ทั้งที่มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ทำไมรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้? สาเหตุอาจมาจาก “Lifestyle Inflation”หรือกับดักรายจ่ายพุ่งตามรายได้ ยิ่งมีเงินมาก ก็ยิ่งใช้จ่ายมากขึ้น จนทำให้เก็บเงินไม่อยู่ และหากบริหารเงินได้ไม่ดีพอก็อาจติดอยู่ในวงจรการใช้เงินแบบเดือนชนเดือนหรือเป็นหนี้เป็นสินเอาได้ วันนี้ JobThai จะพาทุกคนไปเจาะลึกว่าภาวะนี้คืออะไร พร้อมเช็กลิสต์สัญญาณเตือนและวิธีป้องกันที่จะช่วยให้บริหารเงินได้ดีขึ้น
Lifestyle Inflation คือ ภาวะรายจ่ายเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่มากขึ้น จนทำให้มีเงินเหลือเก็บเท่าเดิมหรือน้อยลงทั้ง ๆ ที่ควรจะมีเยอะขึ้น โดยพฤติกรรมการใช้เงินที่มากขึ้นตามรายรับนี้มักเกิดขึ้นเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้ดีขึ้น เช่น กินข้าวแพงขึ้น เลือกซื้อของที่มีราคาสูงขึ้น ชอปปิ้งหรือเที่ยวบ่อยกว่าเดิม จนอาจทำให้ติดอยู่ในวงจรการใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเงินเหลือพอสำหรับการสร้างความมั่นคงในระยะยาว
ตัวอย่างของ Lifestyle Inflation
-
จากชงกาแฟดื่มเอง → เปลี่ยนไปซื้อกาแฟแบรนด์ดังทุกเช้า
-
เคยกินข้าวมื้อละ 50-70 บาท → หันไปกินข้าวมื้อละ 100-200 บาท
-
ปกตินั่งรถประจำทางมาทำงาน เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า → เปลี่ยนมานั่งแท็กซี่หรือเรียกรถรับส่งส่วนตัวทุกวัน
ทั้งนี้ การที่เราทำงานหนักแล้วอยากอัปเกรดไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้ดีขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะใคร ๆ ต่างก็อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสะดวกสบายขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักประมาณตน ใช้เงินอย่างมีสติ รวมถึงรู้จักบริหารจัดการเงินของตัวเองอย่างเหมาะสม ใช้เงินเพื่อความสุขของตัวเองได้แต่ก็ควรแบ่งเงินไปออมหรือลงทุนบ้างเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

การรู้เท่าทันพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองคือก้าวแรกของการแก้ไข มาลองเช็ก 5 สัญญาณอันตรายของ Lifestyle Inflation กันว่าเราตกอยู่ในภาวะนี้หรือเปล่า
1. รายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังรู้สึกไม่พอใช้
แม้จะได้เงินเดือนเพิ่มหรือมีรายได้มากขึ้น แต่ถ้ายังรู้สึกว่าสิ้นเดือนทีไรก็เหมือนสิ้นใจ มีเงินไม่พอใช้ เอาแต่นั่งนับวันเงินเดือนออกเหมือนเดิม นี่อาจเป็นเพราะค่าใช้จ่ายของเราขยับขึ้นตามรายได้ไปติด ๆ ทำให้สถานะทางการเงินไม่ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น
2. เงินเก็บไม่เพิ่ม หรือเก็บเงินได้น้อยลง
ลองเช็กยอดเงินในบัญชีที่ใช้ออมดูว่าตัวเลขเติบโตขึ้นตามสัดส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้นบ้างไหม หากรายได้มากขึ้นแต่ยอดเงินเก็บยังย่ำอยู่กับที่ หรือแย่กว่านั้นคือเก็บเงินได้น้อยลงกว่าตอนรายได้น้อย แสดงว่าเราอาจกำลังนำเงินที่ควรจะเก็บเป็นเงินออมไปแลกกับความสะดวกสบายชั่วคราวมากเกินไป
3. เริ่มมองว่าของฟุ่มเฟือยคือของจำเป็น
สัญญาณนี้มักมาในรูปแบบของมาตรฐานชีวิตที่สูงขึ้นจนลดระดับลงไม่ได้ เช่น จากที่เคยดื่มกาแฟชงเองได้ ก็เริ่มรู้สึกว่า "ต้อง" ดื่มกาแฟแบรนด์ดังราคาแพงทุกเช้า หรือจากที่เคยนั่งรถสาธารณะได้ ก็เริ่มรู้สึกว่า "จำเป็น" ต้องเรียกรถรับส่งส่วนตัวทุกวัน เมื่อไหร่ที่เราเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรคือความต้องการและอะไรคือความจำเป็น หรือแยกออกแต่ห้ามใจตัวเองไม่ได้ เมื่อนั้นคือตอนที่เราติดกับของ Lifestyle Inflation แล้ว
4. ติดนิสัยให้รางวัลตัวเอง
การให้รางวัลตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าคำว่า "ของมันต้องมี" หรือ "ทำงานมาเหนื่อย ๆ ทั้งที ขอให้รางวัลตัวเองหน่อย" เกิดขึ้นแทบทุกวันหรือทุกสัปดาห์จนค่าใช้จ่ายพุ่งตามรายได้ พฤติกรรมนี้อาจนำไปสู่ภาวะ Lifestyle Inflation ที่ค่อย ๆ กัดกินเงินเก็บของเราไปทีละน้อย
5. เป็นหนี้เพิ่มขึ้น เริ่มพึ่งพาการจ่ายขั้นต่ำ
หากไลฟ์สไตล์การใช้เงินนำมาซึ่งหนี้สินที่เพิ่มพูน โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่เยอะจนไม่สามารถชำระยอดเต็มได้ ต้องหันไปใช้วิธีจ่ายขั้นต่ำ แสดงว่าระดับการใช้จ่ายของเราพุ่งทะลุรายได้ที่ได้รับจริงไปแล้ว หากไม่รีบแก้ไข อาจนำไปสู่วิกฤตทางการเงินในอนาคตได้
Lifestyle Inflation ไม่ใช่ภาวะที่ป้องกันหรือแก้ไขไม่ได้หากเรารู้จักวางแผนและควบคุมการใช้จ่าย มาดู 7 วิธีรับมือกัน!
1. ได้เงินเมื่อไหร่ แบ่งเงินไปออมหรือลงทุนก่อนทันที
หนึ่งในวิธีป้องกัน Lifestyle Inflation ที่ได้ผลที่สุดคือการออมก่อนใช้ เมื่อมีรายได้เข้ามา ควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีเก็บออมหรือเข้าพอร์ตฯ ลงทุนทันที เพื่อกันเงินก้อนนี้ออกจากการใช้จ่าย ไม่ให้เราเผลอนำไปซื้ออะไรฟุ่มเฟือย ช่วยให้เก็บเงินได้สม่ำเสมอตามความตั้งใจ
2. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้เห็นภาพรวมว่าหมดเงินไปกับอะไร
การจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายจะทำให้เราเห็นพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองอย่างชัดเจน ว่าเงินรั่วไหลไปกับอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นค่ากาแฟ ค่าสตรีมมิ่งรายเดือนที่อาจจ่ายเปล่าโดยไม่ได้ใช้บริการ หรือค่าอาหารนอกบ้านที่บ่อยเกินไป เมื่อมองเห็นภาพรวมก็จะช่วยให้เราตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ง่ายขึ้น
3. คิดให้ถี่ถ้วนก่อนใช้จ่าย สิ่งไหนจำเป็น สิ่งไหนแค่อยากได้
ก่อนจะหยิบของลงตะกร้าหรือกดโอนเงินซื้อของ ลองหยุดถามตัวเองก่อนว่าสิ่งนี้จำเป็นจริง ๆ ไหม หรือเป็นแค่ความอยากได้ชั่วคราวเท่านั้น หากเราแยกแยะระหว่าง “ความจำเป็น” และ “ความต้องการ” ออกก็จะใช้เงินได้อย่างมีสติมากขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจากความอยากได้ชั่ววูบที่จะนำไปสู่พฤติกรรม Lifestyle Inflation
4. รู้ลิมิตของตัวเอง ไม่ใช้เงินเกินตัว
การมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าเราต้องยกระดับทุกสิ่งในชีวิตให้หรูหราขึ้นตามไปทั้งหมดเราควรตั้งเพดานและกำหนดงบประมาณในการใช้เงินที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ใช้จ่ายเกินลิมิต และไม่พยายามแข่งขันกับคนอื่นในโซเชียลมีเดีย
5. จ่ายบัตรเครดิตเต็มจำนวนเสมอ อย่าจ่ายขั้นต่ำ
การใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตคือการยืมเงินในอนาคตมาใช้ก่อน ซึ่งเมื่อถึงกำหนดชำระ หลายคนมักตกหลุมพรางด้วยการจ่ายเพียงยอดขั้นต่ำเพราะคิดว่าช่วยผ่อนภาระได้ แต่ในระยะยาวจะทำให้ดอกเบี้ยสะสมและกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ดังนั้นควรมีวินัยและเลือกจ่ายเต็มจำนวนทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้จากพฤติกรรม Lifestyle Inflation
6. ระมัดระวังการสร้างหนี้ใหม่
เมื่อเงินเดือนหรือรายได้มากขึ้น วงเงินในการกู้ยืมมักเพิ่มตามไปด้วย ทำให้เราอาจรู้สึกว่าเราจ่ายไหวและสามารถปิดหนี้ได้ แต่ก่อนตัดสินใจสร้างหนี้เพิ่ม เช่น ผ่อนสินค้า กู้ยืมเงินไปออกรถหรือซื้อบ้านใหม่ แนะนำให้พิจารณาความจำเป็นและกำลังจ่ายของเราอย่างรอบคอบ อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน หากมีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้นจนทำให้รายได้ลดลง หนี้เหล่านี้จะกลายเป็นภาระที่ทำให้เราขยับตัวลำบากทันที
7. ให้รางวัลตัวเองอย่างเหมาะสม
การยกระดับคุณภาพชีวิตไม่ใช่เรื่องผิด และเราทุกคนควรให้รางวัลตัวเองจากการทำงานหนักบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักพอดี โดยเราอาจลองตั้งงบประมาณสำหรับเติมความสุขเล็ก ๆ ในแต่ละเดือนแยกไว้ต่างหาก เพื่อให้ยังสนุกกับการใช้ชีวิตโดยไม่กระทบต่อเงินออมและความมั่นคงในระยะยาว ถือเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างความสุขในวันนี้และความมั่นคงในวันหน้า
Lifestyle Inflation ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวจนถึงขั้นทำให้เราต้องหยุดใช้เงินเพื่อซื้อความสุขให้ตัวเอง เพียงแต่เราต้องรู้จักวางแผนการเงินและมีสติในการใช้จ่ายอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ความสะดวกสบายชั่วคราวในวันนี้กลายเป็นภาระหนี้สินหรือหลุมพรางที่ทำให้เราขาดความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว หากเราสามารถบริหารสมดุลระหว่าง "รางวัลชีวิต" และ "เงินออม" ได้อย่างลงตัวก็จะสามารถสนุกกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันไปพร้อมกับการสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแรงได้อย่างแน่นอน
ที่มา:
finnomena.com, bangkoklife.com, innovestx.co.th, heygotrade.com, investopedia.com, mnpdebt.ca