AI Agent กับ Agentic AI ต่างกันยังไง ทำไมคนทำงานต้องรู้

14/08/26   |   637   |  

 

 

JobThai Mobile Application สมัครงานง่าย ได้งานเร็ว

iOS

Android

Huawei AppGallery

 

ในปัจจุบัน AI สำหรับการทำงานกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด มี AI ตัวใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า AI Agent และ Agentic AI กันมาบ้าง และอาจเกิดความสับสนว่าเครื่องมือทั้งสองตัวนี้เป็นตัวเดียวกันไหม หรือมีความแตกต่างกันยังไง วันนี้ JobThai มีคำตอบ

 

AI Agent คืออะไร

AI Agent คือเครื่องมือที่มีระดับความสามารถในการทำงานหรือดำเนินการบางอย่างแทนมนุษย์ โดยอาจเชื่อมต่อกับเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น อีเมล ปฏิทิน ระบบฐานข้อมูล หรือซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น ๆ เพื่อทำงานได้ครบตามกระบวนการ ตัวอย่างเช่น การที่ AI Agent สำหรับฝ่ายขายสามารถค้นหาข้อมูลลูกค้า สรุปประวัติการซื้อ จัดทำข้อเสนอ ส่งอีเมลติดต่อลูกค้า และบันทึกผลลงใน CRM ได้โดยอัตโนมัติ หรือ สำหรับฝ่ายบุคคล AI Agent จะสามารถคัดกรองเรซูเม่ นัดสัมภาษณ์ และส่งอีเมลตอบกลับผู้สมัครโดยแทบไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ทำเองทั้งหมด

 

ตัวอย่างการใช้งาน AI Agent ในปัจจุบัน

 AI Agent   หน้าที่การทำงาน   กลุ่มผู้ใช้งาน 
 Microsoft Copilot Studio Agents   ผู้ช่วยงานเอกสาร ประสานงาน หรือทำงานอื่น ๆ ตามกระบวนการที่มนุษย์ได้กำหนดขั้นตอนไว้ให้แบบอัติโนมัติ (Automation)   พนักงานออฟฟิศ, HR, ฝ่ายบัญชี, ผู้จัดการ, หน่วยงานราชการ 
 OpenAI ChatGPT Agent   ค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล หรือเขียนเอกสาร  นักวิเคราะห์, นักการตลาด, โปรแกรมเมอร์, นักวิจัย, เจ้าของธุรกิจ
 Anthropic Claude 3 Agents  วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก  ฝ่ายกฎหมาย, ที่ปรึกษา, นักวิเคราะห์ธุรกิจ, ผู้บริหาร
 Salesforce Einstein Copilot  ช่วยงานขาย ดูแลลูกค้า และวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า  ฝ่ายขาย, Customer Service, ฝ่ายการตลาด
 Amazon Q (AWS Agent)   วิเคราะห์ข้อมูลและช่วยจัดการระบบ Cloud  วิศวกรระบบ, DevOps, Data Engineer, โปรแกรมเมอร์
 xAI Grok Agent  ค้นหาข่าวและข้อมูลล่าสุดจากอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย  นักข่าว, คอนเทนต์ครีเอเตอร์, นักการตลาด, นักลงทุน

 

สรุปแล้ว AI Agent คือ ผู้ช่วยที่เก่งกว่าแชตบอต AI ทั่วไป สามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้มากขึ้นตามที่มนุษย์กำหนดบทบาทหน้าที่ให้ อย่างไรก็ตาม AI Agent แต่ละตัวอาจมีระดับความสามารถแตกต่างกันไป บางตัวทำตามลำดับขั้นตอนเพียงอย่างเดียว ขณะที่บางตัวสามารถคิดและปรับเปลี่ยนการทำงานได้ตามสถานการณ์ เมื่อมีการพัฒนา AI Agent มากขึ้นจึงนำไปสู่แนวคิดของ Agentic AI

 

รวม 21 เครื่องมือ AI ที่ช่วยให้ชาวออฟฟิศทำงานง่ายและไวกว่าเดิม

 

Agentic AI คืออะไร

Agentic AI เป็นคุณลักษณะหรือระดับความสามารถของ AI ที่สามารถคิดและตัดสินใจในการทำงานได้ด้วยตัวเองภายใต้ขอบเขตที่มนุษย์กำหนดให้ คำว่า Agentic มีที่มาจากคำว่า Agency ซึ่งหมายถึงตัวแทนหรือการปฏิบัติงานแทน ดังนั้น Agentic AI จึงหมายถึง AI ที่ไม่ได้รอรับคำสั่งทีละขั้น แต่สามารถตีความเป้าหมาย วางแผน แบ่งงาน เลือกเครื่องมือ ประเมินผลลัพธ์ และปรับแผนระหว่างทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้รับ เช่น หากคุณบอก AI Agent ให้ช่วยเพิ่มยอดขายลูกค้าองค์กรในไตรมาสหน้า คุณต้องใช้AI Agent หลายตัวในการทำงานใหญ่หนึ่งเรื่อง ต้องให้ AI Agent หนึ่งตัวช่วยวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่มีศักยภาพในการซื้อ ให้อีกตัวช่วยเขียนอีเมลติดต่อเพื่อปิดดีลกับลูกค้า และให้ AI Agent อีกตัวช่วยออกแบบแคมเปญในการขาย เพราะ AI Agent ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำงานได้ทั้งระบบ ในขณะที่ Agentic AI จะสามารถทำหน้าที่ได้ตั้งแต่การวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้า แบ่งกลุ่มลูกค้า ค้นหาโอกาสในการขาย สร้างแคมเปญ ประสานงานกับฝ่ายขาย ติดตามผล และปรับกลยุทธ์หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะฉะนั้น Agentic AI คือ AI ที่ไม่ได้รอรับคำสั่งทีละขั้น แต่สามารถคิด วางแผน และลงมือทำได้ด้วยตัวเอง ภายใต้กรอบเป้าหมายที่มนุษย์กำหนดไว้

 

เปรียบเทียบความแตกต่างของ AI Agent กับ Agentic AI

หากเปรียบ AI Agent และ Agentic AIเป็นเหมือนพนักงาน AI Agent คือคนทำงานทั่วไปที่รับหน้าที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ส่วน Agentic AI คือพนักงานที่มีศักยภาพสูงไปอีกขั้น สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานตามสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็สามารถปรับตัวเมื่อพบอุปสรรค ประเมินผลการทำงานของตนเอง และตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมกว่า ด้วยความสามารถของ Agentic AI นี้เองทำให้หลายฝ่ายมองว่า AI กำลังก้าวจากการเป็นเครื่องมือไปสู่การเป็นDigital Coworker หรือเพื่อนร่วมงานดิจิทัลที่สามารถรับผิดชอบงานบางส่วนได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องให้มนุษย์คอยบอกทุกขั้นตอน

 

ตารางเทียบความแตกต่าง AI Agent กับ Agentic AI

 ปัจจัย   AI Agent   Agentic AI 
 ระดับอำนาจการตัดสินใจในการปฏิบัติงาน  ทำตามคำสั่งที่กำหนดไว้เท่านั้น สามารถวิเคราะห์หรือให้คำแนะนำในการทำงานได้แต่การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับมนุษย์  มีอิสระในการทำงานสูง สามารถประเมินสิ่งที่ควรทำ วางแผน เลือกเครื่องมือและปรับเปลี่ยนการตัดสินใจได้เองระหว่างทาง เมื่อมีข้อมูลใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา
 การเรียนรู้และปรับตัว  ดำเนินการตามโมเดลที่ผ่านการฝึกไว้แล้ว มีข้อจำกัดในการรับมือกับสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน   เรียนรู้จากผลลัพธ์และสภาพแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง สามารถปรับกลยุทธ์และวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ด้วยตัวเอง
 ความซับซ้อนของงาน  เหมาะกับการทำงานที่มีขั้นตอนชัดเจนและมีขอบเขตแน่นอน  สามารถจัดการงานที่มีหลายขั้นตอนและมีความความซับซ้อน สามารถประสานข้อมูลจากหลายแหล่งงานและจัดลำดับความสำคัญของงานเองได้

 

คนทำงานต้องเตรียมตัวยังไงในยุค AI Workforce

คนทำงานทุกสายอาชีพควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับยุค AI Workforce หรือยุคสมัยที่โลกการทำงานจะถูกขับเคลื่อนด้วย AI ในอนาคต AI จะมีความสามารถมากขึ้นแบบก้าวกระโดด และบริษัทต่าง ๆ จะหันมาใช้เครื่องมือซึ่งสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การรับโจทย์ วิเคราะห์ข้อมูล วางแผน ประสานงาน ไปจนถึงติดตามผล ทำให้บทบาทของมนุษย์จะเปลี่ยนจากผู้ลงมือทำทุกขั้นตอนไปเป็นผู้ออกแบบ กำกับ และตรวจสอบการทำงานของ AI คนที่สามารถกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ตั้งคำถามที่ดี ตรวจสอบผลลัพธ์ และตัดสินใจในประเด็นที่ซับซ้อน จะโดดเด่นในสายตาเพื่อนร่วมงานและองค์กร

 

สิ่งสำคัญที่คนทำงานควรเตรียมตัวคือการสร้าง AI Literacy หรือความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการใช้งาน AI ทั้งนี้ AI Literacy ไม่ได้หมายถึงใช้มันเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเข้าใจว่า AI มีจุดแข็งและข้อจำกัดอะไร ใช้กับงานประเภทใดได้ดี และงานประเภทไหนยังต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์ รวมถึงการรู้จักตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ AI สร้างขึ้น เพราะแม้ AI จะมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลและสร้างคำตอบได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังสามารถให้ข้อมูลที่ผิดพลาด ไม่อัปเดต หรือขาดความเข้าใจบริบทหรือสถานการณ์จริงได้

 

ในยุคของ AI Workforce คนทำงานต้องคุมการทำงานของ Agentic AI ทั้งระบบ หรืออาจมอบหมายให้ AI Agent หลายตัวรับผิดชอบงานแต่ละส่วน เช่น AI ตัวหนึ่งดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล อีกตัววิเคราะห์แนวโน้ม อีกตัวสร้างรายงาน และอีกตัวจัดทำสไลด์นำเสนอ เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจธรรมชาติของ AI ได้ดีจะสามารถใช้เทคโนโลยีนี้เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเองและองค์กรได้

 

สำหรับองค์กร การนำ AI Agent และ Agentic AI มาใช้ไม่ใช่เพียงการลดต้นทุน แต่เป็นการออกแบบวิธีการทำงานใหม่ทั้งหมด งานที่เป็นขั้นตอนซ้ำ ๆ มีแนวโน้มถูกส่งต่อให้ AI รับผิดชอบ ในขณะที่งานที่มีความซับซ้อนหลายองค์กรก็เริ่มสร้างทีมที่มีทั้งพนักงานและ AI ทำงานร่วมกัน โดยให้ AI รับผิดชอบงานที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หรือทำงานซ้ำ ๆ ส่วนมนุษย์ก็ต้องเปลี่ยนไปทำหน้าที่ที่สำคัญอย่างการวางกลยุทธ์ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า การเจรจาต่อรอง และการตัดสินใจเชิงธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การใช้ Agentic AI อย่างมีประสิทธิภาพยังต้องอาศัยการกำกับดูแลที่เหมาะสม ทั้งด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว คุณภาพของข้อมูล และจริยธรรม เพราะแม้ AI จะสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องมีมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบผลลัพธ์สุดท้าย โดยเฉพาะในงานที่มีผลกระทบต่อผู้คนหรือองค์กร

 

สรุป

AI Agent และ Agentic AI เป็นคำที่เกี่ยวข้องกัน แต่มีความหมายต่างกันอย่างชัดเจน โดย AI Agent เครื่องมือ AI ที่มีความสามารถช่วยทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้ ส่วน Agentic AI คือ AI ที่มีความสามารถสูงขึ้นไปอีกขั้น สามารถในการคิด วางแผน ตัดสินใจ และดำเนินงานหลายขั้นตอนด้วยตนเองได้ จนทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งกระบวนการ ในอนาคตอันใกล้นี้ AI จึงไม่ได้เป็นแค่เครื่องมืออีกต่อไป แต่จะเป็นเสมือน “เพื่อนร่วมงาน” ที่ช่วยกันทำงานตามเป้าหมายของบริษัท คนทำงานจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงบทบาทของตัวเองไปสู่ผู้ควบคุมและตรวจสอบการทำงานของ AI เพื่อขับเคลื่อนองค์กรธุรกิจ

 

หางานใหม่ที่ใช่ ได้เป็นตัวของคุณเอง ที่ JobThai สมัครสมาชิกและฝากประวัติที่นี่เลย

 

ที่มา:

keyfactor.com, sciencedirect.com, dust.tt, thomsonreuters.com, gloat.com, plane.so, evidentlyai.com, macorva.com, freshworks.com, aws.amazon.com

tags : jobthai, งาน, หางาน, สมัครงาน, การทำงาน, เทรนด์คนทำงาน, เทรนด์การทำงาน, ai, artificial intelligence, ปัญญาประดิษฐ์, ทักษะ ai, career & tips, เคล็ดลับการทำงาน, เทคโนโลยี, ai ในโลกการทำงาน, คนทำงาน, ทักษะการทำงาน



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม