ไขข้อข้องใจเรซูเม่ที่ดีควรมีข้อมูลอะไรบ้าง

ไขข้อข้องใจเรซูเม่ที่ดีควรมีข้อมูลอะไรบ้าง
12/07/19   |   11k   |  

 

  • ชื่อนามสกุลและข้อมูลการติดต่อเป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่มีข้อมูลส่วนนี้ บริษัทก็จะไม่สามารถติดต่อเราได้
  • รายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษาควรจะบอกชื่อสถาบันการศึกษา สาขาวิชาที่เรียน และรางวัลที่ได้รับระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ให้ครบถ้วนและชัดเจน
  • ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานควรเน้นไปที่เรื่องของบทบาทหน้าที่ที่เราได้รับ และทักษะที่ได้จากการทำงานนั้น ๆ สามารถนำมาขึ้นก่อนข้อมูลการศึกษาได้ ถ้าเราคิดว่าผลการศึกษาของตัวเองไม่ค่อยดีนัก
  • ทักษะจะแสดงให้องค์กรเห็นว่าเรามีความสามารถอะไรบ้าง แล้วทักษะที่เรามีตรงกับความต้องการของบริษัทแค่ไหน การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ตรงกับประกาศรับสมัครงานก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้เรซูเม่ของเราสะดุดตาองค์กรมากขึ้น
  • การใส่งานอดิเรก และความสามารถพิเศษอาจจะทำให้องค์กรประทับใจในตัวเรามากขึ้น ถ้าสิ่งเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อการทำงาน หรือสามารถเชื่อมโยงกับตำแหน่งงานที่สมัครได้

 

 

พูดถึงเรซูเม่ทีไรหลายคนต้องหนักใจทุกที เพราะไม่รู้ว่าต้องใส่อะไรลงไปบ้างและต้องเขียนด้วยรูปแบบไหนถึงจะมัดใจคนอ่านได้ แต่จริง ๆ แล้ว เรซูเม่ที่ดีไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาไปสมัครงานประเภทไหน และหลาย ๆ ครั้งก็ขึ้นอยู่กับตัวองค์กรด้วยเช่นกัน 

 

แต่ถ้ายังไม่อยากทำเรซูเม่เอง ก็ฝากประวัติกับ JobThai ด้วยไม่กี่ขั้นตอนง่าย ๆ ได้ที่นี่เลย

 

งานบางประเภทชอบความครีเอทีฟมาก เช่น งานสายโฆษณา การตลาด หรือกราฟิกดีไซน์ ต่างกับงานในสาย พัฒนาธุรกิจ การเงิน ธนาคาร ที่เน้นความน่าเชื่อถือและถูกต้องตามแบบแผนมากกว่า วันนี้ JobThai ได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ มาฝากคนหางานทุกคนว่าเรซูเม่ที่ดีต้องมีอะไรบ้าง ตามไปดูพร้อมกันได้เลย


วัตถุประสงค์ของเรซูเม่คือการบอกเล่าประวัติส่วนตัว ดังนั้นเพื่อให้เรซูเม่ของเราอ่านง่ายที่สุด จึงควรจัดข้อมูลในเรซูเม่ให้เป็นสัดส่วนและเรียงลำดับความสำคัญจากส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุดค่อย ๆ ไล่ไปหาข้อมูลที่มีความสำคัญรองลงมา ที่อาจจะแบ่งได้เป็น 5 ส่วนใหญ่ ๆ ดังนี้

 

1. ข้อมูลส่วนตัว

เรียกว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเรซูเม่ก็ว่าได้ เพราะถ้าเราไม่เขียนชื่อและข้อมูลติดต่อของเรา ผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างานหรือ HR ก็จะไม่รู้เลยว่านี่คือเรซูเม่ของใคร และเราควรใส่ข้อมูลจำเป็นอื่น ๆ เหล่านี้ลงไปด้วย

 

ชื่อ – นามสกุล: เขียนลงไปเฉพาะชื่อจริงก็พอ ยกเว้นบางบริษัทที่ระบุให้ใส่ชื่อเล่น

 

เบอร์โทรศัพท์: นอกจากใส่เบอร์ของเราแล้ว อาจใส่เบอร์ของคนใกล้ชิดลงไปด้วย เผื่อว่าเบอร์ของเรามีปัญหาหรือติดต่อไม่ได้

 

อีเมล: อย่าใช้อีเมลที่เป็นชื่อเล่นและไม่เป็นทางการ เช่น Bank_Zahaha แต่ควรใช้อีเมลที่เป็นชื่อจริง – นามสกุล แบบ Name.Surname@mailservice.com แทน 

 

