เจาะเทรนด์ Job Hugging ทำไมคนยุคนี้หันมากอดงานแน่น ไม่ยอมย้ายงาน

21/07/26   |   802   |  

 

 

 

JobThai Mobile Application สมัครงานง่าย ได้งานเร็ว

iOS

Android

Huawei AppGallery

 

โลกการทำงานในปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจที่ผันผวน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น การปรับลดพนักงานในหลายองค์กร รวมถึงการเข้ามาของ AI ที่ทำให้หลายอาชีพต้องเร่งปรับตัว สิ่งเหล่านี้ทำให้คนทำงานจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาความมั่นคงมากกว่าการเติบโต จนเกิดเป็นเทรนด์ที่เรียกว่า Job Hugging หรือเทรนด์ “กอดงาน” ขึ้นมา

 

ในบทความนี้ JobThai เลยจะพาไปเจาะลึกว่าเทรนด์นี้คืออะไร ทำไมคนทำงานยุคนี้ถึงไม่กล้าขยับขยาย ผลกระทบทั้งในฝั่งคนทำงานและองค์กรมีอะไรบ้าง แล้วเราควรรับมือกับภาวะนี้ยังดี

 

Job Hugging คืออะไร?

Job Hugging หรือที่แปลตรงตัวว่า "การกอดงาน" คือ เทรนด์พฤติกรรมของคนทำงานในยุคนี้ที่เลือกจะปักหลักและยึดเก้าอี้ตำแหน่งเดิมของตัวเองเอาไว้ให้มั่นที่สุด ถึงแม้ว่างานนั้นอาจจะไม่ใช่งานในฝัน ไม่ได้สร้างความสุข หรือไม่มีความท้าทายอีกต่อไปแล้วก็ตาม เนื่องจากกังวลกับความไม่แน่นอน มองว่าการทนอยู่ใน Safe Zone ที่ตัวเองคุ้นเคยนั้นปลอดภัยกว่าการออกไปเสี่ยงดวงหางานใหม่ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ ถึงจะสูญเสียโอกาสในการเติบโตไป แต่อย่างน้อยก็แลกมาด้วยความอุ่นใจว่ายังมีรายได้ที่มั่นคงคอยรองรับในทุก ๆ เดือน

 

เจาะลึก Job Hugging หรือเทรนด์กอดงานแน่นของคนทำงานในยุคนี้

 

ทำไมคนทำงานถึงมีพฤติกรรม Job Hugging?

Job Hugging ไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจหรือไม่กล้าเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่ทำให้คนทำงานรู้สึกว่าการอยู่ที่เดิมคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

  • เศรษฐกิจผันผวน ค่าครองชีพสูงขึ้น: เมื่อรายได้โตไม่ทันเงินเฟ้อ อีกทั้งสถานการณ์โลกยังเปลี่ยนแปลงไปมา คาดเดาไม่ได้ หลายคนจึงเลือกให้ความสำคัญกับรายรับที่มั่นคงมากกว่า

  • กระแสบริษัทปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงาน: ข่าวบริษัทปิดตัวหรือมีนโยบาย Layoff พนักงานออกทำให้คนทำงานรู้สึกกังวลและมองว่าเวลานี้ไม่ใช่จังหวะที่ดีในการย้ายงาน

  • ตลาดแรงงานมีการแข่งขันสูง: เนื่องจากจำนวนคนตกงานเพิ่มมากขึ้น อัตราการแข่งขันเลยดีดตัวสูงตาม การคว้างานในฝันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

  • AI Disruption: การเข้ามาของ AI ทำให้หลายบริษัทลดจำนวนพนักงานลงและหันมาใช้ AI ช่วยทำงานมากขึ้นเพื่อลดต้นทุน ส่งผลให้ตำแหน่งที่เปิดรับในแต่ละองค์กรน้อยลงไปอีก

  • กลัวความเสี่ยงจากการเปลี่ยนงาน: หากไม่ผ่านช่วงทดลองงาน หรือย้ายไปที่ใหม่แล้วเจอสภาพแวดล้อมการทำงานที่ Toxic จนทำให้อยากลาออก ก็อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะหางานใหม่ได้

  • มีภาระทางการเงิน: การเปลี่ยนงานมีความเสี่ยง แต่บางคนไม่สามารถมีช่วงที่ขาดรายได้ได้เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับ เช่น ดูแลครอบครัว ผ่อนหนี้บ้านหรือหนี้รถ

