ในยุคนี้ Well-being หรือ “คุณภาพชีวิต” ได้กลายเป็นสิ่งที่คนทำงานให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเลือกงานก็ไม่ได้มองแค่ว่างานนั้นเหมาะกับตัวเองแค่ไหน เงินเดือนเท่าไหร่ แต่ยังมองว่าองค์กรช่วยสนับสนุนความเป็นอยู่ของพวกเขาแค่ไหนอีกด้วย เช่น สวัสดิการด้านสุขภาพ จำนวนวันหยุดและวันลา ตลอดจนกิจกรรมบริษัทที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ทำให้ชีวิตประจำวันดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ JobThai จึงได้ทำแบบสอบถาม "ปัจจัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน" โดยสำรวจคนทำงานกว่า 2,700 คน ในเดือนตุลาคม 2025 เกี่ยวกับสวัสดิการพนักงาน (Benefits) และกิจกรรมบริษัท (Company Activities) ว่าปัจจุบันคนทำงานได้รับสวัสดิการอะไรจากองค์กรบ้าง ภาพรวมกิจกรรมบริษัทเป็นยังไง พึงพอใจไหม รู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตมากน้อยแค่ไหน สถิติจะเป็นยังไง ไปดูกันเลย!
จากสถิติที่ JobThai สำรวจ สวัสดิการที่คนทำงานได้รับจากองค์กรในปัจจุบันมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
-
อันดับ 1 ตรวจสุขภาพประจำปี
-
อันดับ 2 โบนัส
-
อันดับ 3 ประกันสุขภาพ / ค่ารักษาพยาบาล
-
อันดับ 4 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
-
อันดับ 5 วันลาพักร้อนหรือวันลาอื่น ๆ เพิ่มเติมที่มากกว่าวันลาขั้นต่ำตามกฎหมายกำหนด
แต่เมื่อถามถึงความพึงพอใจ พบว่ามีคนทำงานเพียง 13.72% เท่านั้นที่มองว่าสวัสดิการที่ได้รับนั้นเพียงพอและครอบคลุมความต้องการ ที่เหลืออีก 51.82% มองว่าสวัสดิการที่ได้รับครอบคลุมพอประมาณ แต่ยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด และอีก 34.46% มองว่าสวัสดิการที่ได้รับไม่เพียงพอ องค์กรควรปรับปรุง
ซึ่งความไม่ครอบคลุมที่คนทำงานรู้สึกก็แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสวัสดิการที่แต่ละคนได้รับจากองค์กร
-
สวัสดิการไม่ครอบคลุมเชิงปริมาณ ได้สวัสดิการไม่กี่อย่าง ตอบโจทย์ในด้านหนึ่ง แต่ไม่ตอบโจทย์อีกด้านหนึ่ง เช่น บางองค์กรมีโบนัสให้แต่จำนวนวันลาน้อย หรือบางองค์กรให้วันลาเยอะแต่ไม่มีสวัสดิการด้านสุขภาพ ทำให้พนักงานรู้สึกไม่เพียงพอ
-
สวัสดิการไม่ครอบคลุมเชิงคุณภาพ ได้สวัสดิการหลากหลายประมาณหนึ่ง แต่แต่ละอย่างไม่ได้ส่งเสริมคุณภาพชีวิตมากนัก เช่น บางองค์กรมีสวัสดิการประกันสุขภาพ แต่วงเงินค่ารักษาน้อย ทำให้พนักงานรู้สึกว่าเพียงพอแค่เบื้องต้น แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ขนาดนั้น
ผลสำรวจชี้ว่าคนทำงานในยุคนี้ให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านการเงินมากที่สุด ซึ่งอาจเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและปัญหาค่าแรงขึ้นตามไม่ทันค่าครองชีพ หรือบางสายงานที่ฐานเงินเดือนอาจไม่ได้สูงมาก ทำให้นอกจากเงินเดือนแล้ว คนทำงานก็ยังต้องการสวัสดิการด้านการเงินมาช่วยจุนเจือเป็นรายได้เพิ่มอีกทาง
TOP 5 ประเภทสวัสดิการที่คนทำงานให้ความสำคัญเวลาเลือกงาน
-
อันดับ 1 สวัสดิการด้านการเงิน เช่น โบนัส เบี้ยขยัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
-
อันดับ 2 สวัสดิการด้านสุขภาพ เช่น ประกันสุขภาพ ตรวจสุขภาพประจำปี
-
อันดับ 3 สวัสดิการวันหยุด / วันลา เช่น ลาพักร้อนแบบไม่จำกัด ลาวันเกิด ลาพิเศษอื่น ๆ
-
อันดับ 4 สวัสดิการสนับสนุนความเป็นอยู่ของพนักงาน เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่พักอาศัย ค่าน้ำ-ค่าไฟ
-
อันดับ 5 สวัสดิการด้านการเรียนรู้ / พัฒนา เช่น คอร์สพัฒนาทักษะ ทุนการศึกษาสำหรับพนักงาน
เมื่อแบ่งตามช่วงวัย ทั้ง Gen Z, Gen Y และ Gen X ต่างก็ให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านการเงินเป็นอันดับแรกเช่นเดียวกัน แต่อันดับรองลงมามีความแตกต่างกันเล็กน้อย Gen Y กับ Gen X จะมองหาองค์กรที่มีสวัสดิการด้านสุขภาพมากกว่า โดยต้องการทั้งประกันสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาล รวมถึงตรวจสุขภาพประจำปี ในขณะที่ Gen Z มองหาองค์กรที่มีสวัสดิการวันหยุด / วันลามากกว่า แม้จะให้คุณค่ากับสุขภาพเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ต้องการซัปพอร์ตในด้านนี้มากนัก แค่ประกันสุขภาพหรือค่ารักษาพยาบาลก็รู้สึกเพียงพอแล้วพอ ซึ่งอาจเป็นผลเนื่องมาจากกลุ่ม Gen Z ยังอายุน้อย ทำให้มีปัญหาทางสุขภาพน้อยกว่า ประกอบกับมีมุมมองที่ให้ความสำคัญกับ Work Life Balance ค่อนข้างมาก ส่งผลให้สวัสดิการด้านวันหยุดหรือวันลาเป็นสิ่งที่คนวัยนี้ต้องการมากกว่า
เมื่อเจาะจงลงไปว่าเป็นสวัสดิการอะไรบ้าง สถิติออกมาดังนี้
TOP 10 สวัสดิการที่คนทำงานต้องการจากองค์กรมากที่สุด
-
อันดับ 1 โบนัส
-
อันดับ 2 ประกันสุขภาพ / ค่ารักษาพยาบาล
-
อันดับ 3 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
-
อันดับ 4 ตรวจสุขภาพประจำปี
-
อันดับ 5 ประกันชีวิต
-
อันดับ 6 เบี้ยขยัน
-
อันดับ 7 วันลาพักร้อนหรือวันลาอื่น ๆ เพิ่มเติมที่มากกว่าวันลาขั้นต่ำตามกฎหมายกำหนด
-
อันดับ 8 เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น (Flexible Working Hours)
-
อันดับ 9 ค่าอาหาร / อาหารกลางวันฟรี
-
อันดับ 10 ค่าเดินทาง / ที่จอดรถ
TOP 5 สวัสดิการที่คนทำงาน Gen Z ต้องการจากองค์กร
TOP 5 สวัสดิการที่คนทำงาน Gen Y และ Gen X ต้องการจากองค์กร
-
อันดับ 1 โบนัส
-
อันดับ 2 ประกันสุขภาพ / ค่ารักษาพยาบาล
-
อันดับ 3 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
-
อันดับ 4 ตรวจสุขภาพประจำปี
-
อันดับ 5 ประกันชีวิต
แม้จะให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านการเงินเช่นเดียวกัน แต่จะเห็นได้ว่ากลุ่ม Gen Z นั้นมีมุมมองที่ต่างจาก Gen Y และ Gen X เล็กน้อย โดย Gen Z ต้องการเพิ่มพูนรายได้จากเบี้ยขยัน ส่วน Gen Y และ Gen X ต้องการให้องค์กรช่วยสมทบเงินเพิ่มผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งอาจเป็นผลจากปัจจัยด้านระยะเวลาในการทำงาน เนื่องจากกลุ่ม Gen Z อยู่ในช่วงเริ่มทำงานได้ไม่นาน เป้าหมายจึงอาจเป็นการเก็บออมเงินก้อนสำรองไว้ยามฉุกเฉินก่อน ซึ่งเบี้ยขยันถือว่าเป็นรายรับที่เพิ่มเข้ามาโดยตรง แต่กลุ่ม Gen Y และ Gen X ผ่านการทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว มีเงินเก็บสะสมประมาณหนึ่ง จึงอาจมุ่งเป้าไปที่การลงทุนให้เงินงอกเงยมากกว่า ซึ่งก็ตรงกับวัตถุประสงค์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากนี้กลุ่ม Gen Z ยังอาจรู้สึกว่าช่องทางและความรู้ในการลงทุนในปัจจุบันเข้าถึงได้ง่าย จึงอยากบริหารเงินลงทุนด้วยแผนของตัวเองมากกว่า
หลายองค์กรอาจมองว่าสวัสดิการเป็นเพียงส่วนเสริม ไม่ได้จำเป็นเท่าไหร่นัก เพราะยังไงก็มีค่าตอบแทนในการทำงานเป็นเงินเดือนอยู่แล้ว ซึ่ง 77.16% ของคนทำงานยอมรับว่าเงินเดือนคือสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากกว่า แต่ 66.60% ของคนทำงานก็มองว่าสวัสดิการพนักงานมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างมากจริง ๆ
แม้คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเงินเดือนมากกว่าสวัสดิการ แต่ถ้าองค์กรไม่มีสวัสดิการอะไรที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับพนักงานเลย ก็อาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากองค์กรได้ มีคนทำงานมากถึง 32.51% ที่เคยเปลี่ยนงานเพราะสวัสดิการไม่ตอบโจทย์ และ 36.95% เคยพิจารณาที่จะลาออกด้วยปัจจัยด้านสวัสดิการ หากต้องทำงานในองค์กรที่มีสวัสดิการให้พนักงานน้อยหรือไม่มีเลย 69.90% มองว่าสามารถยอมรับได้เฉพาะในกรณีที่ฐานเงินเดือนสูงมากจริง ๆ และเงื่อนไขอื่น ๆ ลงตัว เช่น สถานที่ทำงานอยู่ใกล้มาก เดินทางได้สะดวก
จากผลสำรวจพบว่าคนทำงานมีมุมมองต่อกิจกรรมบริษัทหลากหลาย แต่ในภาพรวมค่อนข้างรู้สึกเชิงบวก
-
36.47% ของคนทำงานรู้สึกดีกับกิจกรรม แต่ไม่ได้พร้อมมีส่วนร่วมตลอด
-
33.95% ของคนทำงานชื่นชอบกิจกรรม รู้สึกสนุก พร้อมมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
-
23.69% ของคนทำงานรู้สึกเฉย ๆ กับกิจกรรม มองว่ามีก็ได้ ไม่มีก็ได้
-
5.89% ของคนทำงานรู้สึกว่าไม่จำเป็นหรือเป็นภาระ
เมื่อแบ่งกลุ่มตามช่วงวัย กลุ่ม Gen X เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนคนตอบว่าชื่นชอบกิจกรรมและพร้อมมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่สูงที่สุดในบรรดาคนทุกช่วงวัย แต่ถ้าแบ่งกลุ่มด้วยประเภทคนทำงาน เด็กจบใหม่ คนว่างงาน และกลุ่มฟรีแลนซ์ ที่ต้องการทำงานประจำในองค์กรจะมีสัดส่วนคนที่รู้สึกสนุกและพร้อมมีส่วนร่วมกับกิจกรรมมากกว่ากลุ่มที่เป็นพนักงานมีสังกัดในปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นผลจากการห่างเหินจากสังคมการทำงาน ทำให้รู้สึกโหยหากิจกรรมที่ช่วยให้ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ
ภาพรวมกิจกรรมที่คนทำงานชื่นชอบค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกัน โดยกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือกิจกรรมกินเลี้ยงและกิจกรรม Outing หรือ Company Trip ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ เมื่อวิเคราะห์ดูตามช่วงวัยจะแตกต่างกันเล็กน้อยตรงอันดับ กลุ่ม Gen Z และ Gen Yมีแนวโน้มชอบกิจกรรมจับฉลาก / บัดดี้ / แลกของขวัญมากกว่า ในขณะที่กลุ่ม Gen X เอนไปทางกิจกรรมจิตอาสาหรือกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) มากกว่า
TOP 5 กิจกรรมบริษัทที่คนทำงานชื่นชอบหรือยินดีเข้าร่วม
-
อันดับ 1 งานกินเลี้ยงประจำเดือน / ไตรมาส / ปี
-
อันดับ 2 Outing หรือ Company Trip
-
อันดับ 3 กิจกรรมจับฉลาก / บัดดี้ / แลกของขวัญ
-
อันดับ 4 กิจกรรมจิตอาสาหรือกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เช่น บริจาค
-
อันดับ 5 กีฬาสี / กิจกรรมที่เกี่ยวกับกีฬา
TOP 5 กิจกรรมบริษัทที่ Gen Z และ Gen Y ชื่นชอบหรือยินดีเข้าร่วม
-
อันดับ 1 งานกินเลี้ยงประจำเดือน / ไตรมาส / ปี
-
อันดับ 2 Outing หรือ Company Trip
-
อันดับ 3 กิจกรรมจับฉลาก / บัดดี้ / แลกของขวัญ
-
อันดับ 4 กิจกรรมจิตอาสาหรือกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เช่น บริจาค
-
อันดับ 5 กีฬาสี / กิจกรรมที่เกี่ยวกับกีฬา
TOP 5 กิจกรรมบริษัทที่ Gen X ชื่นชอบหรือยินดีเข้าร่วม
-
อันดับ 1 งานกินเลี้ยงประจำเดือน / ไตรมาส / ปี
-
อันดับ 2 Outing หรือ Company Trip
-
อันดับ 3 กิจกรรมจิตอาสาหรือกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เช่น บริจาค
-
อันดับ 4 กีฬาสี / กิจกรรมที่เกี่ยวกับกีฬา
-
อันดับ 5 กิจกรรมจับฉลาก / บัดดี้ / แลกของขวัญ
ส่วนเหตุผลที่ทำให้คนทำงานรู้สึกชื่นชอบหรือยินดีเข้าร่วมกิจกรรม 3 อันดับแรก ได้แก่
โดยสาเหตุหลักที่คนทำงานในกลุ่มฟรีแลนซ์ ว่างงาน หรือเพิ่งเรียนจบ และต้องการทำงานประจำในองค์กร เป็นกลุ่มที่อยากเข้าร่วมกิจกรรมคือต้องการทำความรู้จักและสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ในขณะที่คนทำงานที่เป็นพนักงานมีสังกัดในปัจจุบันมองว่ากิจกรรมนั้นช่วยผ่อนคลายจากการทำงาน จึงรู้สึกดีและอยากเข้าร่วม
นอกจากนี้คนทำงานโดยเฉพาะกลุ่ม Gen X ยังมีมุมมองว่ากิจกรรมช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่ดีอีกด้วย และถ้ากิจกรรมมีของรางวัลพิเศษหรือเปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้หรือลองทำสิ่งใหม่ ๆ ก็ช่วยเพิ่มความสนใจและอยากเข้าร่วมของพนักงานด้วยเช่นกัน
จากผลสำรวจ กิจกรรมที่คนทำงานไม่ชอบส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมที่ต้องประกวดแข่งขันหรือกิจกรรมออนไลน์ โดยกลุ่ม Gen X เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเลือกตอบว่าไม่ชอบกิจกรรมแข่งขันเกมออนไลน์และกิจกรรม Virtual Party สูงที่สุดในบรรดา 3 ช่วงวัย ส่วนกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬานั้นเป็นกิจกรรมที่เสียงค่อนข้างแตก มีทั้งคนที่รู้สึกสนุกอยากเข้าร่วมและคนที่ส่ายหน้าไม่อยากเข้าร่วม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบและความสนใจของแต่ละคน
TOP 5 กิจกรรมบริษัทที่คนทำงานไม่ชอบหรือไม่ยินดีเข้าร่วม
-
อันดับ 1 การแข่งขันเกมออนไลน์ / E-sports
-
อันดับ 2 ปาร์ตี้หรือประกวดแต่งชุดตามธีม
-
อันดับ 3 กีฬาสี / กิจกรรมที่เกี่ยวกับกีฬา
-
อันดับ 4 การเล่นกิจกรรมออนไลน์ / Virtual Party
-
อันดับ 5 กิจกรรมประกวดหรือแข่งกันภายในทีมหรือองค์กร
TOP 5 กิจกรรมบริษัทที่ Gen Z ไม่ชอบหรือไม่ยินดีเข้าร่วม
-
อันดับ 1 ปาร์ตี้หรือประกวดแต่งชุดตามธีม
-
อันดับ 2 การแข่งขันเกมออนไลน์ / E-sports
-
อันดับ 3 กีฬาสี / กิจกรรมที่เกี่ยวกับกีฬา
-
อันดับ 4 กิจกรรมประกวดหรือแข่งกันภายในทีมหรือองค์กร
-
อันดับ 5 การเล่นกิจกรรมออนไลน์ / Virtual Party
TOP 5 กิจกรรมบริษัทที่ Gen Y ไม่ชอบหรือไม่ยินดีเข้าร่วม
-
อันดับ 1 การแข่งขันเกมออนไลน์ / E-sports
-
อันดับ 2 ปาร์ตี้หรือประกวดแต่งชุดตามธีม
-
อันดับ 3 กีฬาสี / กิจกรรมที่เกี่ยวกับกีฬา
-
อันดับ 4 การเล่นกิจกรรมออนไลน์ / Virtual Party
-
อันดับ 5 กิจกรรมประกวดหรือแข่งกันภายในทีมหรือองค์กร
TOP 5 กิจกรรมบริษัทที่ Gen X ไม่ชอบหรือไม่ยินดีเข้าร่วม
-
อันดับ 1 การแข่งขันเกมออนไลน์ / E-sports
-
อันดับ 2 ปาร์ตี้หรือประกวดแต่งชุดตามธีม
-
อันดับ 3 การเล่นกิจกรรมออนไลน์ / Virtual Party
-
อันดับ 4 กิจกรรมประกวดหรือแข่งกันภายในทีมหรือองค์กร
-
อันดับ 5 กีฬาสี / กิจกรรมที่เกี่ยวกับกีฬา
เหตุผลที่ทำให้คนทำงานรู้สึกไม่ชอบหรือไม่ยินดีเข้าร่วมกิจกรรม 3 อันดับแรก ได้แก่
-
อันดับ 1 กิจกรรมไม่ตรงกับความสนใจส่วนตัว
-
อันดับ 2 รู้สึกว่าถูกบังคับให้เข้าร่วมโดยไม่สมัครใจ
-
อันดับ 3 ต้องใช้ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ที่ทำให้คนทำงานไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรมอีก เช่น สถานที่และเวลาในการจัดกิจกรรมไม่สะดวก บรรยากาศกิจกรรมไม่เป็นมิตรหรือไม่สนุก มองว่าการเข้าร่วมกิจกรรมนั้นเสียเวลาและไม่ใช่เรื่องจำเป็น รวมถึงรู้สึกไม่สบายใจหรือเขินอายที่จะเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Gen Z เลือกตอบสูงสุดเป็นอันดับ 2
เมื่อถามถึงรูปแบบการจัดกิจกรรมที่คนทำงานชื่นชอบ พบว่าความคิดเห็นของคนทำงานค่อนข้างหลากหลาย แตกต่างกันไปตามหัวข้อ
รูปแบบของกิจกรรม
-
52.46% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมแบบ On-site เช่น งานเลี้ยงที่ออฟฟิศ, Outing
-
41.87% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมแบบผสมผสานทั้ง On-site และ Online
-
5.66% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมแบบ Online เช่น การแข่งขันเกมออนไลน์, Virtual Party
ช่วงเวลาของกิจกรรม
-
41.24% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมในวันทำงาน ในเวลางาน
-
37.13% ของคนทำงานมองว่าจัดกิจกรรมในช่วงเวลาไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจกรรม
-
11.70% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมในวันทำงาน ในเวลางานหรือนอกเวลางานก็ได้
-
5.96% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมในวันทำงาน นอกเวลางาน เช่น หลังเลิกงาน
-
3.96% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมในวันหยุดสุดสัปดาห์
สเกลของกิจกรรม
-
59.24% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งทีมเล็กและทีมใหญ่ ขึ้นอยู่กับกิจกรรม
-
23.99% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมแบบทีมขนาดใหญ่ เช่น คละหลายแผนก หรือรวมทั้งบริษัท
-
16.77% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมแบบทีมขนาดเล็ก เฉพาะในแผนก
ความถี่ของกิจกรรม
-
29.06% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมไตรมาสละครั้ง
-
22.07% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมปีละ 2 ครั้ง
-
21.25% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมเดือนละครั้ง
-
20.51% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมปีละครั้ง
-
7.11% ของคนทำงานชื่นชอบการจัดกิจกรรมเดือนละ 2-3 ครั้ง
จากสถิติจะเห็นได้ว่าคำตอบไม่ได้เทไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างเอกฉันท์ หากเป็นคนที่ชื่นชอบการเข้าสังคม สนุกกับการได้ทำความรู้จักกับคนใหม่ ๆ ก็อาจอยากให้มีกิจกรรมบริษัทบ่อย ๆ คละหลายแผนก แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ชอบสังสรรค์ ต้องการทำงานและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเท่าที่จำเป็นก็อาจไม่ได้ต้องการให้องค์กรจัดกิจกรรมถี่ขนาดนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัย ความชอบ และความพึงพอใจของแต่ละคน
แม้ความคิดเห็นจะหลากหลาย แต่ในภาพรวมคนทำงานก็มองว่ากิจกรรมบริษัทมีส่วนช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และความสุขในการทำงานได้ นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานแล้ว ยังเป็นโอกาสสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ทำให้เกิดทีมเวิร์กที่ดีในการทำงานร่วมกัน
สุดท้ายแล้วไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “One size fits all” หรือ “หนึ่งเดียวสำหรับทุกคน” เนื่องจากเงื่อนไขชีวิต ความชอบ และความสนใจของแต่ละคนนั้นต่างกัน สังเกตได้ว่าคนต่างช่วงวัยก็มีมุมมองที่แตกต่างกันแล้ว คนที่มีครอบครัวก็อาจต้องการสวัสดิการที่แตกต่างจากคนโสด คนที่เป็น Introvert ก็อาจไม่ได้ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด หากองค์กรต้องการส่งเสริม Employee Well-being จริง ๆ สิ่งสำคัญคือต้องรับฟังและคอยสำรวจความคิดเห็นของพนักงานอยู่เสมอ เมื่อรู้ว่าพนักงานต้องการอะไรก็จะได้ออกแบบสิ่งที่ตอบโจทย์ได้จริง ช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงานให้ดีขึ้น