โซเชียลมีเดียก็มีผล: สมัยนี้บริษัทและ HR มักจะขอโซเชียลมีเดียของผู้สมัครเพราะอยากรู้จักตัวตนให้มากขึ้น เราควรใช้ชื่อบัญชีโซเชียลมีเดียที่ตรงกับในเรซูเม่มากกว่าใช้ชื่อที่แค่รู้จักกันแค่ในกลุ่มเพื่อน นอกจากนี้ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำไม่สุภาพเพราะจะส่งผลต่อการสมัครงาน

 

อ่านวิธีจัดการ Social Media ก่อนส่งใบสมัครเพิ่มเติมได้ที่นี่

 

ถ้ามี Blog หรือเว็บไซต์ก็ใส่ไปด้วย: การมี Blog เว็บไซต์ หรือช่อง Youtube ของตัวเองถือว่าเป็นความน่าสนใจเพิ่มเติมที่บริษัทจะได้รู้จักตัวตนของเรามากขึ้น แต่อย่าลืมว่าข้อมูลในช่องทางเหล่านี้ควรเป็นไปในทางที่ดี ไม่อย่างนั้นความน่าเชื่อถือของเราก็จะลดลงไปด้วย

 

ที่อยู่: ตอนนี้อาจจะไม่ค่อยจำเป็นแล้วเพราะการติดต่อให้ผู้สมัครไปสัมภาษณ์งานมักใช้อีเมลเป็นหลัก บางแห่งใช้การโทรหา หรือไลน์เพื่อนัดด้วยซ้ำ แต่ข้อมูลส่วนนี้ก็ยังจำเป็นต้องกรอกในใบสมัครวันที่บริษัทนัดเราเข้าไปสัมภาษณ์งานนั่นเอง

 

2. ข้อมูลการศึกษา

วิธีการใส่ก็คือให้เรียงลำดับจากปัจจุบันขึ้นก่อนแล้วไล่ไปจนถึงการศึกษาก่อนหน้า เช่น ถ้าเราเพิ่งเรียนจบปริญญาโท ก็ให้ใส่เป็นรายการที่ 1 ไล่ไปหาปริญญาตรีเป็นรายการที่ 2 และมัธยมศึกษา ส่วนสิ่งที่ควรใส่ลงไปเพิ่มเติมก็มี

 

สาขาวิชาที่เรียน: ควรระบุลงไปให้ชัดเจนว่าเราเรียนอะไรสมัยมหาวิทยาลัย บางคณะ บางสาขายังไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างหรือเป็นสาขาที่มีเฉพาะแค่บางประเทศเท่านั้น ก็อาจจะใส่คำอธิบายใส่ ๆ ลงไปด้วยว่าเกี่ยวข้องกับอะไร

 

ชื่อสถาบันการศึกษา: ไม่ว่าจะเป็นในระดับไหนก็ควรใส่ชื่อเต็มเท่านั้น แม้จะเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแต่ก็ไม่ควรใช้ตัวย่อเช่นกัน ที่สำคัญคืออย่าลืมใส่ปีที่สำเร็จการศึกษา และช่วงเวลาที่เรียนอยู่ เช่น ปี 2014 – 2018 เป็นต้น

 

ได้รับรางวัลอะไรบ้าง: แน่นอนว่าเรียนจบแล้วก็ต้องได้ใบปริญญา แต่สิ่งที่นอกเหนือจากนั้นอย่าง รางวัลที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ประกวดถ่ายภาพ, ร่วมทีมพัฒนาธุรกิจ SME, ตอบปัญหากฎหมาย, นักกิจกรรมดีเด่น ฯลฯ รางวัลเหล่านี้จะเป็นเครื่องการันตีให้บริษัทรู้ว่าเรามีความสามารถด้านนั้นจริง ๆ

 

แล้วจะใส่เกรดดีมั้ย ถ้ามันไม่ได้ดีอย่างที่หวัง 

จะบอกว่าเกรดคือเครื่องสะท้อนความพยายามของการศึกษาก็ได้ แต่บางครั้ง การที่เราเป็นนักกิจกรรม ต้องทำงานพิเศษเพื่อหาค่าเทอม หรือไม่ได้เรียนในสิ่งที่ถนัด ก็เป็นส่วนที่ทำให้เกรดไม่ดีหรือเรียนจบช้าไป เราอาจจะยังไม่ใส่เกรดลงไปในเรซูเม่ก็ได้ แล้วค่อยเอาไปยื่นในวันที่ถูกเรียกสัมภาษณ์แทน แต่ถ้าเรามั่นใจว่าเกรดสวย ได้เกียรตินิยม การใส่ลงไปในเรซูเม่จะทำให้โดดเด่นขึ้นมาทันที

 

อยากโชว์ผลงานผ่าน Portfolio แทนเกรด แต่ยังไม่รู้ว่าควรมีอะไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบ

 

3. ข้อมูลการทำงาน

สิ่งที่สำคัญสำหรับส่วนนี้ก็คือ “ประสบการณ์การทำงาน” ไม่ว่าเราจะเป็นคนที่แค่อยากเปลี่ยนงาน หรือจะเปลี่ยนสายงานใหม่เลยก็ตาม เพราะข้อมูลนี้จะช่วยให้บริษัทรู้ได้ว่าเราเคยทำอะไรมาบ้าง การเรียงลำดับก็เหมือนกับประวัติการศึกษาที่เรียงจากประสบการณ์ล่าสุดขึ้นก่อนแล้วไล่ไปหาอดีต

 

ในเนื้อหาก็ควรลิสต์ลงไป 5 – 6 ข้อ โดยเน้นเรื่องหน้าที่ที่เราทำ อาจจะอธิบายสั้น ๆ ด้วยว่าเราได้ทักษะอะไรจากงานนี้บ้าง เพื่อให้เชื่อมโยงไปถึงงานใหม่และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น 

 

คำถามจากฟรีแลนซ์​: ถ้าว่างจากงานประจำนาน ๆ แล้วไปทำฟรีแลนซ์ควรใส่ในเรซูเม่ไหม?

ขึ้นอยู่กับว่างานฟรีแลนซ์นั้นเกี่ยวข้องกับงานที่เรากำลังสมัครหรือเปล่า เพราะถ้าทักษะจากงานฟรีแลนซ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานใหม่ก็อาจจะไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่ แต่เราสามารถเก็บไว้ตอบตอนสัมภาษณ์ก็ได้ว่า งานฟรีแลนซ์นั้นช่วยให้เราได้ทักษะอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง

 

4. ทักษะ 

เป็นสิ่งที่องค์กรมองหาจากคนสมัครงานทุกคน เพื่อดูว่าใครมีทักษะตรงกับที่บริษัทกำลังประกาศรับอยู่บ้าง เราอาจเขียนทักษะลงไป 2 ส่วนเลยก็ได้ คือส่วนที่บริษัทต้องการและทักษะอื่นที่เรามี แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับตำแหน่งนั้นโดยตรง แต่จะช่วยเสริมให้เรซูเม่เราน่าสนใจมากขึ้น

 

ทักษะอื่นมีอีกเพียบ จะใส่เพิ่มลงไปในเรซูเม่ดีมั้ย 

ต้องดูว่าทักษะนั้นส่งผลกับงานโดยรวมและจะช่วยให้งานออกมาดีขึ้นมั้ย การเลือกใส่ทักษะพวกนี้ก็จะส่งผลดีต่อตัวเรา เช่น ถ้าสมัครตำแหน่ง Business Development ก็ใส่ Soft Skills ลงไปด้วยไม่ว่าจะเป็น การคิดเชิงวิเคราะห์, ความเป็นผู้นำและการจัดการเวลา 

 

9 Soft Skills ที่คนทำงานควรมี เพื่อเป็นคนที่โดดเด่นเข้าตาองค์กร

 

5. ความสนใจและความสามารถอื่น 

หลายคนยังลังเลว่าจะใส่ความสนใจและความสามารถพิเศษลงไปในเรซูเม่ดีมั้ยเพราะมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับงาน แต่ปัจจุบันหลาย ๆ บริษัทก็มักจะถามถึงงานอดิเรกอยู่เสมอ เพราะมันแสดงออกถึงทักษะบางอย่างที่อาจจะช่วยเสริมการทำงานของเราได้ เช่น ชอบถ่ายภาพ, ชอบอ่านหนังสือ, ชอบดูหนังและทำเพจวิเคราะห์หนัง เป็นต้น

 

5 งานอดิเรก ที่มีประโยชน์ต่อการทำงาน แบบที่คุณอาจคาดไม่ถึง

 

แต่เราต้องดูเป็นกรณีไปเช่นกัน เพราะบริษัทใหญ่บางแห่งที่ต้องรับเรซูเม่จำนวนเป็นพัน ๆ ในแต่ละเดือน การทำเรซูเม่ให้สั้น กระชับ และน่าสนใจ ย่อมจะดีกว่าการใส่งานอดิเรกที่ไม่เกี่ยวข้องกับรูปแบบงานลงไปนั่นเอง

 

JobThai มี Line แล้วนะคะ

ติดตามสาระความรู้สำหรับคนทำงาน ที่ย่อยง่าย อ่านสนุก และพูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับการทำงานอย่างใกล้ชิดที่

เพิ่มเพื่อน

 

ที่มา:

thebalance.com

resumeok.com

tags : career & tips, การเขียนเรซูเม่, resume, หางาน, สมัครงาน



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม