เทคนิคเขียนเรซูเม่สำหรับนักขาย เพื่อให้เป็นผู้สมัครที่โดดเด่น

เทคนิคเขียนเรซูเม่สำหรับนักขาย เพื่อให้เป็นผู้สมัครที่โดดเด่น
11/07/18   |   3.5k   |  

“คัดเฉพาะเรซูเม่ของคนที่บอกผลงานคร่าว ๆ มาให้พี่ก่อนละกัน”

นิภาหัวหน้าทีมฝ่ายขายแจ้งกับผู้ช่วยที่กำลังคัดใบสมัครงานตำแหน่งพนักงานขาย เมื่อเธอเห็นว่าใบสมัครที่ถูกส่งเข้ามานั้นมีมากเสียจนไม่น่าจะมีเวลาพิจารณาได้หมดทุกใบ

ถ้าพูดถึงอาชีพที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอันดับต้น ๆ มาตลอด ก็คงจะหนีไม่พ้นอาชีพ “นักขาย” อาชีพที่หลายคนมักจะคิดว่าใครก็ทำได้ แต่สำหรับคนที่เป็นนักขายจริง ๆ แล้ว บางครั้งกว่าจะได้ทำงานในบริษัทที่หมายตาไว้ กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เพราะต้องแข่งขันกับผู้สมัครคนอื่น ๆ อีกจำนวนมากเช่นกัน

ซึ่งด่านแรกที่ทำให้นักขายจำนวนมากไปไม่ถึงฝันกันก็คือเรซูเม่นั่นเอง เพราะเรซูเม่เป็นเสมือนพื้นที่ที่ทำให้ทางบริษัทที่เราสมัครได้ทำความรู้จักเราในเบื้องต้น แต่ถ้าเขาทำความรู้จักเราแล้วไม่เห็นว่าเรามีอะไรที่โดดเด่นและน่าสนใจ เรซูเม่ที่เราตั้งใจทำก็อาจกลายเป็นแค่เศษกระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้นเอง

แล้วเรซูเม่ของนักขายควรเป็นอย่างไร และต้องเขียนอะไรในนั้นบ้าง วันนี้ JobThai ได้รวบรวมเทคนิคการเขียนเรซูเม่สำหรับคนที่อยากสมัครงานขายมาไว้ที่นี่แล้ว

 

 

  • เลือกงานขายที่เหมาะกับความชอบ คุณสมบัติ และทักษะของตัวเอง เพราะงานขายแต่ละตำแหน่งก็จะมีรายละเอียดการทำงานที่แตกต่างกัน เช่น ขายปลีก B2B หรือการขายผ่านทางโทรศัพท์
  • ทำความรู้จักบริษัทที่เราจะสมัคร แล้วโชว์ให้เขาเห็นถึงข้อมูลที่มีประโยชน์กับบริษัทเขา และตรงกับสิ่งที่เขากำลังมองหา
  • ใส่ผลงานการขายที่โดดเด่นลงไปในเรซูเม่ และอธิบายสั้น ๆ ว่ามันประสบความสำเร็จอย่างไร ซึ่งต้องเป็นความสำเร็จที่วัดผลได้ชัดเจน โดยมีหลักฐานและข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ มาเพิ่มความน่าสนใจ เช่น ระบุว่าเราสามารถเพิ่มยอดลูกค้าได้ 20% ภายใน 6 เดือน แทนการบอกแค่ว่าเพิ่มยอดลูกค้าให้บริษัทได้เฉย ๆ
  • อย่าใส่ข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบหรือเป็นความลับของบริษัทเดิม เช่น ถ้าจะพูดถึงยอดขายที่ทำให้ข้อมูลรายได้ขององค์กรถูกเปิดเผย ก็ให้เลี่ยงไปบอกเป็นเปอร์เซนต์แทนตัวเลขที่เป็นรายได้จริง

 

 

ถามตัวเองให้ชัดว่างานขายแบบไหนที่เราชอบ

ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการเขียนเรซูเม่ เราต้องแน่ใจก่อนว่าตำแหน่งงานที่เราจะสมัครนั้นเหมาะกับเราจริง ๆ เพราะแม้จะเป็นตำแหน่งงานขายเหมือนกัน แต่อย่าลืมว่ามันก็ยังมีรายละเอียดการทำงานที่แตกต่างกันไปอยู่ดี

ดังนั้นแทนที่จะเลือกสมัครงานขายที่มีรายได้สูงเพียงอย่างเดียว ลองเอาประเด็นอื่น ๆ มาเป็นปัจจัยในการเลือกส่งใบสมัครด้วยน่าจะดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นประเภทการขายที่เราชอบเป็นพิเศษ เช่น ชอบขายปลีกที่ได้เจอผู้บริโภครายคน หรือชอบการขายระหว่างธุรกิจถึงธุรกิจ (Business to Business) ชอบที่จะออกไปนอกสถานที่เพื่อไปเจอกับลูกค้า หรือชอบที่จะขายผ่านโทรศัพท์ อยากทำงานในองค์กรขนาดใหญ่หรือองค์กรขนาดเล็ก เรามีความชำนาญในอุตสาหกรรมไหนเป็นพิเศษหรือไม่ รวมไปถึงทักษะและลักษณะนิสัยของเราเป็นอย่างไร เหมาะกับงานขายแบบไหนบ้าง

จากนั้นก็ไปดูรายละเอียดในประกาศงานต่าง ๆ ที่เปิดรับ ว่าแต่ละตำแหน่งเขาต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไร ตรงกับสิ่งที่เรามีหรือไม่ การที่เราพิจารณาคุณสมบัติและความชอบของเรา แล้วเปรียบเทียบกับคุณสมบัติที่บริษัทตามหา จนเจอสิ่งที่เหมาะสมที่สุดนั้นจะทำให้ทั้งตัวเราเองและบริษัทที่กำลังหาคนไม่ต้องเสียเวลาไปกับการสัมภาษณ์งานหรือทำงานในตำแหน่งที่ไม่ได้เหมาะสมจริง ๆ

เมื่อเรารู้แล้วว่างานขายแบบไหนที่เหมาะกับเรา ขั้นตอนต่อไปที่จะทำให้เราขยับเข้าใกล้ตำแหน่งงานที่เราใฝ่ฝันก็คือ การเขียนเรซูเม่ ซึ่งเรซูเม่ของนักขายนั้นอาจไม่จำเป็นต้องสวยงาม หรือโชว์ความคิดสร้างสรรค์อะไรมากมาย แต่ถ้าจะให้ทำตามสิ่งที่ควรทำในการเขียนเรซูเม่พื้นฐานทั่ว ๆ ไปเพียงอย่างเดียวก็คงจะไม่ทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ดังนั้นเราจึงควรทำให้เรซูเม่สำหรับนักขายอย่างเราพิเศษมากขึ้น ด้วยเทคนิคการเขียนเรซูเม่สำหรับนักขายเหล่านี้

 

รู้จักบริษัทที่เราจะสมัคร และเลือกโชว์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์

คนเป็นนักขายคงจะไม่สามารถขายสินค้าหรือบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าไม่รู้จักกลุ่มลูกค้าของตัวเอง เรซูเม่ของเราเองก็คงเป็นเหมือนสินค้าที่ลูกค้าไม่อยากซื้อ ถ้าเนื้อหาในนั้นไม่น่าดึงดูดใจมากพอ

ปกติแล้วเรซูเม่จะมีพื้นที่ให้ใส่ข้อมูลได้ไม่มากนัก ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องคัดเฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์ และเป็นข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่เขากำลังมองหา เช่น ถ้าเราจะสมัครงานในบริษัทที่ใหญ่กว่าที่เราทำอยู่ ก็อาจจะต้องเลือกโชว์โปรเจกต์ใหญ่ ๆ ที่เรารับผิดชอบหรือขายได้ แต่ถ้าเราจะสมัครในบริษัทที่เล็กกว่าที่ทำอยู่ เราก็ควรจะแสดงผลงานที่เราสามารถเอาชนะคู่แข่งที่เป็นบริษัทใหญ่กว่าได้ นอกจากนั้นหากคุณสมัครงานในบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกับบริษัทเดิม ก็ต้องแสดงออกถึงความเชี่ยวชาญและความสามารถที่เป็นประโยชน์ในธุรกิจนั้นอย่างเต็มที่ด้วย

 

เอาผลงานที่โดดเด่นขึ้นมาเป็นไฮไลท์ให้เห็นชัด

แทนที่จะให้ความสำคัญกับหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งที่เราทำอยู่หรือเคยทำ ลองให้ความสำคัญกับผลงานที่โดดเด่นแทนน่าจะดีกว่า โดยเลือกผลงานการขายสัก 3-4 ผลงานที่เราคิดว่าเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และอธิบายสั้น ๆ ว่าเราขายอะไร ขายให้ใคร ขายได้เท่าไหร่ หรือทำให้บริษัทได้รับประโยชน์อย่างไร ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่สามารถวัดผลได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของยอดขาย Market Share หรือจำนวนของลูกค้าที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนหรือก้าวกระโดด

นอกจากนั้นหากคุณได้รางวัลที่เกี่ยวกับงานขายไม่ว่าจะจากในบริษัทหรือนอกบริษัท ก็อย่าลืมใส่มันลงไปด้วย เพราะรางวัลก็นับเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถการันตีได้ว่าเรามีทักษะและความสามารถ ที่สำคัญควรจะใส่ข้อมูลที่เป็นไฮไลท์เหล่านี้ลงในส่วนที่มั่นใจว่าคนที่อ่านเรซูเม่จะสามารถเห็นได้ง่ายและชัดเจนด้วย เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจให้ได้เร็วที่สุด

 

ใช้ตัวเลขเพิ่มความน่าสนใจ

สำหรับงานที่มักใช้ตัวเลขเป็นเกณฑ์วัดความสำเร็จอย่างงานขาย ความสวยงามของเรซูเม่อาจไม่มีความจำเป็น และไม่สามารถดึงดูดความสนใจเท่ากับการใช้ตัวเลขในการอธิบายผลงานต่าง ๆ ที่อยู่ในเรซูเม่ ดังนั้นถ้าเราจะสมัครงานขาย เราควรจะพยายามใส่ข้อมูลที่เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นในผลงานต่าง ๆ ที่เราเขียนลงไปด้วย ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขที่เกี่ยวกับยอดขายโดยตรงหรือไม่ก็ได้ เช่น

  • สามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น 30% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา
  • สามารถเพิ่มยอดลูกค้าได้มากกว่าเดิม 20% ภายในระยะเวลา 6 เดือน
  • สามารถโน้มน้าวใจลูกค้าเก่าจำนวน 10 ราย ให้กลับมาทำธุรกิจซื้อขายกับเราได้ภายในเวลา 3 เดือน ซึ่งทำให้กำไรของบริษัทในไตรมาสนั้นเพิ่มขึ้น 30%

การระบุผลงานที่เป็นตัวเลขจะทำให้คนที่ได้อ่านเรซูเม่ของเราเห็นภาพที่ชัดเจนและจับต้องได้ ซึ่งเราต้องไม่ลืมที่จะหาเอกสารที่ใช้สำหรับอ้างอิงผลงานต่าง ๆ เหล่านั้นด้วย เช่น ผลประเมินการทำงานหรือรายงานการขายต่าง ๆ

 

ระวังข้อมูลที่ใส่ไป อย่าให้กระทบบริษัทเดิม

สิ่งสำคัญที่ต้องระวังอย่างมากเลยก็คือ การใส่ข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบหรือเป็นความลับของบริษัทที่เราเคยทำหรือกำลังทำงานอยู่ เช่น ในกรณีของยอดขาย ถ้าเป็นยอดขายเฉพาะของเราเองที่เราขายได้ ก็สามารถใส่เป็นตัวเลขจำนวนเงินได้เลย แต่ถ้าเป็นยอดที่พูดถึงรายได้โดยรวมทั้งหมดของบริษัทที่ไม่ควรเปิดเผย อาจลองเปลี่ยนจากจำนวนเงินเป็นเปอร์เซ็นต์แทน เช่น แทนที่จะบอกว่าเราเคยทำยอดขายได้ 500,000 บาท จากยอดขายทั้งเดือนที่ได้จากพนักงานขายทั้งหมดที่ 1,000,000 บาท ก็อาจจะบอกว่า เราสามารถทำยอดขายได้ 50% ของยอดขายในเดือนนั้นทั้งหมดแทน เพื่อป้องกันไม่ให้รายได้ของบริษัทถูกเผยแพร่ออกไป ยกเว้นเสียแต่ว่ารายได้นั้นเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว

 

เมื่อเรามั่นใจว่าเรซูเม่ของเราโดดเด่นมากพอแล้ว เราก็ส่งเรซูเม่ไปสมัครงานในตำแหน่งที่เราต้องการได้เลย ซึ่งระหว่างที่เรารอให้บริษัทต่าง ๆ เรียกสัมภาษณ์ก็อย่าลืมหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคการสัมภาษณ์งานสำหรับนักขาย แล้ววางแผนการสัมภาษณ์ และการตอบคำถามสัมภาษณ์ต่าง ๆ ด้วย

 

 

JobThai มี Line แล้วนะคะ

ติดตามสาระความรู้สำหรับคนทำงาน ที่ย่อยง่าย อ่านสนุก และพูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับการทำงานอย่างใกล้ชิดที่

เพิ่มเพื่อน

 

 

tags : career & tips, หางาน, สมัครงาน, เรซูเม่, งานขาย, นักขาย, resume, เคล็ดลับการหางาน, การเขียนเรซูเม่



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม