ในโลกการทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา การมีคนที่มีภูมิหลัง ประสบการณ์ ทักษะ และมุมมองที่แตกต่างกันเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้รอบด้านมากขึ้น วันนี้ JobThai เลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Workplace Diversity และเจาะลึกเหตุผลว่าทำไมองค์กรถึงควรมีพนักงานที่หลากหลาย พร้อมแชร์แนวทางสร้างองค์กรที่เปิดรับความแตกต่าง
Workplace Diversity หรือ ความหลากหลายในองค์กร คือ สภาพแวดล้อมการทำงานที่ประกอบด้วยบุคลากรที่มีภูมิหลัง ประสบการณ์ ทักษะ และมุมมองที่แตกต่างกัน โดยความหลากหลายที่ว่าไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องเพศหรือเชื้อชาติเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงความแตกต่างด้านอายุ การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม สถานะทางสังคม ข้อจำกัดทางกายภาพ รวมถึงวิธีคิดและสไตล์การทำงาน
เมื่อองค์กรประกอบไปด้วยผู้คนที่หลากหลาย ต่างมุมมองและประสบการณ์กัน ก็มีโอกาสช่วยทลายกรอบความคิดเดิม ๆ เกิดไอเดียและแนวทางใหม่ ๆ ในการทำงานที่สามารถนำมาต่อยอดหรือผลักดันองค์กรให้พัฒนาไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น

การเปิดรับความหลากหลายช่วยเพิ่มศักยภาพให้องค์กรได้หลายด้าน ได้แก่
ช่วยให้องค์กรเข้าถึง Talent ที่หลากหลายมากขึ้น
การนำแนวคิด Workplace Diversity มาปรับใช้ในองค์กรช่วยขยาย Talent Pool หรือการเข้าถึงผู้สมัครที่มีความสามารถมากขึ้น เพราะองค์กรไม่ได้จำกัดโอกาสเอาไว้แค่เฉพาะคนที่มีพื้นฐานหรือคุณลักษณะบางอย่างที่เหมือนคนส่วนใหญ่ที่มีในองค์กรอยู่แล้ว เมื่อเลิกมองข้ามผู้สมัครที่มีความสามารถแต่ถูกคัดออกด้วยอคติบางอย่าง เช่น อายุมากเกินไป นับถือคนละศาสนา หรือมีข้อจำกัดทางร่างกาย ก็มีโอกาสค้นพบ Talent ที่มีศักยภาพและอาจเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่องค์กรหรือทีมยังขาดมากขึ้น
ช่วยให้เห็นมุมมองที่หลากหลายและตัดสินใจได้รอบด้านขึ้น
พนักงานที่มีภูมิหลังและประสบการณ์แตกต่างกันอาจมองปัญหาเดียวกันจากคนละมุม ดังนั้นการมีสมาชิกในทีมที่หลากหลายจึงช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พิจารณาและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้านมากขึ้น ส่งผลให้การตัดสินใจหรือการมองหาทางออกมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ช่วยให้องค์กรเข้าใจลูกค้าและตลาดที่หลากหลาย
ตลาดในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลาย การมีพนักงานจากหลายภูมิหลังจะช่วยให้องค์กรได้ Insight ที่กว้างขวาง ทำให้เข้าใจบริบทและความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ดีขึ้น รวมถึงสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาการออกแบบสินค้า บริการ หรือแคมเปญการตลาดที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุดและครอบคลุมกว่าเดิม

เพิ่มความคิดสร้างสรรค์และโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ
หากองค์กรมีแต่พนักงานที่มีภูมิหลังและวิธีคิดคล้ายคลึงกัน ก็อาจทำให้การระดมความเห็น มองปัญหา หรือหาแนวทางแก้ไขที่ติดอยู่กับกรอบเดิม ๆ แต่ถ้าองค์การเปิดรับคนที่มีประสบการณ์และมุมมองแตกต่างกัน ไอเดียและวิธีแก้ปัญหาที่ได้ก็จะมีความหลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับองค์กร
เพิ่ม Employee Engagement และลดอัตราการลาออก
เมื่อพนักงานรู้สึกว่าองค์กรเคารพตัวตนของแต่ละคน เห็นคุณค่าของความแตกต่าง และเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้อย่างเท่าเทียมกัน ก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและมีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น ดังนั้น Workplace Diversity จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเพิ่มEmployee Engagement และช่วยรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว
เสริม Employer Branding หรือภาพลักษณ์องค์กรที่ดี
ไม่ว่าใครก็อยากทำงานในองค์กรที่เปิดกว้าง องค์กรที่ชูนโยบายสนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียมอย่างจริงใจจึงมักได้รับความนิยมจากคนทำงานและมี Employer Branding หรือภาพลักษณ์องค์กรที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการดึงดูด Talent ยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงาน Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับจุดยืนขององค์กร
การสร้าง Workplace Diversity ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกำหนดนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับทั้งกระบวนการสรรหา วัฒนธรรมการทำงาน และการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง โดย HR สามารถเริ่มต้นได้จาก 4 แนวทางต่อไปนี้
กำหนดเป้าหมายด้านความหลากหลายให้ชัดเจน
ก่อนนำแนวคิด Workplace Diversity มาปรับใช้ในองค์กร HR ควรกำหนดให้ชัดเจนว่าองค์กรต้องการส่งเสริมความหลากหลายในด้านใดบ้าง เช่น เพศ อายุ ประสบการณ์ หรือความเชี่ยวชาญ รวมถึงต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในด้านไหน จากนั้นจึงกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถติดตามผลได้ พร้อมสื่อสารให้ผู้บริหารและพนักงานเข้าใจตรงกัน
ปรับปรุงกระบวนการสรรหาให้เปิดกว้างและลดอคติ
กระบวนการสรรหาเป็นจุดสำคัญที่ HR สามารถปรับให้สอดคล้องกับแนวคิด Workplace Diversity ได้ตั้งแต่ต้น โดยทบทวนตั้งแต่การเขียน Job Description ไปจนถึงการคัดกรองและสัมภาษณ์ผู้สมัคร เพื่อให้กระบวนการสรรหาเปิดโอกาสให้กับคนจากหลากหลายภูมิหลังมากขึ้น
-
ปรับ Job Description ให้เปิดกว้างสำหรับคนหลากหลายรูปแบบ โดยใช้ภาษาที่เป็นกลางทางเพศ (Gender-neutral) และหลีกเลี่ยงคำหรือคุณสมบัติที่อาจทำให้ผู้สมัครบางกลุ่มรู้สึกว่าไม่เหมาะกับตำแหน่ง เช่น การใช้คำที่สื่อถึงบุคลิกลักษณะเฉพาะมากกว่าทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน
-
ทดลองคัดเลือกผู้สมัครแบบ Blind Hiring โดยลดหรือละข้อมูลส่วนตัวที่อาจนำไปสู่อคติในขั้นตอนคัดกรอง เช่น รูปถ่ายหรือสถาบันการศึกษา เพื่อให้การพิจารณาเบื้องต้นมุ่งไปที่คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับงานมากขึ้น
-
โฟกัสที่ทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงาน มากกว่าคุณลักษณะที่ไม่ได้สะท้อนความสามารถในการทำงานโดยตรง เช่น อายุ เพศ หรือเชื้อชาติ และอาจนำ Skills-Based Hiring มาปรับใช้เพื่อประเมินผู้สมัครจากทักษะที่ตำแหน่งนั้นต้องการจริง ๆ
สร้างความตระหนักและอบรมเรื่อง DEI ให้กับพนักงาน
การผลักดันแนวคิด Workplace Diversity ให้เกิดขึ้นจริง ทุกคนในองค์กรต้องร่วมมือกัน โดย HR อาจเป็นฝ่ายริเริ่มและช่วยสร้างความเข้าใจว่าความหลากหลายสำคัญยังไงกับการทำงานร่วมกันผ่านการจัดอบรมหรือเวิร์กช็อปเกี่ยวกับ Diversity, Equity & Inclusion (DEI) หรือแนวคิดโอบรับความแตกต่างของทุกคนอย่างเท่าเทียม เพื่อช่วยให้พนักงานตระหนักและเรียนรู้ถึงอคติที่อาจมีต่อคนที่แตกต่างจากตัวเองโดยไม่รู้ตัว จะได้เข้าใจมุมมองหรือประสบการณ์ของเพื่อนร่วมงานที่แตกต่างจากตนเองมากขึ้น
นอกจากนี้ สำหรับ Hiring Manager หรือพนักงานระดับหัวหน้าที่มีบทบาทในกระบวนการสรรหาพนักงาน อาจเน้นการอบรมเรื่องการลดอคติในการคัดเลือกและสัมภาษณ์ผู้สมัคร ส่วนผู้นำหรือหัวหน้าทีมก็อาจเพิ่มเติมเรื่อง Inclusive Leadership เพื่อเรียนรู้วิธีบริหารทีมที่มีความหลากหลายและเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม
อัปเดตแนวทางการสร้างความหลากหลายในองค์กรอยู่เสมอ
HR ควรติดตามข้อมูลและแนวทางปฏิบัติใหม่ ๆ จากองค์กรหรือหน่วยงานวิชาชีพที่ทำงานผลักดันเรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียม เพื่อนำความรู้และแนวทางเหล่านั้นมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทขององค์กร
นอกจากการติดตามแนวทางภายนอกแล้ว HR ควรรับฟังความคิดเห็นจากพนักงานภายในองค์กรด้วย เช่น การทำ Employee Listening หรือแบบสำรวจความคิดเห็นเพื่อดูว่าพนักงานแต่ละกลุ่มมีประสบการณ์ในการทำงานยังไง รู้สึกได้รับการยอมรับหรือมีโอกาสแสดงความคิดเห็นมากน้อยแค่ไหน และยังมีประเด็นอะไรบ้างที่องค์กรควรพัฒนา เพราะการสร้าง Workplace Diversity ไม่ได้จบลงตอนองค์กรสามารถดึงดูดคนที่มีภูมิหลังหลากหลายเข้ามาได้ แต่ต้องทำให้คนเหล่านั้นสามารถเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น และนำความแตกต่างของตัวเองมาใช้สร้างคุณค่าให้กับทีมและองค์กรได้จริง ๆ
การสร้าง Workplace Diversity ไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับตัวตามค่านิยมในปัจจุบันเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรเท่านั้น แต่เป็นแนวทางพัฒนาองค์กรในระยะยาว เพราะการเปิดรับความหลากหลายและสร้างพื้นที่ที่ทุกคนได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียม จะช่วยดึงศักยภาพสูงสุดของพนักงานทุกคนออกมา นอกจากนี้ ความแตกต่างของผู้คนยังช่วยเปิดมุมมองและประสบการณ์ นำไปสู่ไอเดียและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นเป็นพลังในการขับเคลื่อนองค์กรอีกด้วย
ที่มา:
proage.org, abilityoptions.org.au, coursera.org, cultureamp.com