ตั้งเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเพื่อให้การทำงานไม่มีสะดุด

ตั้งเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเพื่อให้การทำงานไม่มีสะดุด
25/12/17   |   2.9k   |  

การมีความตั้งใจที่จะลงทุนเป็นเรื่องดี แต่แค่คิดเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ความตั้งใจนั้นสำเร็จขึ้นมาได้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการตั้งเป้าหมายและทำให้สำเร็จด้วย โดยการจะทำให้ความฝันเป็นจริงได้นั้น คงจะไม่ได้เกิดจากการใช้ไม้กายสิทธิ์โบกนิด สะบัดหน่อย พึมพำคาถาอีกเล็กน้อยก็เกิดเป็นสิ่งที่เราต้องการขึ้นมา แต่ความสำเร็จอยู่ที่การมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน และลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค บุคคลที่ประสบความสำเร็จหลาย ๆ ท่านต่างก็ต้อง เรียนรู้ อดทน ฝึกฝนจนเป้าหมายที่วาดฝันไว้กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ JobThai จึงอยากทำให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการเขียนแผนการและจะเผยเคล็ดลับ 6 ขั้นตอนในการทำเป้าหมายนั้นให้เป็นจริง

 

 

  • คนที่อยากเริ่มต้นลงทุน มีความมุ่งมั่น แต่กลับไม่วางแผนอย่างจริงจังสุดท้ายก็อาจจะล้มเลิกความตั้งใจไปได้
  • การจดเป้าหมายไว้ทันทีจะช่วยให้เรามีแรงบันดาลใจมากขึ้น ผลการสำรวจจาก Harvard Business School สรุปว่าคนที่มีแผนการและจดแผนการเหล่านั้นเอาไว้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า
  • เคล็ดลับ 6 ขั้นตอนในการทำเป้าหมายนั้นให้เป็นจริง ได้แก่
    • ประเมินสมรรถนะของตนเอง
    • รวบรวมค่าใช้จ่าย
    • ประเมินการใช้เงินในอนาคต
    • เรียงลำดับความสำคัญและออกแบบแผนการลงทุน
    • เริ่มต้นลงมือทำ
    • ตั้งรับความเปลี่ยนแปลง
  • สิ่งที่อันตรายที่สุดของการลงทุนคือการพูดว่า "รู้แล้วน่า" แต่ไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง

 

 

เริ่มต้นดีแต่ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนนั้นไม่ถูกต้องเพราะอะไร

สมมติว่าเราอยากไปเชียงใหม่แต่ไม่เริ่มต้นวางแผนการเดินทาง เริ่มต้นค้นหาที่พัก และลงมือเขียนรายละเอียดของเส้นทาง รวมถึงการค้นหาว่าถ้าเกิดกรณีฉุกเฉินต่าง ๆ เราจะติดต่อขอความช่วยเหลือจากที่ใดได้บ้าง สุดท้ายแล้วความมุ่งมั่นที่จะไปเชียงใหม่ของเราก็อาจจะมอดไป และไม่ได้ไปเชียงใหม่ในที่สุด หรือบางคนอยากออกไปเที่ยว แต่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะไปที่ใด ก็เลยขับรถออกจากบ้านเลยโดยไม่ได้มีเป้าหมาย สุดท้ายก็วนรถกลับเข้าบ้านเหมือนเดิม

เรื่องที่กล่าวมานี้ เปรียบได้กับคนที่อยากเริ่มต้นลงทุน มีความมุ่งมั่น แต่กลับไม่วางแผนอย่างจริงจังสุดท้ายก็อาจจะล้มเลิกความตั้งใจไปได้เช่นกัน ดังนั้นการมีแผนที่ทางเดินที่ชัดเจน จะช่วยเป็นเข็มทิศชี้ทางให้เราเดินได้ง่ายขึ้น มีการสำรวจจาก Harvard Business School ที่บอกว่าการลงมือเขียนแผนนั้น ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการไม่คิดเพียงอย่างเดียว โดย Harvard Business School ได้สำรวจชีวิตชาวอเมริกาแล้วพบว่า

  • มีคนมากถึง 83% ของกลุ่มประชากรที่สำรวจไม่มีแผนในชีวิตที่ชัดเจน
  • 14% ในกลุ่มประชากรที่สำรวจมีแผนในใจแล้วแต่ไม่ได้เขียนบันทึกเอาไว้ชัดเจน
  • มีเพียง 3% เท่านั้นที่มีแผนการชัดเจนและจดบันทึก รวมถึงมั่นตรวจสอบว่าตอนนี้ความสำเร็จไปถึงขั้นใดแล้ว และพวกเขาก็ทำได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ

จะเห็นได้ว่าผลการสำรวจกำลังจะบอกว่า หากเรามีเป้าหมายแล้วอีกสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เช่นเดียวกัน ก็คือการเขียนแผนการเพื่อย้ำเตือนไม่ให้เราหลงทางออกไป แต่หากคุณยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเป้าหมาย ก็ควรที่จะเริ่มจากการค้นหาเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนเสียก่อน จากนั้นก็จดบันทึกรวมทั้งติดตามผลสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ความฝันของคุณหลุดลอยออกไป

 

6 ขั้นตอนการวางแผน แสนสบาย

ทันทีที่คุณเริ่มมีความคิดที่จะลงทุน ให้เริ่ม "จดบันทึกทันที" เพราะการจดเป้าหมายไว้ทันทีจะช่วยให้เรามีแรงบันดาลใจมากขึ้น และเพื่อเอาไว้ใช้เป็นแบบประเมินว่าระหว่างก่อนหน้านี้ที่เราไม่มีแผนการที่ชัดเจน กับต่อจากนี้ไปที่เราจะเขียนแผนการทีชัดเจนให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันหรือไม่ เริ่มจากการประมวลผลต่าง ๆ ให้เรียบก่อนแล้วจดทุกอย่างที่นึกออก ไปเริ่มกันเลย

1. เริ่มแผนจากการประเมินตัวเอง

ขั้นแรกก่อนที่จะลงมือเขียนแผน ให้ลอง "ประเมินตัวเอง" ก่อน เพื่อดูว่าที่ผ่านมานั้นเรามีพฤติกรรมทางการเงินเป็นอย่างไรบ้าง โดยอาจจะลองตั้งคำถามดังต่อไปนี้

  • ตั้งแต่ทำงานเริ่มเก็บเงินบ้างหรือไม่
  • มีเงินออมตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แล้วหรือไม่
  • จดบันทึกรายรับ – รายจ่าย เป็นประจำหรือไม่
  • เก็บใบเสร็จสำคัญ ๆ ไว้บ้างหรือไม่
  • อดใจไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็นได้หรือไม่

แต่ละคนก็อาจจะมีคำถามเกี่ยวกับตัวเองเพิ่มเติมอีกมากมาย คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นจุดบกพร่องทางการเงินของตัวเองมากขึ้น แล้วยังช่วยให้เราสามารถวางแผนป้องกันสิ่งที่เป็นปัญหา และอาจจะประเมินเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการเงินได้ด้วย เช่น ที่ผ่านมานั้นเราได้ทำอะไรที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดีบ้างหรือเปล่ารวมเข้าไปด้วยเพื่อให้เห็นว่าเราเป็นคนที่ทำอะไรสำเร็จมากน้อยขนาดไหน

ทิปเล็ก ๆ ก็คือ ให้ลองเริ่มประเมินตัวเอง และเขียนแผนในช่วงท้ายปีก่อนปีใหม่ เพราะจะทำให้เรามองเห็นว่าตลอดปีที่ผ่านมานั้นเรามีเงินเก็บมากน้อยเพียงใด แล้วเราใช้เงินกับอะไรไปเป็นส่วนใหญ่

 

2. มีหลักฐานรายรับ-รายจ่าย

รวบรวมรายรับและรายจ่ายของแต่ละเดือนให้ชัดเจน โดยถ้ามีสลิปเงินเดือน หลักฐานทางการเงินที่เป็นรายรับทั้งหมด ใบเสร็จค่าน้ำ ค่าไฟและใบเสร็จที่เป็นรายจ่ายประจำ จะทำให้เราเห็นว่า รายรับ - รายจ่ายประจำของเราอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น

 

รายรับประจำ

สำหรับพนักงานบริษัทก็อาจจะเป็นเงินเดือนและโบนัสหรือค่าคอมฯ ส่วนเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบอาชีพอิสระก็เป็นหลักฐานรายรับแล้วเอามารวมกันของแต่ละเดือนเป็นต้น

รายรับพิเศษ

บางคนอาจจะมีรายได้มากกว่า 1 ช่องทาง โดยมาจากการหารายได้เสริม เช่น ขายของออนไลน์ สอนพิเศษ หรือรับแปลเอกสาร รายได้เหล่านี้อาจจะไม่ได้เข้ามาสม่ำเสมอแต่ก็พอจะทำให้เราเฉลี่ยรายได้ในส่วนนี้ตลอดทั้งปีได้ 

รายจ่ายประจำ

ได้แก่ ค่ากินอยู่ ค่าใช้จ่ายสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งรวมทั้งค่าน้ำและค่าไฟ บางคนก็อาจจะมีค่าผ่อนสิ่งของอยู่ หรืออาจจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับสัตว์เลี้ยงด้วย และที่สำคัญเลยคือค่าใช้จ่ายในส่วน "เงินออม"

รายจ่ายพิเศษ

ในปีหนึ่งเรามีรายจ่ายที่ไม่ได้ตั้งใจเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า เช่น รถเฉี่ยวชน ค่ารักษาพยาบาล ค่าซื้อของลดราคาทั้งที่ไม่มีความจำเป็น ลองเฉลี่ยดูว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้อยู่ที่ประมาณเท่าไหร่

 

3. คาดการณ์เป้าหมายต่อจากนี้

เมื่อประเมินเหตุการณ์ในอดีตเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องประเมินเหตุการณ์ในอนาคตด้วย โดยให้ลองสำรวจตัวเองดูว่าในปีถัด ๆ ไปหรือต่อจากนี้ ชีวิตเราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อน ๆ หรือไม่ เช่น การซื้อบ้านใหม่ การออกรถใหม่ หรือแผนการใหม่ในชีวิตที่ต้องใช้เงินเยอะ

สำหรับบางคนแล้วยังมีเรื่องของการแต่งงาน การมีลูกและค่าใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงลูก ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องเพิ่มเข้ามาในส่วนของรายจ่ายประจำต่อจากนี้อีกด้วย หรือบางคนอาจจะมองว่าเป็นรายจ่ายประจำไปเลย

 

4. เรียงลำดับความสำคัญและออกแบบการลงทุน

เนื่องจากแต่ละคนให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆ ไม่เท่ากัน เราจึงอยากจะให้ทุกคนเรียงลำดับค่าใช้จ่ายที่สำคัญ ๆ จากมากไปน้อย และในส่วนของรายรับก็ทำเช่นเดียวกัน และให้เพิ่มให้ส่วนของเป้าหมายใหม่ ๆ ลงไปด้วย

 

ความสำคัญ รายรับ รายจ่าย
1 เงินเดือน ต้องมีบ้านหลังใหม่
2 รับออกแบบหน้าเว็บ ต้องซื้อรถใหม่
3 (ฉันจะ) ขายของออนไลน์ ค่าเทอมและค่าเรียนพิเศษของลูก

 

หลังจากที่รวบรวมรายรับรายจ่ายได้หมดเรียบร้อยแล้ว เราก็ประเมินว่าเราจะลงทุนในสิ่งใดบ้าง เราต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนเท่าไหร่ถึงจะพอใจ และต้องใช้เวลานานขนาดไหนถึงจะได้ผลตอบแทนดังกล่าว เช่น

 

ระยะเวลาของแผน ผลตอบแทนที่มุ่งหวัง ความเสี่ยง รูปแบบการลงทุน
สั้น 7 % ของเงินที่ลงไป ขอเสี่ยงมากอยากได้เงินสด หุ้น เน้นถือไม่นาน
กลาง 10 % ของเงินที่ลงไป เสี่ยงบ้างแต่ไม่มากนัก ตราสารหนี้และกองทุนรวม
ยาว 12 % ของเงินที่ลงไป ขอเสี่ยงน้อย ถือยาว ๆ กองทุนรวม

 

5. เริ่มต้นลงมือทำอย่างจริงจัง

เมื่อมีเป้าหมายเรื่องค่าใช้จ่ายแล้วก็ต้องมีเป้าหมายเรื่องการลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน ในแผนระยะสั้นเราตั้งเป้าหมายเอาไว้กี่เดือน หรืออาจจะเร็วกว่านั้น เช่น กี่วัน ในส่วนของระยะกลางและระยะยาวก็เช่นเดียวกัน ต้องวางระยะเวลาที่ชัดเจนเอาไว้เพื่อจะได้ดูว่าเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้เราได้เงินตามที่ต้องการแล้วหรือไม่

ทั้งนี้ก็ควรที่จะศึกษาด้วยว่าการลงทุนในแบบต่าง ๆ นั้นให้ผลตอบแทนต่างกันอย่างไร อย่างกองทุนรวมจะเลือกกองทุนที่ลงทุนในอะไรเป็นหลัก แล้วเราคิดว่าเราจะได้เงินคืนตามจำนวนที่ตั้งใจไว้หรือไม่ ดังนั้นขั้นตอนของการเลือกช่องทางก็ควรใส่ใจเช่นเดียวกัน นอกจากการหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เรามั่นใจจะลงทุนเพื่อให้เป้าสำเร็จจนมั่นใจแล้ว ก็ควรสอบถามผู้ที่ขายผลิตภัณฑ์นั้นให้เราเพื่อความมั่นใจก่อนจะจ่ายเงินจริง

 

6. ติดตามผลและปรับเปลี่ยนให้ทันเหตุการณ์อย่างสม่ำเสมอ

การติดตามผลขึ้นอยู่กับเวลาว่าง และเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ แต่เมื่อแผนใดสำเร็จแล้วก็ให้เริ่มมุ่งมั่นกับแผนที่ยังเหลือให้เสร็จ แต่ไม่ว่าเราจะวางแผนมาดีสักเท่าไหร่ก็ตาม เราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งจากทางการเมือง เศรษฐกิจ และปัจจัยอื่น ๆ เราจึงควรศึกษาหาความรู้ที่นอกเหนือจากสายงานอาชีพที่ทำงานอยู่ด้วย เพื่อนำมาเป็นแนวทางสำหรับปรับเปลี่ยนแผนการใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเพื่อให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามที่ตั้งใจเอาไว้

 

สุดท้ายนี้อยากจะแนะนำคนทำงานว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดของการลงทุนคือการพูดว่า "รู้แล้วน่า" แต่ไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง เพราะสุดท้ายแล้วหากอ่านบทความนี้จบแต่ไม่ได้เริ่มต้นเขียนแผน ก็เหมือนกับการอยากไปเชียงใหม่ แต่ไม่ซื้อตั๋วเสียที

เราเข้าใจดีว่าการทำงานนั้นเหนื่อยล้า แต่แม้ว่าทุกคนจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน รวมทั้งหน้าที่อื่น ๆ ที่ต้องรับผิดชอบอีกมากมายแค่ไหน เราก็อยากเป็นกำลังใจให้คนทำงานทั้งหลายนั้นไม่ท้อแท้ คิดเสียว่าการลงทุนก็เหมือนการออกกำลังกายที่ต้องทำจนเป็นนิสัย จากนั้นเราก็จะไม่รู้สึกฝืน รู้สึกยากหรือต้องเจ็บตัวอีกต่อไป

 

คำแนะนำ: การลงทุนก็เหมือนการปลูกดอกไม้ ซึ่งดอกไม้จะบานหรือไม่นั้นเราต้องทำความเข้าใจสายพันธุ์และการเลี้ยงดูที่ถูกวิธี

 

JobThai มี Line แล้วนะคะ

ติดตามสาระความรู้สำหรับคนทำงาน ที่ย่อยง่าย อ่านสนุก และพูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับการทำงานอย่างใกล้ชิดที่

เพิ่มเพื่อน

 

ที่มา :

เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

wanderlustworker.com

tags : คนทำงาน, การลงทุน, การลงทุนสำหรับคนทำงาน, คนทำงานกับการเริ่มลงทุน, กองทุนรวมสำหรับคนทำงาน, ไลฟ์สไตล์, lifestyle, การออมเงิน, บริหารการเงิน, เคล็ดลับสำหรับคนทำงาน, เทคนิคสำหรับคนทำงาน



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม