ทำไมคนที่มีงานอยู่แล้วถึงเริ่มมองหาแผนสำรองเผื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด รู้จักกับเทรนด์ Career Cushioning ว่าคืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไร ถ้าคิดจะหางานทั้งที่มีงานอยู่แล้ว ควรจะต้องทำยังไงบ้าง แล้วถ้าเป็นฝั่งองค์กร ควรทำยังไงถ้าไม่อยากให้คนเก่งต้องจากเราไป วันนี้ JobThai รวมคำตอบทั้งหมดมาให้แล้ว
คำว่า Cushioning เป็นคำศัพท์ที่เกิดขึ้นจากโลกของการ Dating ในปัจจุบัน ที่ถึงแม้เราจะมีคนที่เป็นตัวหลักของเราอยู่แล้ว แต่ก็ยังคุย ๆ กับคนอื่นไว้ด้วย เผื่อว่าวันนึงโดนเทขึ้นมาก็จะมีตัวเลือกที่เราเก็บไว้อยู่ ทำให้เราไม่อยู่คนเดียว
เมื่อเติมคำว่า Career เข้าไป คำว่า Career Cushioning จึงหมายถึง การที่พนักงานพยายามวางแผนชีวิตตัวเอง เพื่อเป็นการเตรียมแผนสำรองในกรณีที่วันนึงต้องเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด อย่างการปรับไซส์องค์กรหรือการโดน Layoff หรือแม้กระทั่งการทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัยกับงานที่ทำอยู่ เช่น หา Connection ใหม่ ๆ การพัฒนาทักษะตัวเอง หรือมองหางานที่อื่น ๆ เอาไว้แม้ตอนนี้จะทำงานหลักที่เดิมตามปกติ ไม่ได้มีปัญหาในการทำงานจนอยากหางานใหม่แบบจริงจัง
พนักงานมองหาความมั่นคงในอาชีพ
ตอนนี้เราอยู่ในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา มีการเลิกจ้างเกิดขึ้นในหลาย ๆ บริษัทและหลายธุรกิจ ทำให้หลายคนเลือกใช้วิธี Career Cushioning เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมั่นคง ถึงแม้ว่าบางคนจะไม่ได้ต้องการเปลี่ยนงานเลยก็ตาม แต่ถ้าองค์กรมีประกาศเมื่อไหร่ก็พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้อาจรวมถึงการสร้างความรู้สึกปลอดภัยทางอาชีพให้กับงานของตัวเอง โดยทำให้ตัวเองยังคงเป็นคนที่ “น่าจ้าง” อยู่ ด้วยการรักษา Performance ให้ดี เรียนรู้และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ มี Skills ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์โลกการทำงาน
มองหาโอกาสที่ดีกว่าเดิม
เราทุกคนต่างมีเป้าหมาย บางคนอยากเติบโต อยากมีเงินเดือนและตำแหน่งที่สูงขึ้น และกลายเป็นเหตุผลที่ผลักดันให้คนเราเลือกที่จะทำ Career Cushioning เพื่อสำรวจดูตลาดแรงงานว่าตัวเองมีโอกาสการเติบโตทางอาชีพยังไงบ้างในบริษัทอื่น ๆ
อยากได้งานที่ตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน
งานที่ทำอยู่อาจไม่ใช่งานที่เลวร้ายเลย แต่ไม่แน่ว่าเขากำลังเหนื่อยกับการเดินทางและอยากหาที่ทำงานใกล้บ้าน หรืออยากทำงานแบบ Hybrid Working หรือต้องการงานที่ตอบโจทย์เรื่อง Work-life Balance มากกว่าเดิม จึงมองหาโอกาสที่จะตอบโจทย์รูปแบบชีวิตการทำงานที่ต้องการที่เปลี่ยนไป
ไม่พอใจกับงานที่ทำในตอนนี้
บางคนเลือกทำ Career Cushioning เพราะมีแพลนเตรียมจะลาออกจากงาน อาจจะด้วยความไม่พอใจบางอย่างกับงานที่ทำอยู่ เช่น เงินเดือนไม่คุ้มเหนื่อย หรือ เจอคน Toxic ในที่ทำงาน ซึ่งก็เป็นการเตรียมตัวลาออกแบบเงียบ ๆ แต่ก็ยังมีรายได้เพราะยังคงทำงานที่เดิมไปด้วย

ทบทวนเส้นทางอาชีพที่อยากไป
ก่อนอื่นลองถามตัวเองว่าเราอยากเดินไปทางไหนในสายอาชีพ ใช่เส้นทางเดิมไหม แล้วเส้นทางแบบไหนที่เราต้องการ อะไรที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้ แล้วเริ่มศึกษาดูว่างานใหม่แบบไหน ในบริษัทแบบไหนที่จะพาเราไปถึงจุดนั้น
สำรวจโอกาสและตลาดแรงงานอยู่เรื่อย ๆ
เราควรต้องรู้สถานการณ์ตลาดแรงงาน เศรษฐกิจ และสภาวะของผู้เล่นในธุรกิจและสายงานเดียวกับเรา คอย Monitor ตำแหน่งงานที่เปิดรับในปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอว่าเดี๋ยวนี้ตำแหน่งงานที่สนใจมี Job Description และ Requirement เปลี่ยนไปไหม ต้องมีทักษะใหม่ ๆ อะไรบ้างไหม เพื่อที่เราจะได้ทำตัวเองให้เป็นแคนดิเดตที่พร้อมสำหรับตลาดแรงงานยุคใหม่
อัปสกิลให้ทันโลก
ตลาดแรงงานมองหาคนที่มีทักษะใหม่ ๆ ที่ตรงกับเทรนด์โลกและมีความรู้ที่อัปเดตทันสมัย เราจึงควรเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อาจผ่านคอร์สเรียน การอบรมต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองยังคงเป็นแคนดิเดตที่โดดเด่นอยู่แม้จะไม่ได้เปลี่ยนงานมาสักพักแล้ว นอกจากนั้นการที่เราอัปสกิลอยู่เสมอก็อาจทำให้เราไม่กลายเป็นผู้ถูกเลือกให้ออกจากงานในวันที่บริษัทต้อง Layoff คนด้วย
หาอะไรทำไปด้วยนอกเวลางาน
ถ้านอกจากเวลาทำงานแล้ว เราพอจะมีเวลาเหลือและมีพลังเหลือ เราอาจเริ่มลงมือทำบางอย่างควบคู่ไปด้วย เช่น หาโปรเจกต์เสริมส่วนตัว หรือเริ่มรับงานฟรีแลนซ์ ซึ่งจะทำให้เราได้ฝึกฝีมือไปกับการทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคยหรือทำไม่บ่อยในงานประจำ อาจช่วยให้ได้มีรายได้เพิ่มขึ้น มีประสบการณ์เพิ่มขึ้น และสามารถช่วยเพิ่ม Connection ให้เรารู้จักคนใหม่ ๆ ที่เข้ามาติดต่องานกับเราอีกด้วย
สร้าง Connection เชื่อมเส้นทางอาชีพ
การมี Connection ในสายงานที่สนใจจะเป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะเมื่อวันที่เกิดเหตุไม่คาดคิด เราสามารถสร้าง Connection ได้จากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การ Workshop หรือการไปอบรมในงานที่ตรงกับสายอาชีพ อีกทั้งเรายังควรรักษาความสัมพันธ์คนที่รู้จักกันแล้วอย่างคนจากที่ทำงานเก่า หรือคนที่เคยร่วมงานด้วยเอาไว้ไม่ให้หายจากกัน เพื่อที่วันนึงเราอาจติดต่อเพื่อถามถึงตำแหน่งงานเปิดรับในบริษัทของเขา หรือเขาอาจจะนึกถึงเราเมื่อเจอโอกาสดี ๆ ก็ได้
เตรียมเงินฉุกเฉินไว้ก่อน
เราไม่มีทางรู้ว่าวิกฤติจะมาถึงเราไหมและมาถึงเมื่อไหร่ ดังนั้นถ้าวันนึงเผื่อต้องออกจากงานกะทันหัน มันก็จะปลอดภัยกว่ามากถ้าเรามีเงินที่เก็บเอาไว้เผื่อฉุกเฉินสำหรับใช้ชีวิตในช่วงที่กำลังว่างงานและยังยังไม่มีรายได้
อัปเดตประวัติ JobThai
ถึงบางคนจะมีประวัติ JobThai อยู่แล้ว แต่การเข้าไปกดอัปเดตประวัติของตัวเองใน JobThai จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้ JobThai ฝั่งองค์กรมองเห็นประวัติของคุณได้เร็วขึ้น เพราะถือว่าเป็นบัญชีที่ข้อมูลอัปเดตใหม่ เปิดสิทธิ์ให้ HR มองเห็นโปรไฟล์ เพิ่มโอกาสให้ได้รับการติดต่อแม้ว่าเราจะไม่ได้ส่งใบสมัครไปก็ตาม

สามารถเข้าไปที่ JobThai แล้วเลือก ประวัติของฉัน -> แก้ไขประวัติ -> กด อัปเดต
เชื่อว่าองค์กรก็ต้องมีหนาวบ้างเหมือนกันเมื่อรู้ว่าเริ่มมีเทรนด์เกิดขึ้นกับคนทำงาน ซึ่งถ้าในองค์กรเรามีพนักงานที่เก่ง ๆ และไม่อยากที่จะเสียเขาไป ถึงเราจะห้ามความคิดพนักงานไม่ให้ทำ Career Cushioning ไม่ได้ แต่เราก็พอมีวิธีลดแนวโน้มการลาออกอยู่บ้าง เช่น คอยสำรวจความเป็นอยู่ของพนักงานสม่ำเสมอ ปรับปรุงและพัฒนาให้องค์กรน่าอยู่ สร้างระบบ Recognition ให้พนักงานรับรู้ว่าองค์กรให้ความสำคัญกับตัวเอง รวมถึงชี้โอกาสเติบโตภายในและพัฒนาพนักงานให้เก่งขึ้น ซึ่งถ้าสนใจอ่านต่อก็สามารถไปดูบทความเต็ม ๆ เกี่ยวกับการรับมือเทรนด์ Career Cushioning ฉบับ HR และ Employer ได้ที่บทความด้านล่าง
Career Cushioning คือการที่พนักงานพยายามอัปสกิล ทำความรู้จักคนใหม่ ๆ หรือมองหางานเพื่อเป็นตัวเลือกสำรองเอาไว้ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน อยากเติบโต หรือกระทั่งความไม่พอใจในงานที่ทำอยู่ โดยคนที่อยากทำ Career Cushioning จำเป็นต้องสำรวจตลาดงานอยู่เรื่อย ๆ และพัฒนาตัวเองให้เก่งและโดดเด่นอยู่เสมอ ๆ ในทางกลับกัน ถ้าพูดในมุมขององค์กรที่ไม่อยากเสียคนเก่งไปจาก Career Cushioning ก็ขอแนะนำให้สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ทำให้คนทำงานแฮปปี้ อยากจะอยู่ไปยาว ๆ และสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนาทักษะของพนักงาน
ที่มา:
employmenthero.com
lpcentre.com
primalogik.com
workpointtoday.com