Imposter Syndrome เมื่อศัตรูตัวร้ายของคนทำงาน คือเสียงในหัวของตัวเอง

16/07/26   |   493   |  

 

 

 

JobThai Mobile Application หางานตรงใจได้ผ่านมือถือ โหลดเลย!

iOS

Android

Huawei AppGallery

 

“ที่นี่มีแต่คนเก่ง ๆ ทั้งนั้น แล้วฉันเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่??”

ใครเคยมีความรู้สึกแบบนี้บ้างไหม เคยทำอะไรประสบความสำเร็จมาตั้งมากมาย แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งเอาซะเลย

 

ขอแนะนำให้รู้จักกับภาวะ Imposter Syndrome หรือที่ในบางงานวิจัยใช้คำว่า Imposter Phenomenon ซึ่งเป็นการที่คนคนนึงมีความคิดว่าตัวเอง “ไม่เก่งพอ” ไม่คู่ควรกับตำแหน่งที่ได้และงานที่ทำ เหมือนกับตัวเองเป็น “คนหลอกลวง” ที่ไม่ควรมาอยู่ตรงนี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วตัวเองมีความสามารถ ซึ่งภาวะนี้ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้เราเสียความมั่นใจ กดดันตัวเอง และให้คุณค่าตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง วันนี้ JobThai เลยจะขอพาไปดูสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราอาจมีภาวะ Imposter Syndrome รวมถึงแชร์แนวทางการรับมือเมื่อเกิดภาวะนี้ขึ้น

 

สัญญาณที่บ่งบอกว่าเราอาจมีอาการ Imposter Syndrome

นี่เราเข้าข่ายคนที่มีภาวะ Imposter Syndrome รึเปล่า มาเช็กกันดู

จากคำอธิบายของ Clance (1985) นักจิตวิทยาคลินิกและอาจารย์ที่ Georgia State University ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกอ้างถึงใน งานวิทยานิพนธ์หัวข้อ “ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถของนักศึกษาระดับปริญญาตรี” โดย คุณ เมธาวี สารกอง (2565) ว่า บุคคลที่มีความคิดว่าตัวเองด้อยความสามารถจะมีคุณลักษณะอย่างน้อย 2 ข้อจากทั้งหมด 6 ข้อต่อไปนี้

 

สัญญาณที่ 1: มีวงจรความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถ

วงจรของความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถตามแนวคิดและทฤษฎีของ Clance (1985)

 

  • วงจรเริ่มขึ้นเมื่อคนคนนึงได้รับมอบหมายงานบางอย่าง
  • เกิดความวิตกว่าตัวเองจะทำงานนั้นออกมาได้ไม่ดีพอ
  • ความวิตกทำให้เขาเลือกที่จะแสดงออกด้วยการทำงานหนัก ๆ หรือไม่ก็เลือกที่จะผัดวันประกันพรุ่งไปเลย แล้วค่อยไปทำหนัก ๆ ต้องช่วงใกล้เดดไลน์
  • ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เมื่องานเสร็จสิ้น ถ้างานนั้น ๆ ได้รับคำชมเชย ก็อาจมีแนวโน้มที่เขาจะลดทอนคุณค่าคำชมเชยนั้น เพราะไม่คิดว่าความสำเร็จเกิดขึ้นนั้นมาจากความสามารถของตัวเอง แต่มองว่าเพราะเราพยายามอย่างหนักถึงผ่านไปได้ หรือมองว่าโชคช่วยมากกว่า
  • กระตุ้นให้ความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถรุนแรงขึ้น
  • เมื่อได้รับมอบหมายงานถัดไป วงจรนี้ก็จะเริ่มขึ้นอีกครั้ง

 

สัญญาณที่ 2: การต้องการเป็นคนพิเศษหรือคนที่ดีที่สุด

เรามีความต้องการอยู่ในจุดที่สูงที่สุด แต่เมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนที่ดีที่สุดหรือเก่งที่สุด และมีบุคคลอื่นที่ดีหรือเก่งกว่าเรา ก็จะเกิดความคิดว่าตัวเองไร้ความสามารถ แม้ว่าจริง ๆ แล้วเราจะเป็นคนเก่งมากก็ตาม

 

สัญญาณที่ 3: การมีมุมมองแบบยอดมนุษย์

คนที่อยู่ในภาวะ Imposter Syndrome มีแนวโน้มจะเป็น Perfectionist ที่ต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ เป็นคนที่มีมาตรฐานที่สูง และเมื่อไม่สามารถทำตามมาตรฐานที่ตัวเองตั้งไว้ได้ก็จะรู้สึกผิดหวัง

 

สัญญาณที่ 4: กลัวความล้มเหลว

มีอาการวิตกกังวลเวลาที่ได้รับมอบหมายงาน เพราะกลัวความล้มเหลวที่อาจจะเกิดขึ้น กลัวทำได้ไม่เท่ามาตรฐานของตัวเอง แล้วจะเกิดความรู้สึกอับอาย ทำให้เขาทำงานอย่างหนักเพื่อลดโอกาสเกิดความล้มเหลวให้ได้มากที่สุด

 

สัญญาณที่ 5: ปฏิเสธความสามารถของตัวเอง ลดทอนคุณค่าของคำชม

มีความคิดว่าความสำเร็จต่าง ๆ เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่ตัวเอง เช่น เราบังเอิญโชคดี สถานการณ์เป็นใจ มีคนมาช่วยจนงานผ่านไปได้ และยังลดทอนคุณค่าคำชมเชยหรือข้อเสนอแนะเชิงบวก เพราะมีความคิดว่าตัวเองไม่ควรค่าที่จะได้รับคำชมเชยนั้น

 

สัญญาณที่ 6: รู้สึกผิดต่อความสำเร็จ

แม้จะประสบความสำเร็จ แต่กลับกังวลกับสิ่งที่คิดว่าอาจเกิดตามมา ยกตัวอย่างเช่น เมื่อได้รับความสำเร็จ สิ่งที่ตามมาก็คือความกลัวที่จะถูกคนรอบข้างปฏิเสธ รู้สึกผิดกับการเป็นคนที่แตกต่าง เพราะกลัวว่าความสำเร็จอาจทำให้ตัวเองโดดเด่นขึ้นจนกลายเป็นมีช่องว่างระหว่างตัวเองกับคนรอบตัว อีกทั้งยังกลัวว่าความสำเร็จจะทำให้คนรอบข้างคาดหวังในตัวพวกเขาในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

 

รับมือยังไงเมื่อเป็นคนทำงานที่เจอกับภาวะ Imposter Syndrome

อย่าลืมว่าเราก็เป็นเพียง “มนุษย์ธรรมดา” คนนึง

จำไว้เสมอว่า “ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์” เรามีโอกาสทำผิดพลาดได้ แต่มันไม่ได้ทำให้คุณค่าในตัวคุณลดลง ดังนั้นเมื่อผิดพลาด ต้องรู้จักให้อภัยตัวเอง อย่าบั่นทอนกำลังใจและคุณค่าในตัวเอง

 

เรียนรู้จากความผิดพลาด

เมื่อเกิดความผิดพลาดอย่าเพิ่งรีบโทษตัวเอง เราต้องแฟร์กับตัวเองด้วย ลองดูบริบทรอบข้างว่าอะไรบ้างที่ทำให้เกิดความผิดพลาดนี้ ส่วนไหนที่มาจากเราและส่วนไหนที่ไม่ใช่ แล้วจากความผิดพลาดนี้ เราจะแก้ไขได้ยังไงและจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้ยังไงบ้าง

 

รู้เท่าทันตัวเองว่ากำลังเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นจะบั่นทอนความเชื่อมั่นในตนเอง ดังนั้นให้รู้เท่าทันความคิดและความรู้สึกของตัวเองว่าตอนนี้เรากำลังเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่นะ และเมื่อรู้ตัวแล้วก็อย่าลืมนึกถึงความสามารถของตัวเองในแบบที่จับต้องได้ว่าเราก็เก่งในแบบของเรานะ เราทำงานชิ้นนี้ได้สำเร็จมาแล้ว เราเคยผ่านความท้าทายที่ยากมาก ๆ มาแล้ว เพื่อไม่ให้สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองไป

 

พัฒนาความสามารถให้เป็นความเชี่ยวชาญ

ถึงจะสร้างความมั่นใจในชั่วข้ามคืนไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือ “การพัฒนาความสามารถ” เกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ทำให้คล่อง ทำให้เชี่ยวชาญ เมื่อเราฝึกฝนจนเราเริ่มรับรู้แล้วว่าตัวเองเอาอยู่ ความมั่นใจในตนเองก็อาจจะตามมาในที่สุด

 

ปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัด

หากภาวะนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น เครียดและวิตกกังวลอยู่บ่อย ๆ แนะนำว่าการปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของความคิดมาโดยตรง ทำให้สามารถวิเคราะห์สภาวะได้อย่างตรงจุดและมีแนวทางการรับมือที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

 

สรุป

ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความสามารถขนาดไหน แต่ Imposter Syndrome หรือภาวะที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งนั้นอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ซึ่งก็มีสัญญาณต่าง ๆ ที่บ่งบอกว่าเราอาจเข้าข่ายมีภาวะนี้ เช่น การเป็น Perfectionist หรือ การกลัวว่าตัวเองจะล้มเหลว ฯลฯ ซึ่งถ้าใครกำลังเจอกับภาวะนี้อยู่ ขอให้ “ใจดีกับตัวเอง” เข้าไว้ เพราะความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ก็จริงแต่มันก็มาพร้อมกับโอกาสที่จะได้เรียนรู้และการพัฒนาตัวเอง แต่ถ้าหากว่าภาวะนี้เริ่มยากที่จะรับมือก็แนะนำให้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่ตรงจุดและเหมาะสมที่สุด

 

ที่มา:

เมธาวี สารกอง. (2565). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถของนักศึกษาระดับปริญญาตรี [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ.

istrong.co

truevirtualworld.com

ooca.co

ooca.co

tags : imposter syndrome, สุขภาพจิต, imposter phenomenon, คิดว่าตัวเองไม่เก่ง



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม