กลับมาอีกครั้งกับงาน CTC 2026 หรือ SUPALAI presents CREATIVE TALK CONFERENCE 2026 มหกรรมความรู้ที่รวบรวมเทรนด์ มุมมอง และเทคนิคการทำงานแห่งอนาคตจากเหล่าผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในสายงานต่าง ๆ โดยปีนี้มาในธีม “The Festival of Futuristic Minds” เทศกาลของคนมองไกล คิดต่าง สร้างอนาคต จัดขึ้น 2 วันเต็ม ณ Paragon Hall เมื่อวันที่ 19 - 20 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา
ภายในงานจะมีเซสชันไหนที่น่าสนใจและมีประเด็นอะไรที่คนทำงานไม่ควรพลาดบ้าง? JobThai สรุปไฮไลต์สำคัญมาให้แล้วในบทความนี้!
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว CTC 2026 จึงมาในธีม “The Festival of Futuristic Minds” เทศกาลของคนมองไกล คิดต่าง สร้างอนาคต เพราะในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คนที่มองเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและพร้อมปรับตัวก่อน ย่อมมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตได้ก่อนเช่นกัน
สำหรับเซสชันไฮไลต์อย่าง Trends 2026 – 2027 ซึ่งเป็นเซสชันอัปเดตเทรนด์ที่น่าจับตาประจำปี คราวนี้ถือว่าเต็มอิ่มและเข้มข้นไม่แพ้ปีก่อน ๆ เพราะมัดรวมเทรนด์มาให้ถึง 6 ด้าน ได้แก่ Creativity, Business, AI and Technology, Marketing Intelligence, People Performance และ Well-being ทิศทางของแต่ละเทรนด์จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลย!

Speaker: คุณวุฒิศักดิ์ อนรรฆพร Founder and Director of Factory01 และ คุณภัทศา อัตตนนท์ Managing Director, จงรักดี (Jongluckdee)
-
ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือที่ไม่ว่าใครก็เข้าถึงได้และถูกนำมาใช้ในการคิดไอเดีย ค้นหาข้อมูล สร้างโซลูชันต่าง ๆ วงการครีเอทีฟจึงเกิดคำถามขึ้นว่า “ในวันที่ทุกคนใช้ AI ในการทำงาน จะทำยังไงให้งานออกมาแตกต่างและโดดเด่นจากคนอื่น?”
-
แม้ AI จะช่วยให้คนสามารถหาข้อมูลและเช็กความถูกต้องของข้อมูลต่าง ๆ ได้ไวกว่าเดิมมาก แต่หากใช้มากเกินไปก็อาจติดหล่ม AI Trap หรือเกิดเป็นภาวะกลัวการเริ่มอะไรใหม่ ๆ ที่อยู่นอกเหนือคลังข้อมูลของ AI ได้ หากมีการเสนอไอเดียอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา แต่พอไปเช็กกับ AI แล้วพบว่า AI ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับไอเดียนั้น ๆ เนื่องจากไม่เคยมีใครทำมาก่อน คนทำงานก็อาจรู้สึกไขว้เขว ไม่มั่นใจและไม่กล้าเสี่ยง จนนำไปสู่ความกลัวในการก้าวออกจาก Safe Zone สุดท้ายก็ย่ำอยู่ที่เดิม ได้แต่เดินตามคนอื่นไปเรื่อย ๆ
-
นอกจากนี้ หากพึ่ง AI ในการทำงานมากเกินไปจะทำให้แบรนด์ขาดเอกลักษณ์และความเป็นต้นฉบับ ไม่โดดเด่นออกมาจากแบรนด์อื่น เพราะถ้าเราทุกคน Prompt เหมือนกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็ย่อมไม่แตกต่างกัน ดังนั้นคนทำงานครีเอทีฟต้องมีดุลยพินิจในการตัดสินใจที่ดี ใช้ AI ได้ แต่ต้องดูให้ออกว่าไอเดียไหนไม่เวิร์ก ไอเดียไหนควรเอาไปใช้ต่อ ไอเดียไหนซ้ำ ไอเดียไหนฉีก
-
สุดท้ายแล้ว Creativity ไม่ใช่แค่เรื่องของไอเดีย แต่เป็นเรื่องของ Execution หรือการลุกขึ้นมาทำให้ไอเดียนั้นเกิดขึ้นจริง ต่อให้มี AI ที่ช่วยให้เรารวบรวมไอเดียได้มากขึ้น เร็วขึ้น แต่ถ้าไม่ลงมือทำอย่างจริงจังก็ไม่มีประโยชน์

Speaker: คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม Deputy CEO/CCO – AIS และ คุณไตรเตชะ ตั้งมติธรรม Managing Director, SUPALAI PLC

Speaker: คุณภัทราวุธ ซื่อสัตยาศิลป์ Chief Technology Officer, LINE MAN Wongnai และ คุณทวิร พานิชสมบัติ Managing Director of ODT
-
ในสายงานบริการลูกค้า (Customer Support) AI สามารถทำแทนมนุษย์ได้ดีกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าในหลายมิติ ทั้งเรื่องความเร็วและความแม่นยำ ปัจจุบัน AI Agent ไม่ได้มีหน้าที่แค่ตอบคำถามเท่านั้น แต่ยังช่วยดำเนินการตามคำขอต่าง ๆ ของลูกค้าได้ด้วย เช่น จัดการเรื่องความล่าช้าหรือช่วยยกเลิกคำสั่งซื้อ
-
ในมุมของการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 4 เฟสหลักตามทฤษฎี Wardley Map
-
Genesis: ขั้นระดมไอเดีย ทดลองและเรียนรู้
-
Custom Built: ปรับแต่งระบบเพื่อให้ตอบโจทย์และสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ
-
Product: สร้างมาตรฐานและความเสถียรได้ พร้อมขยายตัวไปแข่งขันกับคนอื่น ๆ
-
Commodity: กลายเป็นสิ่งพื้นฐานที่สามารถเข้าถึงได้ทั่วไป
ปัจจุบัน AI สามารถทำแทนมนุษย์ในขั้น Genesis ได้เกือบ 100% แล้ว
-
แม้ AI จะแทนที่คนในงานบางอย่างได้ แต่องค์กรไม่ควรปลดพนักงานออกทันที ให้โฟกัสที่การยกระดับทักษะของพนักงานจนสามารถดูแลงานในระดับที่สูงขึ้นที่ AI ยังไม่สามารถทำได้แทน เช่น งานในขั้น Custom Built หรือ Product โดยใช้ AI ช่วยวิเคราะห์หา Skill Gap หรือจุดที่ต้องพนักงานต้องพัฒนาเพิ่ม
-
องค์กรต้องมีดุลยพินิจในการเลือกใช้พนักงาน In-house กับ Outsource
-
งานทั่วไป (Generic Domain) ไม่ได้เป็นแกนหลักของธุรกิจ เช่น ระบบบริการลูกค้า สามารถเลือกใช้บริการจากภายนอกหรือใช้ AI ทำแทนได้
-
งานแกนหลัก (Core Domain) เป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขันของธุรกิจ ยังจำเป็นต้องใช้ทีมในบ้านหรือ In-house เพื่อควบคุมมาตรฐานและคุณภาพงาน

Speaker: คุณไชยพงศ์ ลาภเลี้ยงตระกูล President of MarTech Association and CEO of PAM Real CDP และ คุณโศรดา ศรประสิทธิ์ CEO บริษัท ปับลิซิส กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด
-
ผู้บริโภคในยุคนี้รัดเข็มขัดมากขึ้น มองหาความคุ้มค่าในการใช้เงินแต่ละครั้งมากขึ้นทำให้ฝั่งนักการตลาดต้องปรับตัว ระมัดระวังในการทำแคมเปญมากขึ้นตามไปด้วย
-
2026 Playbook – กลยุทธ์ 3S ในการทำการตลาดยุคนี้
-
Save: ตัดกิจกรรมการตลาดที่วัดผลยากหรือมองไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนออกไปก่อน
-
Shift: ย้ายเม็ดเงินไปสู่ช่องทางที่ติดตามพฤติกรรมลูกค้าได้และสามารถปิดการขายได้จริง
-
Sharpen: ใช้ข้อมูล ไอเดียสร้างสรรค์ และการวัดผลแคมเปญที่เห็นผลมาพัฒนาให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
-
แบรนด์ส่วนใหญ่มักเทความสนใจไปที่เครื่องมือโดยไม่ได้ทบทวนธุรกิจของตัวเอง สิ่งที่ถูกต้องคือต้องหาให้เจอก่อนว่าจุดแข็ง (Core Strength) ที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร แล้วจึงใช้ AI เข้ามาเสริมจุดแข็งนั้น เช่น หากแบรนด์มีจุดแข็งเรื่องระบบสมาชิก ก็ใช้ AI เข้ามาช่วยยกระดับจุดนี้ให้ดียิ่งขึ้น
-
นักการตลาดยุค AI ต้องเก่งใช้เครื่องมือ เก่งตีความ และเก่งเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน เมื่อพฤติกรรมลูกค้า เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มเปลี่ยนเร็ว นักการตลาดไม่ควรแข่งกับ AI ในงานประเภท Routine แต่ต้องยกระดับตัวเองไปสู่บทบาท Orchestrator หรือคนควบคุม คอยดูแลภาพรวมของการทำงานโดยใช้ Data, Creativity และ Technology เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้จริง
-
4 แนวทางสำคัญในการจับมือทำงานร่วมกับ AI
-
Automate Smartly: ใช้ AI กับงานเอกสาร เขียนรายงาน คัดกรองและวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อคืนเวลาให้ทีมไปโฟกัสกับกลยุทธ์และไอเดีย
-
Read Data Better: ต้องเข้าใจภาพรวมทั้งหมดของธุรกิจเพื่ออ่านข้อมูลให้ขาด
-
Create Meaning: แปลงข้อมูลที่ได้มาให้เป็น Insight เพื่อหาทิศทางที่ถูกต้องให้กับแบรนด์
-
Work Integrated: สร้างระบบการทำงานที่เชื่อมต่อกันทุกส่วน ไม่ว่าจะดูแลงานส่วนไหนก็สามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลเดียวกันได้

Speaker: คุณอภิชาติ ขันธวิธิ CEO of QGEN Consultant และ คุณสุวภา เจริญยิ่ง ที่ปรึกษาสมาคมนักวางแผนการเงินไทย
-
Workforce Optimization คือโจทย์สำคัญขององค์กร องค์กรในยุคนี้อยากเติบโตและทำกำไรมากขึ้น ทำให้ต้องมองหากลยุทธ์ในการบริหารจัดการแรงงานในองค์กรใหม่ เนื่องจากปัญหาในตอนนี้ไม่ใช่การขาดแคลนคน แต่คือทักษะของคนทำงานที่ยังไม่พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่
-
องค์กรต้องสร้างคนเก่ง มากกว่าซื้อคนเก่ง ท่ามกลาง Talent War หรือสงครามแข่งขันแย่งชิงคนเก่งที่รุนแรงขึ้น องค์กรไม่สามารถพึ่งพาการสรรหาคนเก่งจากภายนอกได้เสมอไป ต้องหันมาพัฒนาพนักงานระดับค่าเฉลี่ยหรือคนที่มีทักษะกลาง ๆ ที่องค์กรมีอยู่ให้เติบโตเป็น High Performer ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนพนักงานจาก “ค่าใช้จ่าย” ให้กลายเป็น “สินทรัพย์ที่มีค่า” ขององค์กร
-
คนทำงานต้องพัฒนาตัวเองให้เป็น Asset ที่องค์กรไม่อยากสูญเสีย นอกจากการอัปสกิลและใช้ AI ให้เป็นแล้ว การรู้จุดแข็งของตัวเอง เข้าใจเป้าหมายการทำงาน และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ จะช่วยเพิ่มคุณค่าและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
-
Middle Management คือกลุ่มที่องค์กรต้องใส่ใจมากขึ้น หัวหน้างานหรือผู้บริหารระดับกลางต้องแบกรับแรงกดดันจากผู้บริหารระดับสูงและลูกน้องไปพร้อมกัน องค์กรและ HR จึงต้องเร่งซัปพอร์ต ช่วยสนับสนุนการพัฒนาทักษะบริหารคน สื่อสาร และตัดสินใจ เพื่อช่วยให้ทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Speaker: คุณพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารงานลูกค้าและความยั่งยืน ประจําประเทศไทย อลิอันซ์ อยุธยา และ พญ. หงส์ ประสาธนากร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine)
-
โรคร้ายเข้าใกล้ตัวเราไวขึ้น แม้มนุษย์จะมีแนวโน้มอายุยืนขึ้นในปัจจุบัน แต่สถิติกลับบ่งชี้ว่าคนป่วยเป็นโรคร้ายแรงอย่างโรคมะเร็งในช่วงอายุที่น้อยลงกว่าเดิม โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านม
-
4 ต้นตอความเสี่ยงของคนทำงาน วิถีชีวิตและการทำงานในปัจจุบันหล่อหลอมให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยง 4 ด้านหลัก ๆ ได้แก่ การหักโหมทำงานหนัก การเผชิญความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการสะสมความเครียดในระดับสูง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตัวเร่งให้ร่างกายเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร
-
4 แนวทางสร้าง Well-being ที่ดี หากอยากมีสุขภาพกายและใจที่ดีอย่างยั่งยืน สามารถเริ่มต้นได้จาก 4 สิ่งสำคัญในชีวิตประจำวัน ได้แก่
-
Eat (กิน): มองอาหารเป็นต้นทุนของสุขภาพ โฟกัสที่คุณค่าของสารอาหารที่ร่างกายจะได้รับมากกว่าการรับประทานเพียงเพื่อให้อิ่มท้องไปมื้อ ๆ
-
Move (ขยับ): ปรับมุมมองว่าการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็ถือเป็นการออกกำลังกาย เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับตัวเองแล้ว เช่น การเต้นแอโรบิก การเดินเร็ววันละ 30 นาที
-
Sleep (นอนหลับ): ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการนอนมากกว่าจำนวนชั่วโมงที่นอน เพราะการนอนหลับสนิทและลึกเพียงพอคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
Stress Reduction (ลดความเครียด): ฝึกฝนการผ่อนคลายตัวเอง ลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างวันให้เป็น ถ้าจิตเครียด กายก็ย่ำแย่ตามไปด้วย

Speaker: คุณอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา Founding Partner, Slingshot Group
-
สาเหตุที่คนทำงานส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จสักที ได้เลื่อนขั้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่งก็เจอทางตันจนนำไปสู่ความคิดอยากลาออก เกิดจากการติดอยู่ที่ Level of Incompetence หรือ จุดที่ระดับของตำแหน่งนั้นต้องการความสามารถมากกว่าที่เจ้าตัวมี
-
เมื่อลองวิเคราะห์ดูจะพบว่าในตอนที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง คนโดยมากมักถูกโปรโมตเพราะมีทักษะในการทำงานดี แต่ยังขาดความเก่งในส่วนอื่น ๆ ที่จำเป็นกับการเป็นผู้นำ
-
อิงจากองค์ประกอบของความสำเร็จ ได้แก่ เก่งงาน เก่งตน เก่งคน เก่งคิด เก่งเปลี่ยนแปลง องค์ประกอบที่คนทำงานขาดมากที่สุดคือ “ความเก่งคิด”
-
ต้นตอปัญหานี้เกิดจากระบบการศึกษาของไทย เด็กไทยไม่ค่อยถูกฝึกให้คิด แต่เรียนมาแบบเน้นการจดจำมากกว่า เทียบกับทฤษฎีระดับการเรียนรู้ตาม Bloom’s Taxonomyแล้ว คนไทยมักมีทักษะถึงขั้นวิเคราะห์เท่านั้น
-
จดจำ (Remember) ระลึกหรือนึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ออก
-
เข้าใจ (Understand) แปลความและอธิบายข้อมูลได้
-
ประยุกต์ (Apply) นำความรู้ไปปรับใช้ในสถานการณ์จริงได้
-
วิเคราะห์ (Analyze) แยกแยะและจำแนกความแตกต่างได้
-
ประเมินผล (Evaluate) สามารถตัดสินได้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด
-
สร้างสรรค์ (Create) นำข้อมูลที่มีมาสร้างสิ่งใหม่ได้
-
4 วิธีพัฒนาทักษะการคิดถ้าอยากประสบความสำเร็จ
-
Be Proactive: ตั้งใจฟังและฝึกคิดอยู่เสมอ อย่าทำแค่จด แต่ให้คิดตามด้วย
-
Stay Curious: อย่าหยุดสงสัย ฝึกเป็นคนอยากรู้อยากเห็นและตั้งคำถามบ่อย ๆ
-
Change Your Belief: เปลี่ยนความคิดตัวเอง อย่ากลัวการผิดพลาด การทำอะไรผิดไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว
-
If you’re a leader, ask more questions: ถ้าอยู่ในจุดที่เป็นหัวหน้า อย่าสั่งอย่างเดียว ให้ฝึกถามลูกน้องเยอะ ๆ และเวลาถามอะไรลูกน้อง อย่าลืมอธิบายด้วยว่าทำไมถึงถาม เพราะบางทีลูกน้องก็ตีความสิ่งที่ถามไปคนละอย่าง ทำให้ไม่เกิดกระบวนการพัฒนาการฝึกคิด

Speaker: คุณชญาน์ทัต วงศ์มณี Chief Storytelling Officer of Peeti PR (ปีติพีอาร์)
-
PR คือการเปิดไฟ เมื่อไหร่ที่เราหยุด PR ก็เท่ากับเราปิดไฟส่องแบรนด์ของตัวเอง ทำให้คนมองไม่เห็นเรา หากหายไปจากสายตาของผู้บริโภคนาน ๆ เขาก็จะลืมเราไป ดังนั้นการ PR จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่อย่าหยุด PR ตัวเอง เพราะจะยิ่งทำให้ผลลัพธ์แย่ลง
-
ความแตกต่างระหว่าง “โฆษณา” กับ “PR”
-
โฆษณาคือการบอกว่าแบรนด์ของเราดียังไง แต่ PR คือการที่คนที่น่าเชื่อถือบอกว่าแบรนด์เราดียังไง
-
โฆษณาสร้าง Brand Awareness ทำให้ลูกค้าเกิดการรับรู้ แต่ PR สร้าง Brand Credibility ทำลูกค้าให้เกิดความเชื่อมั่น
-
โฆษณาเปรียบเสมือนตัวอย่างภาพยนตร์ ทำให้คนเกิดความสนใจ อยากติดตาม แต่ PR เปรียบเสมือนสารคดี พาไปทำความรู้จักและสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
-
8 สิ่งที่ลูกค้าใช้พิจารณาในการเลือกอุดหนุนแบรนด์
-
เลือกแบรนด์ที่คุ้มค่า ไม่ใช่แค่ราคา แต่ต้องได้คุณภาพด้วย
-
เลือกแบรนด์ที่มั่นคง ผลประกอบการดี ธุรกิจเติบโต รากฐานแข็งแกร่ง ไม่ปิดกิจการแน่นอน
-
เลือกแบรนด์ที่ผู้นำ มีวิสัยทัศน์ในการจัดการธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอน
-
เลือกแบรนด์ที่ทำเพื่อลูกค้า เข้าใจลูกค้า มาเพื่อแก้ไข สู้สุดใจเพื่อไม่เพิ่มปัญหาให้ลูกค้า
-
เลือกแบรนด์ที่มาพร้อมสิ่งใหม่ นำเสนอนวัตกรรมใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ความเคลื่อนไหวใหม่ ๆ
-
เลือกแบรนด์ที่ใช้แล้วบ่งบอกตัวตน ส่งเสริมภาพลักษณ์ สะท้อนตัวตนที่เป็นอยู่หรืออยากเป็น
-
เลือกแบรนด์ที่เป็นคนดีจริง วัฒนธรรมองค์กรเป็นยังไง ปฏิบัติกับพนักงานดีไหม
-
เลือกแบรนด์ที่ใคร ๆ ก็เชื่อมั่น คนอื่น ๆ นอกจากตัวเองให้การยอมรับ
-
Founder Story: จุดกำเนิดขององค์กรที่มาจากความตั้งใจที่ยิ่งใหญ่ของผู้ก่อตั้ง
-
Purpose Story: แบรนด์เกิดมาเพื่ออะไร เห็นปัญหาอะไร และอยากแก้ปัญหาอะไร
-
Turning Point Story: จุดเปลี่ยน จุดตกต่ำ การเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่ผลักดันให้องค์กรยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
-
Insight Story: ความรู้ ข้อมูล ข้อสังเกต บทเรียน อินไซต์ที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญ ความหลงใหลของแบรนด์
-
“The Making Of” Story: กระบวนการที่สะท้อนถึงความใส่ใจ ความสู้สุดใจ เรื่องราวระหว่างทาง กว่าจะถึงปลายทาง
-
Customer Story: เล่าเรื่องราวของแบรนด์จากมุมมองของลูกค้า
-
Employee Story: พนักงานของเรามีความเชื่อมั่นแบบไหน ใช้ชีวิตแบบไหน
-
Employer Story: วัฒนธรรมองค์กรเป็นยังไง ทำงานที่นี่ดีอย่างไร
-
Solution Story: ผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมต่าง ๆ

ใครที่พลาดงาน CTC2026 ไปแต่อยากฟังเซสชันบรรยายทั้งหมด สามารถซื้อตั๋วรับชมการบรรยายย้อนหลังรูปแบบออนไลน์ได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/ctc2026 โดยสามารถรับชมคลิปได้ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป (ระยะเวลาในการรับชมนาน 6 เดือน)