  • ยังไม่เจองานที่ดีกว่า: แม้จะอยากย้ายงาน แต่ก็ยังไม่เจอตำแหน่งหรือองค์กรที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองมากพอ เลยอดทนอยู่ที่เดิมไปก่อน

 

สัญญาณของ Job Hugging

ถ้าสงสัยว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะกอดงานแน่นหรือไม่ ลองสำรวจดูจาก 5 สัญญาณเหล่านี้

  1. รู้สึกติดแหง็กอยู่กับที่ แต่ไม่คิดหาทางเปลี่ยนแปลง บ่นว่าอยากย้ายงานทุกวัน แต่ไม่เคยเปิดใจอัปเดตเรซูเม่ ไม่เคยลองเข้าแพลตฟอร์มหางาน-สมัครงานเพื่อหางานที่สนใจอย่างจริงจัง

  2. กังวลเรื่องความมั่นคงมากกว่าสนใจเนื้องาน โฟกัสแค่ว่าตอนนี้ยังมีงานทำ ยังได้รับเงินเดือนอยู่ในทุก ๆ เดือน แต่ไม่ได้สนใจเนื้อหาของโปรเจกต์ที่ทำอยู่หรือความสนุกในการทำงาน

  3. ไม่ตื่นเต้นหรือท้าทายกับงานที่ทำอีกต่อไป แค่ทำงานไปวัน ๆ เหมือนหุ่นยนต์ที่เปิดโหมดอัตโนมัติ เอาแต่รอเวลาเลิกงานกลับบ้าน

  4. หยุดพัฒนาทักษะหรือเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ รู้สึกว่าตัวเองชินกับงานและสามารถทำงานเดิมได้สบายอยู่แล้ว เลยไม่มีแรงกระตุ้นให้มองหาอะไรที่ท้าทายตัวเองขึ้น ไม่อยากอัปสกิลอะไรเพิ่ม ขาดความกระตือรือร้นที่จะขยายขอบเขตความสามารถของตัวเอง

  5. หาเหตุผลให้ตัวเองอยู่ต่อ ทั้งที่จริง ๆ ไม่แฮปปี้ พยายามยกข้อดีเรื่องความคุ้นเคย เดินทางสะดวก หรือเพื่อนร่วมงานดีมาอ้างเพื่อกลบความจริงที่ว่าเราไม่มีความสุขกับงานแล้ว

 

"Brownout" แค่เบื่องานหรือเป็นอาการหมดใจ

 

Job Hugging ส่งผลกระทบยังไงบ้าง?

แม้ Job Hugging หรือการกอดงานจะช่วยให้รู้สึกปลอดภัยสบายใจ แต่ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบทั้งต่อคนทำงานและองค์กรได้

ผลกระทบต่อคนทำงาน

  • โอกาสเติบโตในสายอาชีพลดลง: การปักหลักอยู่ที่เดิมนานเกินไปอาจทำให้ตำแหน่งหน้าที่และเงินเดือนหยุดชะงัก

  • ขาดคอนเน็กชันใหม่ ๆ: การอยู่ในสังคมเดิม ๆ เป็นเวลานานอาจจำกัดโอกาสในการเจอผู้คนเพื่อสร้างเครือข่ายใหม่ ๆ ที่ช่วยต่อยอดเส้นทางอาชีพในอนาคต

  • ทักษะในการทำงานล้าสมัย: การทำงานแบบเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่ได้เรียนรู้หรือพัฒนาสกิลอะไรเพิ่มเติมอาจทำให้ก้าวตามไม่ทันคนอื่นในสายอาชีพเดียวกัน

  • หมดไฟและเฉื่อยชาลง: งานที่ไม่ท้าทายจะค่อย ๆ ก่อให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายจนอาจทำให้เกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) ได้

  • สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง: เมื่อหยุดอยู่กับที่ ไม่ได้พัฒนาตัวเอง นานวันเข้าอาจทำให้รู้สึกว่าตัวเองไร้ศักยภาพจนกลายเป็นคนไม่กล้าเสี่ยงและไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ

  • เสี่ยงโดนจ้างออกจากบริษัทเดิม: พนักงานที่กอดงานแน่นแต่ทำงานไปวัน ๆ ไร้พลังใจและไม่มีผลงานโดดเด่นมักเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ถูกเพ่งเล็งเมื่อองค์กรจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงาน

 

ผลกระทบต่อองค์กร

  • Productivity ของพนักงานลดลง: เมื่อพนักงานทำงานแบบไร้ใจ ประสิทธิภาพของงานหรือ Performance ก็ย่อมดิ่งลงตามไปด้วย

  • พนักงานมี Engagement กับองค์กรน้อยลง: ไม่ได้รู้สึกอยากมีส่วนร่วมอะไรมากเท่าเดิมทั้งในเรื่องงาน การทุ่มเทให้กับโปรเจกต์ รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท

  • บรรยากาศการทำงานโดยรวมแย่ลง: พลังงานลบหรือความเฉื่อยชาสามารถส่งต่อให้คนรอบข้างได้ หากพนักงานคนหนึ่งขาดเอเนอร์จี้ที่ดีก็อาจส่งผลให้บรรยากาศในทีมอึมครึม การทำงานโดยรวมไม่ราบรื่น

  • ทีมขาดแรงขับเคลื่อน: เนื่องจากพนักงานไม่ได้มีแรงใจหรือแพสชันทุ่มเทให้กับงาน ส่งผลให้ขาดไอเดียสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะผลักดันองค์กรไปข้างหน้า

 

ผลกระทบของภาวะ Job Hugging หรือการกอดงานแน่น

 

รับมือกับภาวะ Job Hugging ยังไงดี?

แนวทางรับมือสำหรับคนทำงาน

หากรู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่กับภาวะ Job Hugging ไม่จำเป็นต้องรีบลาออกทันที แต่ควรเริ่มจากการทบทวนตัวเองและวางแผนอนาคตอย่างมีสติ

  • ยอมรับและหาสาเหตุ: ซื่อสัตย์กับตัวเองก่อนว่าไม่มีความสุขกับงานแล้ว และเริ่มตริตรองดูว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นปัญหาในตอนนี้ ลักษณะงาน วัฒนธรรมองค์กร หัวหน้างาน ปริมาณงาน หรือไม่มีโอกาสเติบโต การเข้าใจต้นตอของปัญหาจะช่วยให้มองหาทางออกได้ตรงจุดและไม่ตัดสินใจอะไรด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

  • เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ: ลองใช้ช่วงเวลาที่รู้สึกติดแหง็กอยู่กับที่นี่เรียนรู้หรือพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ดูเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง นอกจากนี้การได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ยังอาจช่วยให้เราค้นพบไอเดียที่น่าสนใจหรือได้แรงบันดาลใจเพิ่มขึ้นด้วย

  • อัปเดตเรซูเม่เพื่อเปิดรับโอกาส: ไม่จำเป็นต้องรอให้ตัดสินใจได้ว่าจะลาออกถึงค่อยอัปเดตเรซูเม่ เพราะสามารถอัปเดตเรซูเม่ไปพร้อม ๆ กับการทบทวนตัวเองได้เลย การรีวิวและปรับแก้เนื้อหาในเรซูเม่เป็นประจำจะช่วยให้เห็นพัฒนาการของตัวเอง พร้อมคว้าโอกาสใหม่ได้ทันทีเมื่อเจอตำแหน่งที่สนใจ

  • สร้างเครือข่าย (Networking): ลองหาโอกาสพูดคุยกับเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือคนในสายอาชีพเดียวกัน รวมถึงเข้าร่วมสัมมนา งานอีเวนต์ หรือคอมมูนิตี้ที่เกี่ยวข้อง เพราะนอกจากจะได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์แล้ว ยังอาจได้โอกาสในการทำงานอีกด้วย

  • เริ่มต้นสมัครงานที่สนใจ: แม้จะยังไม่ได้ตั้งใจเปลี่ยนงานทันที แต่การลองสมัครงานหรือพูดคุยกับบริษัทที่สนใจจะช่วยให้รู้ว่าทักษะของตัวเองเป็นที่ต้องการมากน้อยแค่ไหน เงินเดือนในตลาดอยู่ระดับใด และยังเป็นการฝึกสัมภาษณ์งานไปในตัวด้วย

  • หากเลือกอยู่ที่เดิม ต้องเติบโตอย่างตั้งใจ: การอยู่ที่เดิมไม่ใช่เรื่องผิด เพราะแต่ละคนก็มีข้อจำกัดและภาระที่ต้องแบกรับต่างกัน แต่ถ้าตัดสินใจอยู่ต่อแล้ว ลองใช้ช่วงเวลานี้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด เช่น เสนอตัวทำโปรเจกต์ใหม่ ขอรับผิดชอบงานที่ท้าทายมากขึ้น พูดคุยกับหัวหน้าเกี่ยวกับโอกาสในการเติบโต หรือเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม เพื่อให้ตัวเองไม่หยุดพัฒนาตัวเองและพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นภายในองค์กรเดิมหรือที่อื่นก็ตาม

 

6 เคล็ดลับจุดไฟในการทำงานขึ้นมาอีกครั้ง

 

แนวทางรับมือสำหรับองค์กร

การรับมือกับ Job Hugging ไม่ใช่หน้าที่ของคนทำงานเพียงฝ่ายเดียว องค์กรเองก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า เห็นโอกาสในการเติบโต และอยากมีส่วนร่วมกับองค์กรในระยะยาวด้วย

  • หมั่นรับฟังความคิดเห็นและความรู้สึกของพนักงาน: องค์กรควรเปิดพื้นที่ให้พนักงานฟีดแบ็กได้ ไม่ว่าจะผ่านการพูดคุยแบบตัวต่อตัวหรือแบบสำรวจความคิดเห็น เพื่อทำความเข้าใจว่าพนักงานกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร คิดเห็นยังไง และนำข้อมูลไปปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น

  • สร้างโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้และเติบโต: แม้จะไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งให้ได้ทุกคน แต่ก็สามารถเปิดโอกาสให้พนักงานได้ลองทำงานใหม่ ๆ ผ่านการหมุนเวียนงาน การมอบหมายโปรเจกต์ที่ท้าทายขึ้น เพื่อช่วยให้พนักงานรู้สึกว่ายังมีพื้นที่ให้พัฒนาตัวเองในองค์กรเดิม

  • ลงทุนในการ Upskill - Reskill ให้พนักงาน: เมื่อโลกการทำงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว องค์กรควรสนับสนุนให้พนักงานได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ผ่านการอบรม เวิร์กช็อป หรือคอร์สเรียนออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้พนักงานว่ายังสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้

  • จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริม Employee Engagement ให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร: การจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ การเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หรือการสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนรู้สึกได้รับการยอมรับ ล้วนช่วยเพิ่มความผูกพันต่อองค์กรและทำให้พนักงานอยากเติบโตไปพร้อมกับบริษัท

  • สื่อสารกับพนักงานอย่างเปิดเผยและสม่ำเสมอ: ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยลดความกังวลของพนักงานได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประกอบการ ทิศทางขององค์กร หรือการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น เมื่อพนักงานเข้าใจสถานการณ์และมองเห็นบทบาทของตัวเองก็จะรู้สึกมั่นใจและพร้อมเดินหน้าไปกับองค์กรมากขึ้น

 

Employee Engagement คืออะไร? ทำยังไงให้พนักงานผูกพันกับองค์กร?

 

การเลือกกอดงานเอาไว้เพื่อความมั่นคงในยุคเศรษฐกิจผันผวนนั้นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะแต่ละคนล้วนมีเหตุผลและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน แต่การกอดควรเป็นการกอดเพื่อตั้งหลัก ไม่ใช่กอดเพื่อย่ำอยู่กับที่ ไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะเลือกมองหาโอกาสขยับขยายในที่ใหม่ หรือเลือกเติบโตในองค์กรเดิม สิ่งสำคัญคือการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เมื่อวันที่โอกาสดี ๆ มาถึงจะได้พร้อมคว้าโอกาสนั้นทันที ขณะเดียวกันองค์กรเองก็ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า ได้เติบโต พัฒนาตัวเอง และอยากเดินหน้าร่วมทางไปด้วยกัน เพราะเมื่อทั้งคนทำงานและองค์กรเติบโตไปพร้อมกันย่อมสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าในระยะยาว

 

รวมวิธีเขียนเรซูเม่ให้น่าสนใจ ฉบับคนทำงานที่เดิมมานาน

 

มองหางานใหม่ที่ใช่ ฝากประวัติกับ JobThai ได้ที่นี่เลย

 

ที่มา:

cultureamp.comcreativelivesinprogress.comonline.usc.edurichgroupusa.com

tags : career and tips, jobthai, งาน, คนทำงาน, กอดงาน, เปลี่ยนงาน, job hugging, job hopping, เทรนด์การทำงาน, ย้ายงาน



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม