FAQ การเขียนเรซูเม่สมัครงาน รวมคำถามยอดฮิตในการทำ Resume

12/12/25   |   953   |  

 

 

 

JobThai Mobile Application หางานง่าย สมัครงานง่าย ได้งานที่ใช่ โหลดเลย

iOS

Android

Huawei AppGallery

การเขียนเรซูเม่อาจดูเหมือนเรื่องง่าย ๆ เพราะเป็นการนำข้อมูลของเราเองมาเรียบเรียงให้เป็นระเบียบและน่าสนใจ แต่พอเริ่มทำจริง หลายคนอาจสะดุดและเกิดคำถามเต็มไปหมด เรซูเม่ต้องใส่รูปไหม? ควรเขียนกี่หน้า? ใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ? ถ้าไม่มีประสบการณ์จะใส่อะไรในเรซูเม่ดี? วันนี้ JobThai เลยรวบรวมคำถามยอดฮิตที่คนมักสงสัยในการทำเรซูเม่ พร้อมคำตอบแบบเข้าใจง่ายมาแชร์ให้ได้รู้กันในบทความนี้!

 

เรซูเม่ต่างจาก CV ยังไง?

หัวข้อ

Resume

CV

วัตถุประสงค์

สมัครงานในองค์กรทั่วไป

สมัครตำแหน่งทางวิชาการ
หรืออาชีพที่มีความเฉพาะเจาะจง
เช่น งานสายกฎหมาย วิทยาศาสตร์

เนื้อหา

 บอกข้อมูลและจุดเด่นของผู้สมัครแบบสั้น ๆ 
สามารถปรับแต่งเนื้อหา
ให้เหมาะกับตำแหน่งงานที่สมัครได้

บอกข้อมูลเชิงลึกของผู้สมัคร
รวมถึงประสบการณ์
และผลงานที่ผ่านมาทั้งหมด

ความยาว

1-2 หน้า
(ไม่ควรเกิน 2 หน้า)

ไม่มีกำหนดความยาว
ส่วนใหญ่ยาว 2 หน้าขึ้นไป

ดีไซน์

ปรับแต่งดีไซน์ให้เหมาะสมกับสายงานได้

ไม่ค่อยมีลูกเล่นหรือการตกแต่ง
เน้นจัดวางให้เป็นระเบียบ อ่านง่าย

 

หมายเหตุ: ในประเทศไทย คำว่าเรซูเม่และ CV ใช้สลับกันไปมาจนใช้เรียกแทนกันได้ทั้งคู่ เป็นที่เข้าใจกันเองในการสมัครงานว่าหมายถึงเอกสารที่บอกเล่าข้อมูลส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และทักษะที่มี

 

เจาะลึกความแตกต่างระหว่าง Resume กับ CV ควรใช้อะไรในการสมัครงาน?

 

เรซูเม่สมัครงานควรใช้ภาษาไทยหรืออังกฤษ?

จะใช้ภาษาอะไร ขึ้นอยู่กับบริษัทและตำแหน่งงานที่สมัคร

  • ใช้เรซูเม่ภาษาไทย หากสมัครงานกับองค์กรไทยทั่วไป หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และตำแหน่งงานที่สมัครใช้ภาษาไทยในการทำงานเป็นหลัก

  • ใช้เรซูเม่ภาษาอังกฤษ หากสมัครงานกับองค์กรต่างชาติ องค์กรระหว่างประเทศหรือบริษัทที่ต้องติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ และตำแหน่งงานที่สมัครต้องใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน

 

ข้อแนะนำ

  • ควรเตรียมเรซูเม่เผื่อไว้ทั้ง 2 ภาษาแล้วพิจารณาจากประกาศงาน

    • บางประกาศงานจะระบุเอาไว้ชัดเจนว่ารับพิจารณาเรซูเม่เฉพาะภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ให้สมัครด้วยเรซูเม่ภาษานั้น

    • หากประกาศงานไม่ได้ระบุ ให้พิจารณาดูจากภาษาที่ใช้ในประกาศงาน เช่น ประกาศงานเขียนด้วยภาษาอังกฤษก็สมัครด้วยเรซูเม่ภาษาอังกฤษ

  • ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือบริษัทสตาร์ตอัป แนะนำให้ใช้เรซูเม่ภาษาอังกฤษ เพราะมีความเป็นสากลและดูมืออาชีพกว่า หรือต่อให้เป็นองค์กรไทยทั่วไปหรือตำแหน่งงานที่เราสมัครใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ก็สามารถใช้เรซูเม่ภาษาอังกฤษได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน นอกจากนี้การใช้เรซูเม่ภาษาอังกฤษยังช่วยแสดงให้เห็นถึงทักษะด้านภาษาของเราอีกด้วย

  • แต่ ในกรณีที่ไม่มั่นใจทักษะภาษาอังกฤษ ไม่มีคนช่วยตรวจทานความถูกต้องของเนื้อหาให้ แนะนำให้ทำเรซูเม่เป็นภาษาไทยที่เราสามารถสื่อสารได้อย่างมั่นใจดีกว่า จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีจุดผิดพลาด

 

ดูเคล็ดลับทำ Resume ภาษาอังกฤษแบบง่าย ๆ คลิกเลย!

 

เรซูเม่สมัครงานควรยาวกี่หน้า?

โดยทั่วไปเรซูเม่จะมีความยาวประมาณ 1-2 หน้า (ไม่ควรเกิน 2 หน้า) เนื่องจากเป็นเอกสารสรุปข้อมูลและจุดเด่นของผู้สมัครโดยย่อ

 

ข้อแนะนำ

  • เลือกใส่ข้อมูลที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงาน เน้นความกระชับ และมีคีย์เวิร์ดที่ตรงกับประกาศงานที่เราต้องการสมัคร
  • หากสมัครงานหลายตำแหน่ง ควรปรับแต่งเรซูเม่แต่ให้เหมาะกับตำแหน่งงานนั้น ๆ อย่าใช้เรซูเม่เดียวหว่านสมัครทุกงาน อาจทำให้ถูกปัดตกได้

 

เรซูเม่ควรมีหัวข้ออะไรบ้าง?

โครงสร้างพื้นฐานของของเรซูเม่ประกอบด้วยหัวข้อดังนี้

  • ข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล อีเมล เบอร์โทรติดต่อ ส่วนโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์พอร์ตโฟลิโอออนไลน์ ที่อยู่อาศัย และบุคคลอ้างอิงเป็นข้อมูลเพิ่มเติม อาจใส่หรือไม่ใส่ก็ได้

  • รูปถ่าย เลือกใช้รูปที่เป็นปัจจุบัน เห็นใบหน้าของเราชัดเจน แต่งกายสุภาพและเป็นทางการ ส่วนพื้นหลังควรเป็นสีอ่อนและไม่มีลวดลาย

  • สรุปข้อมูลการทำงาน/เป้าหมายอาชีพ อธิบายภาพรวมการทำงานที่ผ่านมาและบอกเป้าหมายในอาชีพหรือสิ่งที่เราต้องการจากการสมัครงานครั้งนี้แบบสั้น ๆ

  • ประสบการณ์การทำงาน เป็นส่วนสำคัญที่สุดในเรซูเม่ ควรระบุชื่อตำแหน่งกับองค์กร ระยะเวลาในการทำงาน และหน้าที่ที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องหรือมีประโยชน์กับตำแหน่งงานที่สมัครให้ครบถ้วน โดยเรียงตามลำดับเวลาจากใหม่ไปเก่า เอางานล่าสุดไว้อันดับแรก

  • ทักษะการทำงาน ทั้ง Hard Skills และ Soft Skills เน้นทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัคร อาจใส่ทักษะอื่น ๆ ที่ช่วยสร้างความโดดเด่นเพิ่มไปด้วย เช่น ทักษะด้านภาษา

  • ประวัติการศึกษา ระบุวุฒิการศึกษา สาขาวิชา สถาบัน ปีที่เข้ารับการศึกษา/สำเร็จการศึกษาให้ชัดเจน โดยเรียงลำดับวุฒิการศึกษาสูงสุดเอาไว้ด้านบน ส่วนวิชาโท เกรดเฉลี่ย หรือเกียรตินิยมให้พิจารณาใส่ตามเหมาะสม

  • ความสำเร็จในการทำงาน เช่น โปรเจกต์หรือผลงานที่โดดเด่น รางวัลที่เคยได้รับจากองค์กร ควรเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมหรือมีตัวเลขผลลัพธ์ชัดเจน และสอดคล้องกับตำแหน่งที่สมัคร

  • การฝึกอบรมและใบประกาศนียบัตรอื่น ๆ ควรเลือกใส่ใบรับรองที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัคร โดยใส่ชื่อใบรับรอง ชื่อสถาบันที่ออกใบรับรอง วันที่ออกและวันหมดอายุ (ถ้ามี) ให้ครบถ้วน

 

จำเป็นต้องใส่ Professional Summary/Career Objective ในเรซูเม่ไหม?

คนย้ายสายงานควรเขียนส่วนนี้ ส่วนคนที่สมัครงานตรงสายอาจไม่จำเป็นขนาดนั้น แต่ถ้ามีก็ดี เนื่องจากเรซูเม่ที่ HR ได้รับในหนึ่งวันมีจำนวนมาก ทำให้อาจไม่มีเวลาอ่านข้อมูลของผู้สมัครทุกคนโดยละเอียด การใส่สรุปข้อมูลการทำงาน/เป้าหมายอาชีพจะช่วยให้ HR มองเห็นภาพรวมและคุณสมบัติเด่นของเราได้อย่างรวดเร็ว ช่วยดึงความสนใจได้ดี

 

เจาะลึกการใส่ข้อมูล Resume ในแต่ละส่วน เขียนแบบไหนให้ถูกใจบริษัท

 

จำเป็นต้องใส่ Soft Skills ในเรซูเม่ไหม?

จำเป็น เพราะไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ต้องมีการใช้ Soft Skills เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การทำงานร่วมกับคนอื่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรืออื่น ๆ ซึ่ง Soft Skills คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรามีทักษะในการจัดการสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ไม่ได้มีแค่ทักษะทางเทคนิคอย่างเดียวเท่านั้น

 

การใส่ Soft Skills ในเรซูเม่สามารถทำได้ 2 แบบ

  • เขียน Soft Skills แยกออกมาเป็นเซคชัน แล้วใส่ทักษะเป็น Bullet List
    • ตัวอย่าง:

Soft Skills

  • ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี (Teamwork and Collaboration)
  • มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
  • บริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Time Management)
  • แก้ไขปัญหาได้อย่างยอดเยี่ยม (Problem Solving)

 

  • ใช้เทคนิค Show, don’t tell ด้วยการแทรก Soft Skills ไว้ในหัวข้อประสบการณ์ในการทำงานและความสำเร็จที่ผ่านมา พร้อมระบุผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลเชิงปริมาณได้จริง เช่น ตัวเลข เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลา ช่วยให้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น
    • ตัวอย่าง:
      • ทำงานร่วมกับทีมการตลาด 3 คนเพื่อคิดแคมเปญโปรโมตผลิตภัณฑ์ใหม่จนกลายเป็นไวรัล กระตุ้นยอดขายขึ้น 20% (แสดงให้เห็นทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและทักษะความคิดสร้างสรรค์)
      • บริหารโปรเจกต์พร้อมกัน 4 โปรเจกต์และนำส่งงานได้ทันกำหนดเวลาทุกไตรมาส (แสดงให้เห็นทักษะในการจัดการงานและบริหารเวลา)
      • วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ระบบ A เกิดความล่าช้า และวางแผนการดำเนินงานใหม่ให้กับองค์กร ช่วยลดเวลาลง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับระบบเดิม (แสดงให้เห็นถึงทักษะในการวิเคราะห์และแก้ปัญหา)

 

ต้องใส่เงินเดือนในเรซูเม่หรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องใส่เงินเดือน ทั้งเงินเดือนที่ได้รับและเงินเดือนที่คาดหวัง เพราะเป็นข้อมูลส่วนตัวและอาจมีผลต่อการพิจารณาเรียกสัมภาษณ์ได้ในกรณีที่เงินเดือนที่ระบุสูงเกินไป

  • โดยทั่วไป หากบริษัทสนใจเรซูเม่ของเราและต้องการเรียกสัมภาษณ์ มักมีการให้กรอกใบสมัครงาน (Application Form) ซึ่งส่วนใหญ่จะถามถึงเงินเดือนที่คาดหวังอยู่แล้ว (ในบางที่อาจถามถึงเงินเดือนที่ได้รับในปัจจุบันด้วย) ส่วนการเจรจาพูดคุยเรื่องเงินเดือนมักอยู่ในช่วงสัมภาษณ์ จึงไม่มีความจำเป็นต้องระบุในเรซูเม่
  • ข้อดีของการไม่ระบุเงินเดือนในเรซูเม่: ช่วยให้บริษัทโฟกัสที่ทักษะ ประสบการณ์ในการทำงาน และความเหมาะสมของเรากับตำแหน่งงานที่เปิดรับจริง ๆ

 

ข้อแนะนำ

  • อ่านประกาศงานให้ละเอียด เพราะบางบริษัทก็ต้องการให้ผู้สมัครแจ้งเงินเดือนที่คาดหวังมาด้วยเลยตั้งแต่แรก จะได้ไม่เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย ในกรณีนี้ก็ให้เราระบุเงินเดือนที่ต้องการลงไปด้วย
  • หากต้องระบุเงินเดือน ไม่ควรใส่เงินเดือนที่คาดหวังเป็นเลขเดียวเป๊ะ ๆ แต่ใส่เป็น Range เช่น 20,000 – 25,000 บาท (Negotiable) เพื่อแสดงความยืดหยุ่นให้เห็นว่าสามารถเจรจาต่อรองเงินเดือนกันได้
  • สำหรับคนที่มีเป้าหมายเรื่องเงินเดือนชัดเจน ไม่อยากเสียเวลาไปสัมภาษณ์กับบริษัทที่ไม่แน่ใจว่าพร้อมให้เงินเดือนตามที่เราขอหรือเปล่า จะระบุเงินเดือนที่คาดหวังลงไปในเรซูเม่ด้วยก็ได้ แต่ต้องยอมรับด้วยว่าอาจทำให้เราเสียโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์เนื่องจากเงินเดือนสูงเกินงบประมาณที่บริษัทตั้งไว้ ซึ่งจริง ๆ แล้วบางบริษัทก็อาจยืดหยุ่นในจุดนี้ พร้อมปรับฐานเงินเดือนให้สูงขึ้นตามที่เราขอหากสัมภาษณ์แล้วเห็นว่าคุณสมบัติของเราเข้าตาจริง ๆ

 

ต้องใส่รูปถ่ายในเรซูเม่หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับองค์กรและวัฒนธรรมในการสมัครงานของแต่ละประเทศ

  • องค์กรไทย นิยมใส่รูปภาพเพื่อให้ HR เห็นถึงบุคลิกภาพโดยรวมของเรา โดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องติดต่อสื่อสารกับลูกค้า อาจมีการระบุอย่างชัดเจนในประกาศงานว่าให้แนบรูปถ่ายมาในเรซูเม่ด้วย
  • องค์กรต่างชาติ แตกต่างกันไปตามประเทศ
    • สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ตามธรรมเนียมแล้วจะไม่ใส่รูปถ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงอคติและการกีดกันทางเชื้อชาติ
    • ประเทศในแถบยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง โดยทั่วไปจะใส่รูปถ่ายที่เป็นทางการในเรซูเม่
    • ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไม่จำเป็นต้องใส่รูป นอกจากจะมีการระบุขอจากทางองค์กร

 

ข้อแนะนำ

  • ควรอ่านประกาศงานให้ละเอียดว่ามีข้อระบุให้ใส่รูปถ่ายในเรซูเม่หรือไม่ โดยเฉพาะตำแหน่งงานที่ต้องติดต่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง หรืองานในสายบริการ

 

รูปถ่ายในเรซูเม่ควรเป็นแบบไหน? JobThai สรุปมาให้แล้ว!

 

เพิ่งเรียนจบ ยังไม่มีประสบการณ์ ควรใส่อะไรในเรซูเม่?

หากเป็นเด็กจบใหม่หรือยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน แนะนำให้ใส่ข้อมูลที่เน้นทักษะและความตั้งใจ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเรา ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเป็นผู้นำ Soft Skills ด้านการสื่อสารหรือการทำงานร่วมกับผู้อื่น ได้แก่

  • กิจกรรมที่ในมหาวิทยาลัยที่เคยเข้าร่วม เช่น กิจกรรมชมรม การประกวดแข่งขันต่าง ๆ
  • โปรเจกต์หรือโครงงาน ระบุบทบาท ผลลัพธ์ และความสำเร็จให้ชัดเจน
  • การฝึกงาน (Internship) หากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัครยิ่งเพิ่มความดึงดูด
  • งานอาสา/งานพาร์ตไทม์ แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัคร แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ

แต่ถ้าไม่ได้ผ่านการฝึกงานมาหรือไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ เลย แนะนำให้ใส่วิชาเรียนที่เกี่ยวข้องหรือแสดงให้เห็นถึงทักษะความรู้ที่มีประโยชน์กับตำแหน่งงานที่สมัคร โดยเขียนอธิบายรายละเอียดวิชาคร่าว ๆ ว่าเราได้เรียนรู้หรือได้เพิ่มพูนทักษะอะไรจากวิชานั้นบ้าง

 

ทำงานไม่ผ่านโปรฯ / ทำงานไม่กี่เดือนก็ลาออก / เปลี่ยนงานบ่อย ควรใส่ในเรูเม่ไหม?

ใส่หรือไม่ใส่ พิจารณาตามกรณี

  • ทำงานไม่ผ่านโปรฯ
    • ไม่ควรใส่ เพราะเรซูเม่คือสิ่งที่นำเสนอจุดแข็งของผู้สมัคร หากเราถูกประเมินว่าไม่ผ่านช่วงทดลองงานเนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะดูเป็นการชี้ข้อด้อยของเรามากกว่า
    • แต่ สามารถใส่ใด้ หากเรามองว่าในช่วงทดลองงาน เราได้เรียนรู้หรือพัฒนาทักษะบางอย่างที่มีคุณค่า สามารถต่อยอดได้ หรือสาเหตุที่ทำให้ไม่ผ่านโปรฯ เป็นเหตุสุดวิสัยเหนือการควบคุม เช่น บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน ต้องการลดจำนวนคนกะทันหัน
  • ลาออกในช่วงทดลองงาน / ทำงานได้ไม่กี่เดือนก็ลาออก
    • สามารถใส่ได้ เช่นเดียวกับกรณีก่อนหน้า ถ้าเรามองว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานนั้นหรือมีผลงานที่น่าสนใจ รวมถึงมีเหตุผลในการลาออกที่หนักแน่นพอ พร้อมอธิบายให้ HR ฟังหากถูกถามตอนสัมภาษณ์
  • เปลี่ยนงานบ่อย
    • สามารถใส่ได้ แต่เขียนนำเสนอออกมาให้เหมาะสมและดูเป็นเชิงบวก
      • เน้นที่ความสำเร็จมากกว่าระยะเวลา หากทำงานเพียงไม่กี่เดือน สามารถละเดือนแล้วใส่แค่ปีที่ทำงานอย่างเดียวได้ พยายามดึงจุดโฟกัสไปที่ผลงานแทน
      • จับกลุ่มงานที่คล้ายคลึงกันแล้วลิสต์ความสำเร็จรวมกัน เช่น ทำงาน 2 ปี เปลี่ยนบริษัทมา 3 แห่ง แต่ทุกบริษัททำตำแหน่งพนักงานการตลาดเหมือนกัน ก็อาจระบุเป็น “Marketing Officer (2023-2025) | บริษัท A, บริษัท B, บริษัท C” แล้วเขียนอธิบายผลงานเรียงลงมา
      • หากเป็นงานระยะสั้นมาก ๆ และไม่ได้มีผลงานโดดเด่น ตัดออกได้ เรซูเม่ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลทั้งหมดของเรา เลือกใส่เฉพาะงานที่เสริมความโดดเด่นให้เราก็พอ
      • เขียน Professional Summary/Career Objective ที่ดึงดูด แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจหนักแน่น แม้จะเปลี่ยนงานบ่อยแต่มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน
      • หากไม่มั่นใจ แนบ Cover Letter เพื่ออธิบายเพิ่มเติมได้ ในกรณีที่เปลี่ยนงานบ่อยครั้งจริง ๆ และต้องการชี้แจงถึงเหตุผลในการย้ายงานเพื่อแสดงความจริงใจ

 

ข้อแนะนำ

  • เตรียมคำอธิบายที่ฟังดูเป็นเชิงบวกไว้ล่วงหน้าด้วย เผื่อ HR หรือผู้สัมภาษณ์ถามถึงเหตุผลที่ทำงานไม่นานก็ลาออกหรือเปลี่ยนงานบ่อย

 

มี Resume Gap หรือช่วงว่างงาน ควรเขียนเรซูเม่ยังไง?

หากช่วงว่างงานไม่ได้นานมากก็ไม่จำเป็นต้องระบุ แต่ถ้ามี Resume Gap ที่ค่อนข้างนาน แนะนำให้อธิบายด้วยเหตุผลเชิงบวก

  • ชี้แจงสาเหตุที่มีช่วงว่างงาน เช่น ทำธุรกิจส่วนตัว ลาออกมาดูแลครอบครัว ออกเดินทางเพื่อหาแรงบันดาลใจ
  • เล่ารายละเอียดใน Cover Letter หากมีจดหมายสมัครงานแนบไปด้วย ก็อาจขยายความสาเหตุที่มีช่วงว่างงานในนี้
  • ระบุสิ่งที่เราได้เรียนรู้หรือพัฒนาในช่วงว่างงาน เช่น ลงเรียนคอร์สฝึกทักษะ ทำโปรเจกต์ส่วนตัว รับงานฟรีแลนซ์

 

ข้อแนะนำ

  • อาจถูก HR หรือผู้สัมภาษณ์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่วงว่างงานในเรซูเม่ ควรเตรียมคำตอบไปเผื่อด้วย

 

ทำเรซูเม่

 

ทำอาชีพเสริม (Second Job) ควรใส่ในเรซูเม่ด้วยไหม?

ขึ้นอยู่กับว่าอาชีพเสริมคืองานอะไร เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่เราสมัครมากน้อยแค่ไหน ช่วยสร้างความโดดเด่นเพิ่มให้เราหรือเปล่า

  • ควรใส่ หากอาชีพเสริมเป็นงานที่:
    • แสดงให้เห็นทักษะที่เป็นประโยชน์กับงานที่สมัครโดยตรง เช่น สมัครงาน Digital Marketing และงานเสริมคืองานเขียนบทความ SEO
    • แสดงให้เห็นทักษะที่สามารถนำมาปรับใช้หรือต่อยอดกับงานที่สมัครได้ เช่น งานสอนพิเศษหรือติวเตอร์ (แสดงให้เห็นทักษะในการสื่อสาร) ธุรกิจส่วนตัว (แสดงให้เห็นทักษะในการบริหารจัดการ)
    • แสดงให้เห็นคอนเน็กชันที่น่าสนใจ เช่น สมัครงานกับ Media Agency และงานเสริมคือรับฟรีแลนซ์เป็น Content Creator ให้กับแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก

 

  • ไม่จำเป็นต้องใส่ หากอาชีพเสริมเป็นงานที่:
    • ไม่เกี่ยวข้องและไม่ได้แสดงให้เห็นทักษะที่เป็นประโยชน์กับงานที่สมัคร​ เช่น สมัครงานออกแบบกราฟิก แต่งานเสริมคือปล่อยเช่าพื้นที่ ขายประกัน ไรเดอร์ส่งของ
    • มีระยะการทำงานสั้นมาก และไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่น เช่น รับจ้างไลฟ์ขายของเพียง 2-3 ครั้ง และไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้าน
    • เป็นประเด็นถกเถียงเรื่องความเหมาะสมทางสังคมหรือขัดกับวัฒนธรรมองค์กรที่สมัคร  

 

ข้อแนะนำ

  • ระวังเรื่องการละเมิดข้อตกลงรักษาความลับ หากอาชีพเสริมของเรามีการเซ็นสัญญา NDA (Non-Disclosure Agreement) ห้ามเปิดเผยข้อมูลทางธุรกิจก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะนำมาใส่ในเรซูเม่ ลองเช็กเนื้อหาในสัญญาดูให้ดีว่าสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนไหนได้หรือไม่ได้บ้าง
  • หากกังวลนโยบายบริษัทก็สามารถเลี่ยงไม่ใส่อาชีพเสริมได้ บางบริษัทอาจเข้มงวดเรื่องการทำงานที่ซ้อนทับกัน กลัวพนักงานจะเอางานนอกมาทำในเวลางานของบริษัท ในกรณีนี้ก็อาจละอาชีพเสริมไป แนะนำให้พิจารณาดูอีกทีว่าบริษัทที่เราสมัครงานด้วยมีสไตล์การทำงานที่ยืดหยุ่นหรือเคร่งครัด

 

เรซูเม่ควรใช้ฟอนต์อะไร?

ควรใช้ฟอนต์มาตรฐานที่เป็นทางการและสุภาพ เน้นความสบายตา อ่านง่าย

  • ฟอนต์ภาษาไทย: TH Sarabun, Cordia New, Angsana New
  • ฟอนต์ภาษาอังกฤษ: Calibri, Arial, Helveltica, Verdana, Roboto, Times New Roman

 

ควรทำเรซูเม่เป็นไฟล์อะไร?

ถ้าไม่มีการระบุสกุลไฟล์ที่ต้องการในประกาศงาน ควรทำเป็นไฟล์ PDF (Portable Document Format) เพื่อรักษารูปแบบการจัดวางตัวอักษรและรูปภาพในเรซูเม่ไม่ให้เคลื่อนหรือผิดเพี้ยนไปจากเดิม สามารถเปิดดูได้ในทุก ๆ อุปกรณ์ และป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขข้อมูลในเรซูเม่ของเราด้วย นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการทำเรซูเม่เป็นไฟล์ภาพ เช่น .JPG เพราะบางบริษัทใช้ระบบ ATS (Applicant Tracking System) ในการคัดกรองเรซูเม่ ซึ่งอาจจะไม่สามารถสแกนคีย์เวิร์ดได้

 

เขียนเรซูเม่ยังไงให้ Friendly กับระบบ ATS ในยุคที่เทคโนโลยีถูกใช้เพื่อคัดกรองเรซูเม่

 

ทำเรซูเม่รวมกับ Portfolio เป็นไฟล์เดียวกันเลยได้ไหม?

ไม่ควรรวมเป็นไฟล์เดียวกัน แนะนำให้แยกไฟล์หรือฝากไฟล์ Portfolio ไว้ที่เว็บฝากไฟล์ เช่น Google Drive แล้วใส่ลิงก์ URL ในเรซูเม่ให้กดไปที่ลิงก์นั้นแทน เพื่อให้เรซูเม่กระชับ (1-2 หน้า) และมีขนาดไฟล์ที่เล็ก เนื่องจากบางบริษัทอาจมีข้อจำกัดเรื่องขนาดของไฟล์ที่สามารถรับหรือเปิดได้ รวมถึงเป็นการป้องกันปัญหาเชิงเทคนิคที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการคัดกรองเรซูเม่ในกรณีที่บริษัทนั้นใช้ระบบ ATS ด้วย เช่น ระบบไม่สามารถประมวลผลภาพกราฟิกขนาดใหญ่ได้

 

ใช้ AI ช่วยเขียนเรซูเม่ให้ได้ไหม?

สามารถใช้ได้ ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร การใช้ AI ช่วยเขียนเรซูเม่มีข้อดีตรงรวดเร็ว ประหยัดเวลา ได้คำศัพท์ที่หลากหลาย สามารถช่วยเช็กไวยากรณ์และปรับระดับทางภาษาให้เราได้

 

ข้อควรระวัง

  • ต้องตรวจทานความถูกต้องของข้อมูลทุกครั้ง ดูว่าสิ่งที่ AI เขียนมาตรงกับข้อมูลและประสบการณ์ของเราหรือไม่ โอเวอร์เคลมเกินความเป็นจริงไปหรือเปล่า
  • ไม่ควรคัดลอกมา 100% โดยไม่ปรับแต่ง เพราะอาจติดสำนวน AI มาด้วย ควรนำโครงร่างที่ได้จาก AI มาปรับให้เป็นภาษาของตัวเอง จะได้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

 

ผิดไหม ถ้าใช้ AI ช่วยเขียน Resume

 

ใช้เรซูเม่อันเดียวสมัครงานกับทุกบริษัทได้ไหม?

ไม่ควรใช้เรซูเม่เดียวหว่านสมัครงานกับทุกบริษัท อาจทำให้โดนปัดตก ลดโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์ได้ เพราะข้อมูลในเรซูเม่ไม่มีคุณสมบัติตรงกับที่องค์กรมองหา เนื่องจากเราเขียนข้อมูลแบบกว้าง ๆ

 

สาเหตุที่ควรปรับแต่งเรซูเม่:

  • แต่ละบริษัทมีความต้องการแตกต่างกัน แม้จะเป็นตำแหน่งเดียวกัน แต่ภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ รวมถึงคุณสมบัติที่บริษัทมองหาในตัวผู้สมัครย่อมไม่เหมือนกัน บางที่ต้องการคนมีประสบการณ์ 2-3 ปีขึ้นไป บางที่ต้องการคนที่มีทักษะเจาะจงในด้านในด้านหนึ่งโดยเฉพาะ
  • HR ใช้เวลาอ่านเรซูเม่ของผู้สมัครแต่ละคนไม่นาน หากเรซูเม่ของเราไม่มีคีย์เวิร์ดที่สอดคล้องกับประกาศงาน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ HR จะดูผ่านตาไว ๆ รอบหนึ่งแล้วคัดเรซูเม่ของเราออก
  • บางบริษัทใช้ระบบ ATS ในการคัดกรองเรซูเม่ ซึ่งจะสแกนเนื้อหาและจับคีย์เวิร์ดในเรซูเม่ที่ตรงกับที่ระบุไว้ใน Job Description หากไม่ปรับแต่งเลยก็มีโอกาสสูงที่เรซูเม่ของเราจะถูกปัดตก
  • ช่วยแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและใส่ใจ บ่งบอกว่าเราทำการบ้านเกี่ยวกับความต้องการของบริษัทและตำแหน่งงานนั้น ๆ มาเป็นอย่างดี

 

ข้อแนะนำ

  • ไม่จำเป็นต้องปรับข้อมูลในเรซูเม่ทั้งหมด ส่วนที่เป็นข้อมูลพื้นฐาน ประวัติการศึกษา สามารถคงไว้ได้
  • จับคีย์เวิร์ดใน Job Description อ่านประกาศงานให้ละเอียด ทั้งส่วนของคุณสมบัติและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แล้ววิเคราะห์หาคีย์เวิร์ดที่สำคัญ
  • ปรับแต่ง Professional Summary/Career Objective ให้ตรงประเด็น เน้นประสบการณ์และเป้าหมายที่ตรงตามความต้องการของตำแหน่งที่เราสมัคร
  • คัดเลือกประสบการณ์และผลงานที่เกี่ยวข้อง ตัดส่วนที่ไม่สอดคล้องกับตำแหน่งที่เราสมัครออก เลือกนำเสนอแต่โปรเจกต์ กิจกรรม ความสำเร็จที่น่าสนใจ แสดงให้เห็นทักษะที่เหมาะกับงานนั้น ๆ

 

การเขียนเรซูเม่ไม่มีกฎตายตัวว่าต้องเป็นแบบไหนถึงจะดีที่สุด เพราะสิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้องค์กรเห็นถึงตัวตน จุดเด่น ทักษะ และศักยภาพของเรา ซึ่งแต่ละองค์กรก็มีข้อกำหนดและความต้องการที่แตกต่างกันไป เราจึงต้องทำความเข้าใจแต่ละองค์กรที่เราสมัครงานให้ดี รวมถึงพิจารณาตำแหน่งงานที่เราสมัครโดยอ่านประกาศงานให้ละเอียด จากนั้นนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับแต่งเรซูเม่ให้โดดเด่นและสอดคล้องเพื่อดึงดูดความสนใจจาก HR

 

พร้อมทำเรซูเม่แล้วใช่ไหม?

JobThai รวมเว็บไซต์ทำ Resume ออนไลน์แบบฟรี ๆ มาฝาก

 

สมัครสมาชิกกับ JobThai เพื่อหางานที่ใช่ได้ที่นี่

ที่มา:

mployee.meresufit.comjobinberlin.comwearesimplytalented.comresumebuilder.comzety.comenhancv.comnovoresume.comresumeworded.comresumegenius.comresumeworded.comresumegiants.comblog.theinterviewguys.comchamp-lawfirm.comthemuse.comindeed.com

tags : career and tips, งาน, หางาน, สมัครงาน, resume, เรซูเม่, เทคนิคสมัครงาน, เคล็ดลับสมัครงาน, เด็กจบใหม่, faq



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม