สรุปเนื้อหาจากเซสชันที่น่าสนใจในงาน Mission To The Moon Forum 2026

05/06/26   |   1.1k   |  

 

 

 

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ในงาน งาน Mission To The Moon Forum 2026: Work-life Evolution เมื่อโลกวิวัฒนาการ ชีวิตและการทำงานต้องเติบโตไปด้วยกัน โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ CEO, Srichand & Mission To The Moon Media ได้เปิดเวทีเสวนาพาคนทำงานไปค้นพบความหมายของชีวิตและการทำงานผ่านเซสชันต่าง ๆ จากบรรดาผู้นำด้านความคิดและผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในหลากหลายวงการ จะมีหัวข้อไหนน่าสนใจบ้าง วันนี้ JobThai สรุปมาให้แล้ว

 

Work-Life Evolution ความหมายของ “ความสำเร็จ” เมื่องานและชีวิตกำลังวิวัฒนาการ 

โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ CEO, Srichand & Mission To The Moon Media

ท่ามกลางการใช้ชีวิตและการทำงานที่เรียกร้องให้คนทำงานใช้ชีวิตเก่งขึ้น ไหนจะแรงกดดันและความคาดหวังจากสังคม หันไปใน Social Media ก็เต็มไปด้วยคนที่เก่งกว่าเรา หลายคนอาจกังวลและไม่มีความสุขกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการมองโลกด้วยมุมมองใหม่อาจเป็นวิธีที่ทำให้เรามีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น เพื่อให้เห็นภาพ คุณรวิศได้แชร์ตัวอย่างจากแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่าจุดควบคุมหรือ Locus of Control ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Julian Rotter นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน โดยมีการแบ่งการมองโลกของมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. External Locus of Control ทุกอย่างเกิดจากปัจจัยภายนอก คนที่มองโลกแบบนี้จะโทษทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เกิดความกังวลง่าย มีความสุขน้อย ปรับตัวยาก เวลามีเรื่องใหม่ ๆ เข้ามาจะไม่อยากปรับตัวตามโลก
  2. Internal Locus of Control เชื่อว่าทุกอย่างสามารถจัดการได้ด้วยตัวเองหากมีวิธีรับมือที่เหมาะสม คนแบบนี้จะมีความยืดหยุ่น สุขง่าย ฝ่าวิกฤตได้ ปรับตัวเร็ว
     

เมื่อชีวิตเรามีหลายปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ การจะใช้ชีวิตให้สำเร็จและมีความสุข ต้องมีหลักการ 3 ข้อ ได้แก่

  1. Serenity การยอมรับเมื่อโลกไม่เป็นอย่างที่หวัง เมื่อเราเปลี่ยนสถานการณ์ภายนอกไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนตัวเอง ถ้าเรามีวิธีคิดนี้ ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นก็ตามเราจะรู้สึกว่าเราสามารถจัดการตัวเองได้
  2. Courage ความกล้าหาญ ไม่ใช่ความไม่กลัว แต่เป็นการทำสิ่งนั้นทั้ง ๆ ที่ในใจกลัวต่างหาก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในชีวิต
  3. Wisdom รู้ว่าเรื่องไหนเป็นสถานการณ์ที่เกิดจากปัจจัยภายนอกซึ่งเราไม่สามารถกำหนดได้ และเรื่องไหนเป็นสิ่งที่เราพอจะเปลี่ยนแปลงวิธีการได้ ตลอดจนเข้าใจว่าต้องลงทุนและใช้เวลากับอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับชีวิต

 

การมีหลักการนี้ในใจ คนทำงานจะรู้จักวิธีตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤตและทำให้เรารับมือกับเรื่องท้าทายต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้

 

 

Finding Human Authenticity in the AI Era ค้นหาความเป็นมนุษย์ในยุค AI ครองโลก 

โดยคุณกระทิง พูนผล KBank Executive Innovation Futurist 

ในยุคที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและวิธีการทำงานของมนุษย์ เราควรปรับตัวโดยเน้นไปที่กลุ่มทักษะหลัก 4 ทักษะที่เป็นจุดเด่นที่ AI ยังทำไม่ได้ ซึ่งได้แก่

  1. ความฉลาดทางอารมณ์และความสัมพันธ์กับผู้คน (Emotional Intelligence & Human Connection) คนยังต้องการการบริการจากมนุษย์มากกว่า AI
  2. การตั้งใจฟังและการสร้างความหมาย (Active Listening & Meaning Making) ไม่มีใครซื้อของจาก AI Influencer คนยังเชื่อในคนด้วยกันเองมากกว่า AI
  3. ความสามารถในการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน (Judgement in Ambiguous Situations) AI มีเหตุผลในการตัดสินใจที่จำกัดจากกฎเกณฑ์หรือตรรกะบางชุดที่มันถูกฝึกฝนมา แต่ยังไม่สามารถใช้การคิดเชิงวิพากษ์หรือ Critical Thinking เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือพลิกแพลงตามสถานการณ์ได้แบบมนุษย์
  4. ความคิดสร้างสรรค์และการท้าทายกรอบความเชื่อเดิม ๆ (Human Creativity & Challenging Assumptions) สร้างผลงานใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ไม่ใช่วิเคราะห์ตามรูปแบบเดิมแบบ AI
     

AI ไม่มีทางทำแทนเราใน 4 กลุ่มทักษะนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเรื่องความฉลาดหรือการประมวลผลอย่างรวดเร็วด้วยเวลาอันสั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ AI ไป ส่วนมนุษย์เราควรหันมาใส่ใจเรื่องการสร้างความเชื่อใจระหว่างมนุษย์ด้วยกันด้วยการพัฒนาทักษะที่มนุษย์ทำได้ดีแทน

 

 

The Death of 60-Year-Old Retirement อิสรภาพไม่ต้องรอจนอายุ 60 

โดยโค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ The Money Coach

ในยุคที่วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์พัฒนาและคนดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น ถ้าเราอยู่มีอายุยืนเงินเกษียณที่เราเก็บมาแล้วคาดหวังว่าจะได้ใช้เมื่อตอนอายุ 60 ปี อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะหลายปัจจัย เช่น ภาวะเงินเฟ้อทำให้เงินที่เราเก็บมามีมูลค่าน้อยลง สมมติว่าเกษียณตอนนี้มีเงินที่เก็บมาจากการทำงาน 10 ล้านบาท เงินอาจจะหายไปถึง 3% หรือมากกว่านั้นตามอัตราเงินเฟ้อ ดั้งนั้นคนที่รอเงินก้อนตอนเกษียณอย่างเดียวในยุคนี้อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ต้องปรับเปลี่ยนแผนการเกษียณใหม่ ที่ทำให้เราพร้อมมีอิสรทางการเงินตั้งแต่อายุก่อน 60 ปี

 

การเก็บเงินไว้สำหรับการเกษียณมาได้จากหลายแหล่งด้วยกัน คนทำงานต้องให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดที่เข้ามาลองดูว่านอกจากรายได้จากงานประจำที่เป็น Active Income แล้ว เรามีวิธีหาเงินเข้ากระเป๋าวิธีไหนบ้าง ยิ่งสมัยนี้การสร้างรายได้เกิดขึ้นได้หลายทาง เราสามารถหาเงินด้วยวิธีอื่นได้ไหม เพื่อจะมีรายได้แบบ Passive Income อย่างการรับเงินปันผลจากการลงทุน รวมถึงอีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจลืมไปคือประสบการณ์ ทักษะ ความเก๋าที่สามารถสร้างมูลค่าได้ เวลาพูดถึงเรื่องสินทรัพย์คนทั่วไปจะนึกถึงแต่ บ้าน รถ พอร์ตหุ้น หรือบัญชีเงินฝากที่ตัวเองเก็บ แต่ลืมนึกถึงความสามารถของตัวเองในการสร้างรายได้แบบอื่น ๆ สมัยนี้เราสามารถแปลงความสามารถของเราไปเป็นเงินได้หลายทาง ทั้งจากการขายของ ทำงานฝีมือเฉพาะทาง ทำอาหาร สอนภาษา ที่ได้เงินทางตรง หรือได้ค่าลิขสิทธิ์จากการทำ Content  ถ้าสามารถสร้างอาชีพเสริมจากทักษะอื่น ๆ ของเราได้ ความกังวลในการมีรายได้หลังเกษียณก็อาจจะลดน้อยลง เพราะฉะนั้นการเกษียณยุคใหม่อาจจะไม่ใช่การเลิกทำงานและรอใช้เงินก้อนที่สะสมมา แต่เป็นการสร้างรายได้ไว้หลาย ๆ ทางแทน

 

วิธีบริหารเงินสำหรับการเกษียณก่อนอายุ 60 ปี โดยแบ่งเงินเกษียณเป็น 3 ตะกร้า

  • ตระกร้าแรกเรียกว่า Safety Net เน้นเงินสดสภาพคล่องสูง เตรียมเงินไว้ใช้ 1-2 ปีแรกที่เกษียณ
  • ตะกร้าที่สอง Growth Engine ลงทุนระยะยาวและกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เช่น กองทุนดัชนี หุ้นพื้นฐานดี หรือทองที่มีความมั่นคงสูง ถือเป็นเงินก้อนที่ไม่ได้ใช้ ทนความผันผวนได้
  • ตระกร้าที่สาม Life Flow เป็นรายได้ที่หาได้หลังเกษียณ ทำให้มีเงินดูแลชีวิตได้ไม่มีวันหมด เป็นรายได้ที่มาจาก Passion เอาสิ่งที่เราชอบทำมาเป็นอาชีพ แม้จะไม่ได้เท่ากับงานประจำก่อนเกษียณ แต่ก็ทำให้เรามีรายได้ต่อไปได้

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือ หากเรามีรายได้อยู่ตลอดจากตะกร้าที่สาม เงินก้อนในอีกสองตะกร้าก็จะไม่ถูกรบกวน การลงทุนสามารถต่อยอดไปเรื่อย ๆ หรือหากมีเหตุจำเป็นจริง ๆ ไม่มีรายได้ชั่วขณะก็หยิบเงินจากตะกร้าแรกที่เตรียมไว้มาใช้ก่อนได้ หากเรามีแผนเกษียณแบบใหม่นี้ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ไม่คาดฝันแบบไหนก็พร้อมรับมือได้ ไม่ต้องกลัวว่าเงินก้อนจะหมดเหมือนการเกษียณแบบเก่า

 

 

How good is good enough? ช้าลงได้ไหม ในโลกเร่งให้เก่งและเร็ว 

โดยโตมร ศุขปรีชา Writer and Chief Strategist, OKMD คุณภูมิภัทร ถาวรศิริ Actor และคุณณัชพล เนตรมหากุล Content Manager, Mission To The Moon Media

 

ไม่ว่าจะทำงานราชการ ทำงานเอกชน หรืออาชีพอิสระ คนทำงานทุกคนควรจะมีเป้าหมาย รู้ว่าเราทำงานนั้นเพื่ออะไร หรือที่เรียกว่า Telos ตามภาษากรีก ซึ่งการค้นพบเป้าหมายนี้อาจทำให้เราเข้าใจตัวเอง เข้าใจงานที่ทำได้มากขึ้น และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในระยะยาวได้ ตัวอย่างงานที่มี Telos ชัดเจน เช่น อาชีพพยาบาล ที่ต้องดูแลใส่ใจคนไข้อย่างละเอียด ดูแลตั้งแต่อาการป่วยไปจนถึงการรักษาตัว หรือ ช่างตัดผม ที่ไม่ใช่ว่าจะตัดผมให้สั้นอย่างเดียวแต่ต้องแนะนำทรงผมให้เข้ากับรูปหน้าของลูกค้าด้วย ในขณะเดียวกันงานที่อาจจะมองหา Telos ยากคืองานที่เป็นระบบแยกส่วนแบ่งงานกันทำ เช่น อาชีพต่าง ๆ ที่เกิดจากอุตสาหกรรมยุคใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนทำงานในปัจจุบันจะมองเรื่องงานเป็นเรื่องการหาเงินเพียงอย่างเดียวจนลืมฟังเสียงความต้องการของตัวเอง

 

หลักการที่สำคัญสำหรับการทำตามเป้าหมายชีวิตในโลกที่เร่งรีบและกดดัน

  • อดทน รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ถ้าเราอดทนไม่พอ อาจจะพลาดบางโอกาสในชีวิตได้ 
  • สุขุม ค่อย ๆ ทำสิ่งนั้นอย่างไม่ลนลาน ไม่ต้องกลัวตกเทรนด์แต่ให้ดูว่าเรื่องนั้นจำเป็นกับชีวิตของเราไหม มีทางเลือกหรือตัดสินใจแบบอื่นได้ไหม
  • ไตร่ตรอง คิดให้ดีว่าสิ่งที่กำลังทำสำคัญกับความต้องการที่แท้จริง เป็นประโยชน์ หรือตอบโจทย์ชีวิตของเราจริง ๆ หรือเปล่า

 

 

จริงอยู่ที่ต้นทุนชีวิตและสังคมอาจบีบบังคับให้เราไม่สามารถเลือกงานที่อยากทำได้ แต่การใช้ชีวิตให้มีความสุขต้องไม่ลืมที่จะรักษาสมดุลระหว่างความต้องการของตัวเองและเสียงภายนอกจากสังคม เราต้องหาวิธีทำงานยังไงให้ได้เงินและมีความสุขกับงานที่ทำไปด้วยกันได้

 

Invest for a Better Health ลงทุนกับสุขภาพวันนี้ เพื่อชีวิตวัยเกษียณที่มีคุณภาพ 

โดย น.พ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา Author and Host of 'Human-ศาสตร์' Podcast คุณชนากานต์ เลอไกรสิทธิ์ Certified Fitness Coach and Fitness Content Creator และคุณสุธินี ตั้งอนุกูลกิจ Managing Director, Mission To The Moon Media

 

ในแต่ละวันคนทำงานขยับร่างกายน้อยและนั่งแทบตลอดเวลา เป็นที่มาให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่งตามมาด้วยการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ปวดคอ ไหล่ และหลัง จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพเรื้อรังได้ สำหรับใครที่อยากหันมาใส่ใจเรื่องร่างกายมากขึ้น แต่ยังกังวลว่าไม่มีเวลา สามารถลองนำวิธีต่อไปนี้ไปปรับใช้ได้ทันที

  1. ปรับเปลี่ยนให้มีการขยับร่างกายในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น ถ้าไม่อยู่ในช่วงเวลาเร่งรีบ ให้ใช้การเดินแทนนั่งรถโดยสารหากเป็นระยะทางที่ไม่ได้เหนื่อยเกินไป หรือแม้แต่การลุกออกมาขยับแข้งขยับขาทุก ๆ ชั่วโมงหลังจากทำงาน ก็สามารถทำให้เราได้ใช้พลังงงานร่างกายเพิ่มขึ้นได้
  2. ล็อกเวลาให้ตัวเองได้ออกกำลังกายง่าย ๆ เพียง 15-30 นาทีต่อวัน การนัดเวลาสำหรับการทำงานเรายังทำได้ เรื่องสุขภาพส่วนตัวของเราก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องหาเวลาทำให้ได้เช่นกัน แม้จะทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการไม่ออกกำลังกายเลยเพียงเพราะคำว่า “ไม่มีเวลา”

 

Health

 

เรื่องการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องของการลงทุนระยะยาว ต่อให้เราไม่เริ่มทำวันนี้มันจะกลับมาในรูปแบบของตุ้นทุนสุขภาพในอนาคตอยู่ดี ถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ เมื่ออายุมากขึ้น เราอาจป่วย กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงเหมือนตอนอายุน้อย และถ้าปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นแล้ว เราอาจต้องทำกายภาพบำบัด ต้องหาหมอบ่อย ๆ เมื่อแก่ตัวลงแทน ทำให้เสียทั้งเวลาเละเงินทองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

tags : jobthai, งาน, หางาน, สมัครงาน, what's new, mission to the moon, เทรนด์คนทำงาน, ทักษะ, ทักษะการทำงาน, เคล็ดลับการทำงาน, คนทำงาน, ความสุข, ความสำเร็จ



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม