การเขียนเรซูเม่อาจดูเหมือนเรื่องง่าย ๆ เพราะเป็นการนำข้อมูลของเราเองมาเรียบเรียงให้เป็นระเบียบและน่าสนใจ แต่พอเริ่มทำจริง หลายคนอาจสะดุดและเกิดคำถามเต็มไปหมด เรซูเม่ต้องใส่รูปไหม? ควรเขียนกี่หน้า? ใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ? ถ้าไม่มีประสบการณ์จะใส่อะไรในเรซูเม่ดี? วันนี้ JobThai เลยรวบรวมคำถามยอดฮิตที่คนมักสงสัยในการทำเรซูเม่ พร้อมคำตอบแบบเข้าใจง่ายมาแชร์ให้ได้รู้กันในบทความนี้!
| หัวข้อ |
Resume
|
CV |
|
วัตถุประสงค์
|
สมัครงานในองค์กรทั่วไป
|
สมัครตำแหน่งทางวิชาการ
หรืออาชีพที่มีความเฉพาะเจาะจง
เช่น งานสายกฎหมาย วิทยาศาสตร์
|
|
เนื้อหา
|
บอกข้อมูลและจุดเด่นของผู้สมัครแบบสั้น ๆ
สามารถปรับแต่งเนื้อหา
ให้เหมาะกับตำแหน่งงานที่สมัครได้
|
บอกข้อมูลเชิงลึกของผู้สมัคร
รวมถึงประสบการณ์
และผลงานที่ผ่านมาทั้งหมด
|
|
ความยาว
|
1-2 หน้า
(ไม่ควรเกิน 2 หน้า)
|
ไม่มีกำหนดความยาว
ส่วนใหญ่ยาว 2 หน้าขึ้นไป
|
|
ดีไซน์
|
ปรับแต่งดีไซน์ให้เหมาะสมกับสายงานได้
|
ไม่ค่อยมีลูกเล่นหรือการตกแต่ง
เน้นจัดวางให้เป็นระเบียบ อ่านง่าย
|
หมายเหตุ: ในประเทศไทย คำว่าเรซูเม่และ CV ใช้สลับกันไปมาจนใช้เรียกแทนกันได้ทั้งคู่ เป็นที่เข้าใจกันเองในการสมัครงานว่าหมายถึงเอกสารที่บอกเล่าข้อมูลส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และทักษะที่มี
จะใช้ภาษาอะไร ขึ้นอยู่กับบริษัทและตำแหน่งงานที่สมัคร
-
ใช้เรซูเม่ภาษาไทย หากสมัครงานกับองค์กรไทยทั่วไป หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และตำแหน่งงานที่สมัครใช้ภาษาไทยในการทำงานเป็นหลัก
-
ใช้เรซูเม่ภาษาอังกฤษ หากสมัครงานกับองค์กรต่างชาติ องค์กรระหว่างประเทศหรือบริษัทที่ต้องติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ และตำแหน่งงานที่สมัครต้องใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน
ข้อแนะนำ
-
ควรเตรียมเรซูเม่เผื่อไว้ทั้ง 2 ภาษาแล้วพิจารณาจากประกาศงาน
-
บางประกาศงานจะระบุเอาไว้ชัดเจนว่ารับพิจารณาเรซูเม่เฉพาะภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ให้สมัครด้วยเรซูเม่ภาษานั้น
-
หากประกาศงานไม่ได้ระบุ ให้พิจารณาดูจากภาษาที่ใช้ในประกาศงาน เช่น ประกาศงานเขียนด้วยภาษาอังกฤษก็สมัครด้วยเรซูเม่ภาษาอังกฤษ
-
ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือบริษัทสตาร์ตอัป แนะนำให้ใช้เรซูเม่ภาษาอังกฤษ เพราะมีความเป็นสากลและดูมืออาชีพกว่า หรือต่อให้เป็นองค์กรไทยทั่วไปหรือตำแหน่งงานที่เราสมัครใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ก็สามารถใช้เรซูเม่ภาษาอังกฤษได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน นอกจากนี้การใช้เรซูเม่ภาษาอังกฤษยังช่วยแสดงให้เห็นถึงทักษะด้านภาษาของเราอีกด้วย
-
แต่ ในกรณีที่ไม่มั่นใจทักษะภาษาอังกฤษ ไม่มีคนช่วยตรวจทานความถูกต้องของเนื้อหาให้ แนะนำให้ทำเรซูเม่เป็นภาษาไทยที่เราสามารถสื่อสารได้อย่างมั่นใจดีกว่า จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีจุดผิดพลาด
โดยทั่วไปเรซูเม่จะมีความยาวประมาณ 1-2 หน้า (ไม่ควรเกิน 2 หน้า) เนื่องจากเป็นเอกสารสรุปข้อมูลและจุดเด่นของผู้สมัครโดยย่อ
ข้อแนะนำ
- เลือกใส่ข้อมูลที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงาน เน้นความกระชับ และมีคีย์เวิร์ดที่ตรงกับประกาศงานที่เราต้องการสมัคร
- หากสมัครงานหลายตำแหน่ง ควรปรับแต่งเรซูเม่แต่ให้เหมาะกับตำแหน่งงานนั้น ๆ อย่าใช้เรซูเม่เดียวหว่านสมัครทุกงาน อาจทำให้ถูกปัดตกได้
โครงสร้างพื้นฐานของของเรซูเม่ประกอบด้วยหัวข้อดังนี้
-
ข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล อีเมล เบอร์โทรติดต่อ ส่วนโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์พอร์ตโฟลิโอออนไลน์ ที่อยู่อาศัย และบุคคลอ้างอิงเป็นข้อมูลเพิ่มเติม อาจใส่หรือไม่ใส่ก็ได้
-
รูปถ่าย เลือกใช้รูปที่เป็นปัจจุบัน เห็นใบหน้าของเราชัดเจน แต่งกายสุภาพและเป็นทางการ ส่วนพื้นหลังควรเป็นสีอ่อนและไม่มีลวดลาย
-
สรุปข้อมูลการทำงาน/เป้าหมายอาชีพ อธิบายภาพรวมการทำงานที่ผ่านมาและบอกเป้าหมายในอาชีพหรือสิ่งที่เราต้องการจากการสมัครงานครั้งนี้แบบสั้น ๆ
-
ประสบการณ์การทำงาน เป็นส่วนสำคัญที่สุดในเรซูเม่ ควรระบุชื่อตำแหน่งกับองค์กร ระยะเวลาในการทำงาน และหน้าที่ที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องหรือมีประโยชน์กับตำแหน่งงานที่สมัครให้ครบถ้วน โดยเรียงตามลำดับเวลาจากใหม่ไปเก่า เอางานล่าสุดไว้อันดับแรก
-
ทักษะการทำงาน ทั้ง Hard Skills และ Soft Skills เน้นทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัคร อาจใส่ทักษะอื่น ๆ ที่ช่วยสร้างความโดดเด่นเพิ่มไปด้วย เช่น ทักษะด้านภาษา
-
ประวัติการศึกษา ระบุวุฒิการศึกษา สาขาวิชา สถาบัน ปีที่เข้ารับการศึกษา/สำเร็จการศึกษาให้ชัดเจน โดยเรียงลำดับวุฒิการศึกษาสูงสุดเอาไว้ด้านบน ส่วนวิชาโท เกรดเฉลี่ย หรือเกียรตินิยมให้พิจารณาใส่ตามเหมาะสม
-
ความสำเร็จในการทำงาน เช่น โปรเจกต์หรือผลงานที่โดดเด่น รางวัลที่เคยได้รับจากองค์กร ควรเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมหรือมีตัวเลขผลลัพธ์ชัดเจน และสอดคล้องกับตำแหน่งที่สมัคร
-
การฝึกอบรมและใบประกาศนียบัตรอื่น ๆ ควรเลือกใส่ใบรับรองที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัคร โดยใส่ชื่อใบรับรอง ชื่อสถาบันที่ออกใบรับรอง วันที่ออกและวันหมดอายุ (ถ้ามี) ให้ครบถ้วน
คนย้ายสายงานควรเขียนส่วนนี้ ส่วนคนที่สมัครงานตรงสายอาจไม่จำเป็นขนาดนั้น แต่ถ้ามีก็ดี เนื่องจากเรซูเม่ที่ HR ได้รับในหนึ่งวันมีจำนวนมาก ทำให้อาจไม่มีเวลาอ่านข้อมูลของผู้สมัครทุกคนโดยละเอียด การใส่สรุปข้อมูลการทำงาน/เป้าหมายอาชีพจะช่วยให้ HR มองเห็นภาพรวมและคุณสมบัติเด่นของเราได้อย่างรวดเร็ว ช่วยดึงความสนใจได้ดี
จำเป็น เพราะไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ต้องมีการใช้ Soft Skills เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การทำงานร่วมกับคนอื่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรืออื่น ๆ ซึ่ง Soft Skills คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรามีทักษะในการจัดการสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ไม่ได้มีแค่ทักษะทางเทคนิคอย่างเดียวเท่านั้น
การใส่ Soft Skills ในเรซูเม่สามารถทำได้ 2 แบบ
- เขียน Soft Skills แยกออกมาเป็นเซคชัน แล้วใส่ทักษะเป็น Bullet List
Soft Skills
- ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี (Teamwork and Collaboration)
- มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
- บริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Time Management)
- แก้ไขปัญหาได้อย่างยอดเยี่ยม (Problem Solving)
- ใช้เทคนิค Show, don’t tell ด้วยการแทรก Soft Skills ไว้ในหัวข้อประสบการณ์ในการทำงานและความสำเร็จที่ผ่านมา พร้อมระบุผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลเชิงปริมาณได้จริง เช่น ตัวเลข เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลา ช่วยให้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น
- ตัวอย่าง:
- ทำงานร่วมกับทีมการตลาด 3 คนเพื่อคิดแคมเปญโปรโมตผลิตภัณฑ์ใหม่จนกลายเป็นไวรัล กระตุ้นยอดขายขึ้น 20% (แสดงให้เห็นทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและทักษะความคิดสร้างสรรค์)
- บริหารโปรเจกต์พร้อมกัน 4 โปรเจกต์และนำส่งงานได้ทันกำหนดเวลาทุกไตรมาส (แสดงให้เห็นทักษะในการจัดการงานและบริหารเวลา)
- วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ระบบ A เกิดความล่าช้า และวางแผนการดำเนินงานใหม่ให้กับองค์กร ช่วยลดเวลาลง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับระบบเดิม (แสดงให้เห็นถึงทักษะในการวิเคราะห์และแก้ปัญหา)
ไม่จำเป็นต้องใส่เงินเดือน ทั้งเงินเดือนที่ได้รับและเงินเดือนที่คาดหวัง เพราะเป็นข้อมูลส่วนตัวและอาจมีผลต่อการพิจารณาเรียกสัมภาษณ์ได้ในกรณีที่เงินเดือนที่ระบุสูงเกินไป
- โดยทั่วไป หากบริษัทสนใจเรซูเม่ของเราและต้องการเรียกสัมภาษณ์ มักมีการให้กรอกใบสมัครงาน (Application Form) ซึ่งส่วนใหญ่จะถามถึงเงินเดือนที่คาดหวังอยู่แล้ว (ในบางที่อาจถามถึงเงินเดือนที่ได้รับในปัจจุบันด้วย) ส่วนการเจรจาพูดคุยเรื่องเงินเดือนมักอยู่ในช่วงสัมภาษณ์ จึงไม่มีความจำเป็นต้องระบุในเรซูเม่
- ข้อดีของการไม่ระบุเงินเดือนในเรซูเม่: ช่วยให้บริษัทโฟกัสที่ทักษะ ประสบการณ์ในการทำงาน และความเหมาะสมของเรากับตำแหน่งงานที่เปิดรับจริง ๆ
ข้อแนะนำ
- อ่านประกาศงานให้ละเอียด เพราะบางบริษัทก็ต้องการให้ผู้สมัครแจ้งเงินเดือนที่คาดหวังมาด้วยเลยตั้งแต่แรก จะได้ไม่เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย ในกรณีนี้ก็ให้เราระบุเงินเดือนที่ต้องการลงไปด้วย
- หากต้องระบุเงินเดือน ไม่ควรใส่เงินเดือนที่คาดหวังเป็นเลขเดียวเป๊ะ ๆ แต่ใส่เป็น Range เช่น 20,000 – 25,000 บาท (Negotiable) เพื่อแสดงความยืดหยุ่นให้เห็นว่าสามารถเจรจาต่อรองเงินเดือนกันได้
- สำหรับคนที่มีเป้าหมายเรื่องเงินเดือนชัดเจน ไม่อยากเสียเวลาไปสัมภาษณ์กับบริษัทที่ไม่แน่ใจว่าพร้อมให้เงินเดือนตามที่เราขอหรือเปล่า จะระบุเงินเดือนที่คาดหวังลงไปในเรซูเม่ด้วยก็ได้ แต่ต้องยอมรับด้วยว่าอาจทำให้เราเสียโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์เนื่องจากเงินเดือนสูงเกินงบประมาณที่บริษัทตั้งไว้ ซึ่งจริง ๆ แล้วบางบริษัทก็อาจยืดหยุ่นในจุดนี้ พร้อมปรับฐานเงินเดือนให้สูงขึ้นตามที่เราขอหากสัมภาษณ์แล้วเห็นว่าคุณสมบัติของเราเข้าตาจริง ๆ
ขึ้นอยู่กับองค์กรและวัฒนธรรมในการสมัครงานของแต่ละประเทศ
- องค์กรไทย นิยมใส่รูปภาพเพื่อให้ HR เห็นถึงบุคลิกภาพโดยรวมของเรา โดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องติดต่อสื่อสารกับลูกค้า อาจมีการระบุอย่างชัดเจนในประกาศงานว่าให้แนบรูปถ่ายมาในเรซูเม่ด้วย
- องค์กรต่างชาติ แตกต่างกันไปตามประเทศ
- สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ตามธรรมเนียมแล้วจะไม่ใส่รูปถ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงอคติและการกีดกันทางเชื้อชาติ
- ประเทศในแถบยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง โดยทั่วไปจะใส่รูปถ่ายที่เป็นทางการในเรซูเม่
- ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไม่จำเป็นต้องใส่รูป นอกจากจะมีการระบุขอจากทางองค์กร
ข้อแนะนำ
- ควรอ่านประกาศงานให้ละเอียดว่ามีข้อระบุให้ใส่รูปถ่ายในเรซูเม่หรือไม่ โดยเฉพาะตำแหน่งงานที่ต้องติดต่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง หรืองานในสายบริการ
หากเป็นเด็กจบใหม่หรือยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน แนะนำให้ใส่ข้อมูลที่เน้นทักษะและความตั้งใจ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเรา ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเป็นผู้นำ Soft Skills ด้านการสื่อสารหรือการทำงานร่วมกับผู้อื่น ได้แก่
- กิจกรรมที่ในมหาวิทยาลัยที่เคยเข้าร่วม เช่น กิจกรรมชมรม การประกวดแข่งขันต่าง ๆ
- โปรเจกต์หรือโครงงาน ระบุบทบาท ผลลัพธ์ และความสำเร็จให้ชัดเจน
- การฝึกงาน (Internship) หากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัครยิ่งเพิ่มความดึงดูด
- งานอาสา/งานพาร์ตไทม์ แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัคร แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ
แต่ถ้าไม่ได้ผ่านการฝึกงานมาหรือไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ เลย แนะนำให้ใส่วิชาเรียนที่เกี่ยวข้องหรือแสดงให้เห็นถึงทักษะความรู้ที่มีประโยชน์กับตำแหน่งงานที่สมัคร โดยเขียนอธิบายรายละเอียดวิชาคร่าว ๆ ว่าเราได้เรียนรู้หรือได้เพิ่มพูนทักษะอะไรจากวิชานั้นบ้าง
ใส่หรือไม่ใส่ พิจารณาตามกรณี
- ทำงานไม่ผ่านโปรฯ
- ไม่ควรใส่ เพราะเรซูเม่คือสิ่งที่นำเสนอจุดแข็งของผู้สมัคร หากเราถูกประเมินว่าไม่ผ่านช่วงทดลองงานเนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะดูเป็นการชี้ข้อด้อยของเรามากกว่า
- แต่ สามารถใส่ใด้ หากเรามองว่าในช่วงทดลองงาน เราได้เรียนรู้หรือพัฒนาทักษะบางอย่างที่มีคุณค่า สามารถต่อยอดได้ หรือสาเหตุที่ทำให้ไม่ผ่านโปรฯ เป็นเหตุสุดวิสัยเหนือการควบคุม เช่น บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน ต้องการลดจำนวนคนกะทันหัน
- ลาออกในช่วงทดลองงาน / ทำงานได้ไม่กี่เดือนก็ลาออก
- สามารถใส่ได้ เช่นเดียวกับกรณีก่อนหน้า ถ้าเรามองว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานนั้นหรือมีผลงานที่น่าสนใจ รวมถึงมีเหตุผลในการลาออกที่หนักแน่นพอ พร้อมอธิบายให้ HR ฟังหากถูกถามตอนสัมภาษณ์
- เปลี่ยนงานบ่อย
- สามารถใส่ได้ แต่เขียนนำเสนอออกมาให้เหมาะสมและดูเป็นเชิงบวก
- เน้นที่ความสำเร็จมากกว่าระยะเวลา หากทำงานเพียงไม่กี่เดือน สามารถละเดือนแล้วใส่แค่ปีที่ทำงานอย่างเดียวได้ พยายามดึงจุดโฟกัสไปที่ผลงานแทน
- จับกลุ่มงานที่คล้ายคลึงกันแล้วลิสต์ความสำเร็จรวมกัน เช่น ทำงาน 2 ปี เปลี่ยนบริษัทมา 3 แห่ง แต่ทุกบริษัททำตำแหน่งพนักงานการตลาดเหมือนกัน ก็อาจระบุเป็น “Marketing Officer (2023-2025) | บริษัท A, บริษัท B, บริษัท C” แล้วเขียนอธิบายผลงานเรียงลงมา
- หากเป็นงานระยะสั้นมาก ๆ และไม่ได้มีผลงานโดดเด่น ตัดออกได้ เรซูเม่ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลทั้งหมดของเรา เลือกใส่เฉพาะงานที่เสริมความโดดเด่นให้เราก็พอ
- เขียน Professional Summary/Career Objective ที่ดึงดูด แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจหนักแน่น แม้จะเปลี่ยนงานบ่อยแต่มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน
- หากไม่มั่นใจ แนบ Cover Letter เพื่ออธิบายเพิ่มเติมได้ ในกรณีที่เปลี่ยนงานบ่อยครั้งจริง ๆ และต้องการชี้แจงถึงเหตุผลในการย้ายงานเพื่อแสดงความจริงใจ
ข้อแนะนำ
- เตรียมคำอธิบายที่ฟังดูเป็นเชิงบวกไว้ล่วงหน้าด้วย เผื่อ HR หรือผู้สัมภาษณ์ถามถึงเหตุผลที่ทำงานไม่นานก็ลาออกหรือเปลี่ยนงานบ่อย
หากช่วงว่างงานไม่ได้นานมากก็ไม่จำเป็นต้องระบุ แต่ถ้ามี Resume Gap ที่ค่อนข้างนาน แนะนำให้อธิบายด้วยเหตุผลเชิงบวก
- ชี้แจงสาเหตุที่มีช่วงว่างงาน เช่น ทำธุรกิจส่วนตัว ลาออกมาดูแลครอบครัว ออกเดินทางเพื่อหาแรงบันดาลใจ
- เล่ารายละเอียดใน Cover Letter หากมีจดหมายสมัครงานแนบไปด้วย ก็อาจขยายความสาเหตุที่มีช่วงว่างงานในนี้
- ระบุสิ่งที่เราได้เรียนรู้หรือพัฒนาในช่วงว่างงาน เช่น ลงเรียนคอร์สฝึกทักษะ ทำโปรเจกต์ส่วนตัว รับงานฟรีแลนซ์
ข้อแนะนำ
- อาจถูก HR หรือผู้สัมภาษณ์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่วงว่างงานในเรซูเม่ ควรเตรียมคำตอบไปเผื่อด้วย

ขึ้นอยู่กับว่าอาชีพเสริมคืองานอะไร เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่เราสมัครมากน้อยแค่ไหน ช่วยสร้างความโดดเด่นเพิ่มให้เราหรือเปล่า
- ควรใส่ หากอาชีพเสริมเป็นงานที่:
- แสดงให้เห็นทักษะที่เป็นประโยชน์กับงานที่สมัครโดยตรง เช่น สมัครงาน Digital Marketing และงานเสริมคืองานเขียนบทความ SEO
- แสดงให้เห็นทักษะที่สามารถนำมาปรับใช้หรือต่อยอดกับงานที่สมัครได้ เช่น งานสอนพิเศษหรือติวเตอร์ (แสดงให้เห็นทักษะในการสื่อสาร) ธุรกิจส่วนตัว (แสดงให้เห็นทักษะในการบริหารจัดการ)
- แสดงให้เห็นคอนเน็กชันที่น่าสนใจ เช่น สมัครงานกับ Media Agency และงานเสริมคือรับฟรีแลนซ์เป็น Content Creator ให้กับแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก
- ไม่จำเป็นต้องใส่ หากอาชีพเสริมเป็นงานที่:
- ไม่เกี่ยวข้องและไม่ได้แสดงให้เห็นทักษะที่เป็นประโยชน์กับงานที่สมัคร เช่น สมัครงานออกแบบกราฟิก แต่งานเสริมคือปล่อยเช่าพื้นที่ ขายประกัน ไรเดอร์ส่งของ
- มีระยะการทำงานสั้นมาก และไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่น เช่น รับจ้างไลฟ์ขายของเพียง 2-3 ครั้ง และไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้าน
- เป็นประเด็นถกเถียงเรื่องความเหมาะสมทางสังคมหรือขัดกับวัฒนธรรมองค์กรที่สมัคร
ข้อแนะนำ
- ระวังเรื่องการละเมิดข้อตกลงรักษาความลับ หากอาชีพเสริมของเรามีการเซ็นสัญญา NDA (Non-Disclosure Agreement) ห้ามเปิดเผยข้อมูลทางธุรกิจก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะนำมาใส่ในเรซูเม่ ลองเช็กเนื้อหาในสัญญาดูให้ดีว่าสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนไหนได้หรือไม่ได้บ้าง
- หากกังวลนโยบายบริษัทก็สามารถเลี่ยงไม่ใส่อาชีพเสริมได้ บางบริษัทอาจเข้มงวดเรื่องการทำงานที่ซ้อนทับกัน กลัวพนักงานจะเอางานนอกมาทำในเวลางานของบริษัท ในกรณีนี้ก็อาจละอาชีพเสริมไป แนะนำให้พิจารณาดูอีกทีว่าบริษัทที่เราสมัครงานด้วยมีสไตล์การทำงานที่ยืดหยุ่นหรือเคร่งครัด
ควรใช้ฟอนต์มาตรฐานที่เป็นทางการและสุภาพ เน้นความสบายตา อ่านง่าย
- ฟอนต์ภาษาไทย: TH Sarabun, Cordia New, Angsana New
- ฟอนต์ภาษาอังกฤษ: Calibri, Arial, Helveltica, Verdana, Roboto, Times New Roman
ถ้าไม่มีการระบุสกุลไฟล์ที่ต้องการในประกาศงาน ควรทำเป็นไฟล์ PDF (Portable Document Format) เพื่อรักษารูปแบบการจัดวางตัวอักษรและรูปภาพในเรซูเม่ไม่ให้เคลื่อนหรือผิดเพี้ยนไปจากเดิม สามารถเปิดดูได้ในทุก ๆ อุปกรณ์ และป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขข้อมูลในเรซูเม่ของเราด้วย นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการทำเรซูเม่เป็นไฟล์ภาพ เช่น .JPG เพราะบางบริษัทใช้ระบบ ATS (Applicant Tracking System) ในการคัดกรองเรซูเม่ ซึ่งอาจจะไม่สามารถสแกนคีย์เวิร์ดได้
ไม่ควรรวมเป็นไฟล์เดียวกัน แนะนำให้แยกไฟล์หรือฝากไฟล์ Portfolio ไว้ที่เว็บฝากไฟล์ เช่น Google Drive แล้วใส่ลิงก์ URL ในเรซูเม่ให้กดไปที่ลิงก์นั้นแทน เพื่อให้เรซูเม่กระชับ (1-2 หน้า) และมีขนาดไฟล์ที่เล็ก เนื่องจากบางบริษัทอาจมีข้อจำกัดเรื่องขนาดของไฟล์ที่สามารถรับหรือเปิดได้ รวมถึงเป็นการป้องกันปัญหาเชิงเทคนิคที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการคัดกรองเรซูเม่ในกรณีที่บริษัทนั้นใช้ระบบ ATS ด้วย เช่น ระบบไม่สามารถประมวลผลภาพกราฟิกขนาดใหญ่ได้
สามารถใช้ได้ ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร การใช้ AI ช่วยเขียนเรซูเม่มีข้อดีตรงรวดเร็ว ประหยัดเวลา ได้คำศัพท์ที่หลากหลาย สามารถช่วยเช็กไวยากรณ์และปรับระดับทางภาษาให้เราได้
ข้อควรระวัง
- ต้องตรวจทานความถูกต้องของข้อมูลทุกครั้ง ดูว่าสิ่งที่ AI เขียนมาตรงกับข้อมูลและประสบการณ์ของเราหรือไม่ โอเวอร์เคลมเกินความเป็นจริงไปหรือเปล่า
- ไม่ควรคัดลอกมา 100% โดยไม่ปรับแต่ง เพราะอาจติดสำนวน AI มาด้วย ควรนำโครงร่างที่ได้จาก AI มาปรับให้เป็นภาษาของตัวเอง จะได้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ไม่ควรใช้เรซูเม่เดียวหว่านสมัครงานกับทุกบริษัท อาจทำให้โดนปัดตก ลดโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์ได้ เพราะข้อมูลในเรซูเม่ไม่มีคุณสมบัติตรงกับที่องค์กรมองหา เนื่องจากเราเขียนข้อมูลแบบกว้าง ๆ
สาเหตุที่ควรปรับแต่งเรซูเม่:
- แต่ละบริษัทมีความต้องการแตกต่างกัน แม้จะเป็นตำแหน่งเดียวกัน แต่ภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ รวมถึงคุณสมบัติที่บริษัทมองหาในตัวผู้สมัครย่อมไม่เหมือนกัน บางที่ต้องการคนมีประสบการณ์ 2-3 ปีขึ้นไป บางที่ต้องการคนที่มีทักษะเจาะจงในด้านในด้านหนึ่งโดยเฉพาะ
- HR ใช้เวลาอ่านเรซูเม่ของผู้สมัครแต่ละคนไม่นาน หากเรซูเม่ของเราไม่มีคีย์เวิร์ดที่สอดคล้องกับประกาศงาน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ HR จะดูผ่านตาไว ๆ รอบหนึ่งแล้วคัดเรซูเม่ของเราออก
- บางบริษัทใช้ระบบ ATS ในการคัดกรองเรซูเม่ ซึ่งจะสแกนเนื้อหาและจับคีย์เวิร์ดในเรซูเม่ที่ตรงกับที่ระบุไว้ใน Job Description หากไม่ปรับแต่งเลยก็มีโอกาสสูงที่เรซูเม่ของเราจะถูกปัดตก
- ช่วยแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและใส่ใจ บ่งบอกว่าเราทำการบ้านเกี่ยวกับความต้องการของบริษัทและตำแหน่งงานนั้น ๆ มาเป็นอย่างดี
ข้อแนะนำ
- ไม่จำเป็นต้องปรับข้อมูลในเรซูเม่ทั้งหมด ส่วนที่เป็นข้อมูลพื้นฐาน ประวัติการศึกษา สามารถคงไว้ได้
- จับคีย์เวิร์ดใน Job Description อ่านประกาศงานให้ละเอียด ทั้งส่วนของคุณสมบัติและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แล้ววิเคราะห์หาคีย์เวิร์ดที่สำคัญ
- ปรับแต่ง Professional Summary/Career Objective ให้ตรงประเด็น เน้นประสบการณ์และเป้าหมายที่ตรงตามความต้องการของตำแหน่งที่เราสมัคร
- คัดเลือกประสบการณ์และผลงานที่เกี่ยวข้อง ตัดส่วนที่ไม่สอดคล้องกับตำแหน่งที่เราสมัครออก เลือกนำเสนอแต่โปรเจกต์ กิจกรรม ความสำเร็จที่น่าสนใจ แสดงให้เห็นทักษะที่เหมาะกับงานนั้น ๆ
การเขียนเรซูเม่ไม่มีกฎตายตัวว่าต้องเป็นแบบไหนถึงจะดีที่สุด เพราะสิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้องค์กรเห็นถึงตัวตน จุดเด่น ทักษะ และศักยภาพของเรา ซึ่งแต่ละองค์กรก็มีข้อกำหนดและความต้องการที่แตกต่างกันไป เราจึงต้องทำความเข้าใจแต่ละองค์กรที่เราสมัครงานให้ดี รวมถึงพิจารณาตำแหน่งงานที่เราสมัครโดยอ่านประกาศงานให้ละเอียด จากนั้นนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับแต่งเรซูเม่ให้โดดเด่นและสอดคล้องเพื่อดึงดูดความสนใจจาก HR
ที่มา:
mployee.me, resufit.com, jobinberlin.com, wearesimplytalented.com, resumebuilder.com, zety.com, enhancv.com, novoresume.com, resumeworded.com, resumegenius.com, resumeworded.com, resumegiants.com, blog.theinterviewguys.com, champ-lawfirm.com, themuse.com, indeed.com