ท่ามกลางความวุ่นวายของชีวิตยุคใหม่ หลายคนก็เกิดความรู้สึกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างให้วันวันนึงของเรา “Productive” ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเรามาถึงจุดที่พยายามทำอะไรมากมายจนรู้สึกตึงและเหนื่อยล้า บางครั้งเราอาจต้องการใครสักคนที่มาวางมือบนบ่าและบอกเราว่า จริง ๆ แล้ว “การไม่ทำอะไรเลย” ก็ไม่ใช่เรื่องแย่นะ
วันนี้ JobThai ขอพาทุกคนไปเปิดใจดูความสวยงามของ “การไม่ทำอะไรเลย” ที่จะช่วยเติมไฟให้คนทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์
จริง ๆ มันก็มีหลายปัจจัยที่ทำให้คนเดี๋ยวนี้รู้สึกว่าตัวเองยุ่งหรือควรทำตัวให้ไม่ว่างเข้าไว้ ดังนี้
- มีชิ้นงานหรือโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่ต้องเคลียร์ ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยุ่ง
- มีบางคนที่อยากใช้เวลาหลังเลิกงานไปกับการทำสิ่งอื่นที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกว่ากำลังอยู่ในโหมด Productive เพราะกลัวว่าวันวันนึงของเราจะสูญเปล่า
- มีภาพจำว่า “การไม่ทำอะไร” สะท้อนถึง “ความไม่รับผิดชอบ” และ “ความเสียเวลา” ทำให้หลายคนรู้สึกผิดเมื่อตัวเองอยู่เฉย ๆ
- มี Smart Device อยู่ใกล้มือ เป็นช่องทางติดต่อผสมผสานกับการเป็นแหล่งความบันเทิง ทำให้เรา Connect กับโลกภายนอกได้ตลอดเวลา หาอะไรสนุก ๆ ดูได้เรื่อย ๆ ทำให้เราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอยู่เฉย ๆ ขนาดนั้น
- เรารับข้อมูลอยู่เสมอ สำหรับบางคนอาจเรียกว่าเป็นพฤติกรรมที่มาจากการมีอยู่ของโลกออนไลน์ เช่น การ Doomscrolling เป็นคำศัพท์ใหม่ที่ได้รับการบันทึกไว้ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษแล้วว่าหมายถึง การเลื่อนผ่านหน้าจอ เสพข้อมูลข่าวสารเชิงลบบนเว็บไซต์หรือ Social Media
ก่อนอื่นขอให้มองว่าการหยุดพักไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย เราต้องยอมอนุญาตให้ตัวเองอยู่เฉย ๆ ดูบ้าง ใช้เวลาที่ว่าง ๆ กับตัวเองให้มากที่สุด ยอมให้เวลาหมดไปโดยไม่ต้องรู้สึกผิด ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิด “Niksen” จากประเทศเนเธอร์แลนด์ที่เชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้อง ‘ยุ่ง’ อยู่ตลอดเวลาก็ได้ และยังให้ความสำคัญกับ “การอยู่เฉย ๆ” อีกด้วย
หลัก Niksen มองว่าการที่เราไม่ทำอะไรเลยถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการจัดการชีวิต เช่น การนั่งอยู่กับตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องคุยกับใคร และคอยสังเกตความเป็นไปของโลกภายนอก ซึ่งการอยู่เฉย ๆ ทำให้เราเข้าสู่โหมด “นิ่ง” และ “เงียบสงบ” อาจช่วยให้ความว้าวุ่นในใจลดลงไปได้บ้าง และอาจถึงขั้นทำให้เราเจอทางออกบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ในภาษาอิตาลีมีคำคำนึงที่เรียกว่า “La Dolce Far Niente” (ความหวานหอมแห่งการไม่ทำอะไรเลย) ซึ่งก็เป็นประโยคที่สอนเราว่าแทนที่จะกลัวว่าตัวเองจะเสียเวลา เราควรโอบรับศิลปะแห่งการ “ไม่ทำอะไรเลย” ให้เต็มที่ ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าเราขี้เกียจ แต่มันหมายความถึง “ความสุขของการได้อยู่กับขณะปัจจุบัน” โดยปราศจากความรู้สึกว่าต้องทำอะไรหรือแม้กระทั่งความเครียด และอนุญาตให้ตัวเองได้ Relax อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม “การไม่ทำอะไรเลย” ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องอยู่เฉย ๆ เสมอไป แต่อาจหันไปทำกิจกรรมที่ “ไม่เกี่ยวกับงาน” เช่น การจิบกาแฟ การขับรถ การสังเกตความงามจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวก็ได้ เป็นเหมือนกับการมอบช่วงเวลาพักผ่อนให้กับสมองชั่วครู่
การให้โอกาสตัวเองได้หยุดพัก มาพร้อมกับประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย เช่น
- เราได้รีเซ็ตและชาร์ตพลัง ลดความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักจนเกินไป
- ลดอาการหมดใจหรืออาการ Burnout จากการทำงาน เพราะเราได้มีช่วงเวลาที่อยู่กับตัวเองบ้าง
- ทำให้เรามีพื้นที่ได้ทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงทบทวนอารมณ์ของตัวเอง
- เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ เพราะบางทีการที่เราคิดงานไม่ออกก็อาจเป็นเพราะเราอยู่กับมันนานเกินไป เราจึงควรปล่อยมันเอาไว้สักครู่ และไม่แน่ว่าในช่วงนี้เอง เราอาจได้ไอเดียใหม่ ๆ ตามมาอีกด้วย
- เมื่อได้พักเต็มที่แล้ว พอกลับมาทำงาน เราก็ทำด้วยความตั้งใจที่มากกว่าเดิมเพราะเราชาร์จพลังมาเต็มที่แล้ว
คนยุคนี้หลายคนรู้สึกว่าตัวเองควรจะต้องยุ่งและควรต้องทำตัวให้ Productive ตลอดเวลา ทั้งจากงาน โปรเจกต์ต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้ว “การไม่ทำอะไรเลย” และการมีความสุขไปกับการได้อยู่กับปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะมีส่วนช่วยลดความเหนื่อยล้า ป้องกันอาการ Burnout ที่เกิดจากการทำงานหนักเกินไป มีแรงบันดาลใจตามมาเมื่อได้ถอยออกมาพัก ได้ทบทวนอารมณ์ตัวเอง และยังทำให้เรากลับมาทำงานในเวอร์ชั่นที่พร้อมมากขึ้นอีกด้วย
ที่มา:
thematter.co
henryford.com
perkupapp.com
ivyexec.com
facebook.com
tiktok.com