออฟฟิศ
-
อันดับ 4 อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและอุปกรณ์ไอที เช่น จอภาพเสริม ปรินเตอร์
-
อันดับ 5 โต๊ะและอุปกรณ์การทำงานเพื่อสุขภาพ เช่น โต๊ะไฟฟ้าปรับระดับ เก้าอี้ Ergonomic
สำหรับประเด็นเรื่อง สภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ผลการสำรวจออกมาว่า 3 อันดับแรกมีดังนี้
-
อันดับ 1 เงียบสงบและมีพื้นที่ส่วนตัวเพียงพอ เหมาะกับการโฟกัส
-
อันดับ 2 มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามการทำงานหรือกิจกรรม
-
อันดับ 3 บรรยากาศเปิดโล่ง สบาย ๆ มีพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน
ในช่วงโควิด-19 ที่หลายบริษัทมีนโยบายให้ Work from Home หรือ Hybrid Working สลับกันเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ หลาย ๆ แห่งก็ได้มีการปรับปรุงออฟฟิศโดยลดพื้นที่ลงให้สอดคล้องกับจำนวนคนที่เข้ามาใช้งาน รวมถึงปรับการจัดวางโต๊ะให้เป็นแบบ Hot Desk หรือโต๊ะหมุนเวียน ไม่มีที่นั่งประจำ ใครมาก่อนเลือกก่อนด้วย แต่อิงจากข้อมูลในผลสำรวจ 72.53% ของคนทำงานต้องการให้ออฟฟิศจัดโต๊ะในรูปแบบ Fixed Desk หรือพนักงานมีโต๊ะประจำส่วนตัว ดังนั้นหากบริษัทมีนโยบายเรียกพนักงานให้กลับเข้ามาทำงาน On-site เต็มรูปแบบแล้วก็อย่าลืมพิจารณาเรื่องการจัดวางโต๊ะให้ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานด้วย
ทั้งนี้ความต้องการของพนักงานในแต่ละบริษัทก็แตกต่างกัน หากต้องการพัฒนารูปแบบการทำงานและสถานที่ทำงานที่ตอบโจทย์และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน สิ่งสำคัญคือการรับฟังเสียงของพนักงานและทำความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่พนักงานชอบหรือไม่ชอบ ปัญหาที่พบคืออะไร และอยากให้แก้ไขยังไง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปกำหนดแนวทางในสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้พนักงานมี Well-being ที่ดีขึ้น สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