เมื่อมาถึงจุดที่อยากสมัครงานตำแหน่งที่อยู่ในระดับที่เกี่ยวกับการบริหาร คิดว่า Resume สำหรับผู้บริหารควรมีหน้าตาประมาณไหน มีอะไรบ้างที่เราควรเน้นเพื่อเพิ่มความโดดเด่น และมีอะไรบ้างที่ไม่จำเป็นต้องเน้นอีกต่อไป วันนี้ JobThai จะมาแชร์เทคนิคที่จะช่วยให้เรซูเม่เข้าตาองค์กรสำหรับคนที่กำลังหางานสายบริหารโดยเฉพาะ
ก่อนอื่นเราต้องรู้ความแตกต่างระหว่าง Resume กับ CV เพราะเอกสารทั้ง 2 อย่างนี้มีความแตกต่างกันดังนี้
- Resume เป็นเหมือนเอกสารสรุปไฮไลต์ในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานโดยเขียนออกมาอย่างกระชับ ให้อยู่ในประมาณ 1-2 หน้ากระดาษ
- CV เป็นเอกสารที่เล่าประวัติชีวิตในด้านการศึกษา การทำงาน และประสบการณ์ทางสายอาชีพแบบลงลึก อาจยาวตั้งแต่ 2-10 หน้ากระดาษ หรือมากกว่านั้นก็ได้
ซึ่งเราจะทำออกมาในรูปแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับสายงานและลักษณะธุรกิจหรืออุตสาหกรรม รวมถึงแล้วแต่ว่าประกาศงานขอเอกสารแบบไหน ซึ่งถ้าใครมั่นใจแล้วว่างานที่เราจะสมัครต้องใช้ Resume แน่ ๆ ก็ลองไปดูเทคนิคการเขียน Resume สำหรับผู้บริหารกันได้เลย!

กำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้ Resume ด้วยการเน้นตำแหน่งที่สมัคร
เมื่อรู้แล้วว่าจะสมัครงานในตำแหน่งอะไร โจทย์ก็คือ “เราจะเขียนเรซูเม่ยังไงเพื่อให้องค์กรมองเห็นว่าเหมาะกับตำแหน่งงานนั้นจริง ๆ” นี่คือเคล็ดลับที่ช่วยเก็บความละเอียด คุมทิศทางของเนื้อหาและการนำเสนอเรซูเม่ของเราให้สอดคล้องกับตำแหน่งที่จะสมัคร
- เวลาเขียน Resume สำหรับผู้บริหาร เราอาจใส่ชื่อตำแหน่งที่ต้องการสมัครไว้ตรงส่วนบนของเรซูเม่ เช่น Business Development Manager, Marketing Manager, Logistics Manager เพื่อให้สะดุดตา HR ตั้งแต่แรก
- การตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกช่วยให้เรซูเม่กระชับ อ่านง่าย เพราะฉะนั้นถึงจะเคยทำงานมาหลายตำแหน่ง หรือหลายสายงานในช่วงที่ทำงานแรก ๆ แต่ถ้าประสบการณ์เหล่านั้นไม่เกี่ยวกับตำแหน่งที่เราสนใจก็ไม่จำเป็นต้องใส่ลงไปในเรซูเม่
- การกำหนดทิศทางให้ชัดเจนตั้งแต่แรกจะช่วยให้ผู้อ่านเรซูเม่ได้เห็นเส้นทางอาชีพของเราอย่างแท้จริงว่าเราเดินมาในสายนี้โดยเฉพาะ หรือมีทักษะความสามารถที่เหมาะกับตำแหน่งนี้โดยตรง ซึ่งช่วยให้นายจ้างเชื่อมโยงเรากับตำแหน่งได้ทันที
จั่วหัวด้วย Resume Summary ที่เน้นผลงาน
การเขียน Resume สำหรับผู้บริหาร ควรให้ความสำคัญกับ Resume Summary เพราะมันจะช่วยให้นายจ้าง หรือ HR เห็นภาพรวมและจุดเด่นของเราได้อย่างรวดเร็ว โดยยังไม่ต้องอ่านทั้งเรซูเม่
- Resume Summary หรือบางคนอาจเรียกว่า Professional Summary เป็นการเขียนสรุปจดเด่นที่สำคัญและโดดเด่นของเราออกมาในความยาวประมาณ 3-4 บรรทัดเอาไว้ตรงส่วนบนของเรซูเม่ จึงควรมีลักษณะกระชับ อ่านง่าย
- ควรนำเสนอทักษะด้านการบริหารทีมหรือบริหารงาน เพื่อให้ HR เห็นว่าเราสามารถดูแลจัดการงานและคนได้อย่างราบรื่น โดยอาจพูดถึงทักษะการบริหารงบประมาณ ทักษะการจัดสรรคนและทรัพยากร เป็นต้น
- นำเสนอความสามารถในการวางกลยุทธ์และการนำไปปฏิบัติจริง โดยอาจยกตัวอย่างโปรเจกต์ที่เคยทำ รวมถึงควรกล่าวถึงความสำเร็จที่จับต้องได้ด้วย
- คนเป็นผู้บริหารอาจกล่าวถึงวิสัยทัศน์ ทัศนคติ หรือสไตล์การทำงานลงไปแบบคร่าว ๆ เพื่อให้พอเห็นภาพว่าเราจะเป็นผู้บริหารที่มีคาแรกเตอร์แบบไหน หรือมีมุมมองในการทำงานยังไง
- นอกจากนี้เราอาจยกประสบการณ์บางอย่างมานำเสนอได้ เช่น เราเคยทำงานตำแหน่งที่เกี่ยวข้องมานานกี่ปี เราเคยดูแลลูกทีมกี่คน
Career Objective สำหรับผู้บริหาร (กรณีประสบการณ์ยังน้อย)
สำหรับคนที่เพิ่งเคยเขียน Resume สำหรับผู้บริหารเป็นครั้งแรก เพราะยังไม่เคยทำงานสายบริหารมาก่อน หรืออาจยังมีประสบการณ์ด้านการบริหารน้อย แทนที่เราจะเขียน Resume Summary เราอาจเปลี่ยนไปเขียน Career Objective แทน
- Career Objective หรือ เป้าหมายอาชีพ เป็นส่วนที่เขียนเพื่ออธิบายเป้าหมายอาชีพ ช่วยให้ผู้อ่านเรซูเม่เข้าใจทิศทางอาชีพที่เราต้องการจะไปและเห็นศักยภาพเบื้องต้นของเรา โดยเขียนให้อยู่ในความยาวประมาณ 3-4 บรรทัด
- เขียนสรุปให้พอเห็นภาพว่าเรากำลังมองหางานตำแหน่งอะไร ในองค์กรลักษณะแบบไหน
- นำเสนอจุดแข็งในตัวเรา โดยใครที่กำลังเขียน Resume สำหรับผู้บริหาร อยู่ก็อาจเขียนเกี่ยวกับทักษะความเป็นผู้นำ ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ หรือเชี่ยวชาญอื่น ๆ ของเราที่จะสามารถมอบให้กับบริษัทได้
เลือกเขียนทักษะที่เหมาะกับตำแหน่งงาน

หลังจากที่ได้เขียนในส่วนแรกไปแล้ว เราจะมาเริ่มเข้าสู่พาร์ทเนื้อหาส่วนอื่น ๆ ของ Resume สำหรับผู้บริหารกัน โดยเริ่มต้นจากพาร์ททักษะการทำงาน ซึ่งเราควรเน้นเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร
สำหรับระดับ Top Management คือคนที่มีส่วนในการกำหนดกลยุทธ์และคอยดูแลจากข้างบน อย่างเช่นตำแหน่ง VP ไปจนถึง C-Level ดังนั้นจึงควรเขียนทักษะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการวางกลยุทธ์ การบริหารองค์กร หรือการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่ในภาพใหญ่ เช่น Long-term Strategic Planning, Revenue Growth Strategy, KPI & Performance Management, Crisis Management
สำหรับระดับ Middle Management คือคนที่ต้องนำเอาแผนกลยุทธ์จากผู้บริหารระดับสูงมาทำให้เป็นจริงให้ได้ โดยอาจจะต้องแจกจ่ายให้ลูกทีมทำต่อไป ทักษะที่เราควรเขียนก็คือทักษะที่จะแสดงว่าเราสามารถทำได้จริง ๆ เช่น Agile, Project Management, Data Analysis, Stakeholder Management, Cross-functional Collaboration, Strategic Planning, Presentation Skills
นอกจากนี้ยังมีเทคนิคอื่น ๆ อีกที่เราต้องคำนึงถึงเวลาที่เขียนทักษะลงใน Resume สำหรับผู้บริหาร เช่น
- สามารถเน้นทักษะที่มีความเฉพาะทาง หรือทักษะที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญขั้นสูง ที่ทำให้เราเข้าใจเนื้องานของลูกทีมได้อย่างรอบด้านเมื่อมองจากด้านบนลงมา
- ถ้าไม่เคยทำงานด้านบริหารมาก่อน ให้ลองนึกถึง Transferable Skills หรือทักษะที่สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับงานต่าง ๆ ว่าเรามีทักษะอะไรที่จำเป็นสำหรับการเป็นหัวหน้าคนบ้าง หรือบางทีหากลองนึกดี ๆ เราอาจจะเคยทำงานที่ได้ใช้ทักษะที่เกี่ยวกับการบริหารทีมหรือบริหารงานแล้วก็ได้ เช่น เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการทำโปรเจกต์อะไรบางอย่างที่สำคัญ
- ไม่จำเป็นต้องใส่ทักษะระดับ Entry-level ที่ใคร ๆ ก็มีเป็นพื้นฐาน เช่น Microsoft Word โดยตอนที่เขียนให้ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจได้เลย
เขียนพาร์ทประสบการณ์ให้จับต้องได้
สำหรับคนที่ทำงานมานาน เราสามารถใช้พาร์ทนี้พรีเซนต์ตัวเองได้เต็มที่ โดยจะมีลักษณะการเขียนดังนี้
- เลือกเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เป็นไฮไลต์ของอาชีพและต้องเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัคร
- เขียนว่าเคยทำอะไรมาบ้างมันไม่พอ เราควรต้องเล่าด้วยว่า “ทำแล้วเกิดผลลัพธ์อะไร” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และให้ประสบการณ์เสริมความโดดเด่นในตัวเรา
- เขียนอธิบายสิ่งที่เราสร้างให้กับองค์กรหรือทีม เช่น เราช่วยเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน ไปได้มากน้อยแค่ไหน
- หากแต่ละตำแหน่งงานที่เคยทำมีโปรเจกต์ที่สำคัญและน่าสนใจมาก ๆ สามารถดึงแยกออกมามาเขียนเป็น Accomplishment หรือความสำเร็จที่สำคัญ แล้วอธิบายรายละเอียดของโปรเจกต์ วิธีการทำงาน และผลลัพธ์
- สามารถเขียนประสบการณ์ของแต่ละตำแหน่งในลักษณะ Bullet เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน
พรีเซนต์พาร์ทการศึกษาให้ถูกทาง
การทำงานมานานเป็นเหมือนดาบ 2 คม คมด้านนึงคือเรามีประสบการณ์มากมายจากการทำงาน แต่ถ้าเรานำเสนอตัวเองในเรซูเม่ไม่ดี ก็อาจเจอกับคมอีกด้าน คือเราอาจถูกตัดสินไปก่อนว่าความรู้และทักษะพื้นฐานของเราอาจไม่อัปเดตหรือหมดอายุ ดังนั้นเวลาที่เขียนพาร์ทการศึกษาใน Resume สำหรับผู้บริหาร แนะนำให้เขียนแค่วุฒิที่จบมาและชื่อสถานศึกษาก็พอ ไม่จำเป็นต้องบอกวันเดือนปีที่เรียนจบเพื่อลดอคติด้านอายุ และถ้าใครมีวุฒิการศึกษาหลายวุฒิ แนะนำให้เน้นไปที่วุฒิการศึกษาที่ใหม่ที่สุดและเกี่ยวข้องกับงานที่สมัครที่สุด
เลือก Keywords สำคัญจากประกาศงานมาเขียน
เดี๋ยวนี้กว่าเรซูเม่ของเราจะไปถึงสายตา HR ก็อาจมีหลายบริษัทใช้เทคโนโลยีคัดกรองเรซูเม่อย่าง ระบบ ATS (Applicant Tracking System) ก่อน โดยระบบจะคัดกรองด้วยการตรวจจับเนื้อหาในเรซูเม่ของเราว่ามี Keywords ที่ตรงกับที่ HR ตามหาอยู่รึเปล่า เพื่อให้ HR เจอแคนดิเดตที่ดูตรงกับที่ตามหามากที่สุด ดังนั้นเวลาเขียนเรซูเม่ เราจึงควรเขียนให้สอดคล้องกับประเภทธุรกิจและตำแหน่งงานที่สมัคร โดยเลือกใช้คำ Keywords บางอย่างที่ตรงกับในประกาศงานเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจจับ เช่น “KPI & Performance Management” หรือ “Strategic Planning”
การเขียน Resume สำหรับผู้บริหารควรเริ่มต้นจากการกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่าเราจะสมัครตำแหน่งไหน เพื่อให้ทุกส่วนของเรซูเม่ไปในทางเดียวกัน เขียนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งและตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เราอาจใช้ Resume Summary เพื่อสรุปภาพรวมของเรซูเม่ หรือถ้าใครยังไม่เคยเป็นผู้บริหารหรือหัวหน้ามาก่อนก็สามารถใช้ Career Objective แทนได้ พร้อมเสริมความโดดเด่นด้วยประสบการณ์การทำงานและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น ยอดขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่เราดูแล รวมถึงใช้ Keyword ที่ให้ตรงประกาศงานเพื่อเพิ่มโอกาสถูกตรวจจับโดยระบบ ATS ให้มากขึ้น ส่วนพาร์ทการศึกษาแนะนำให้เขียนเฉพาะวุฒิการศึกษาและสถาบันที่จบมาแต่ไม่ต้องใส่เลขปีเพื่อลดอคติเรื่องอายุ
ที่มา:
resumegenius.com
indeed.com
themuse.com
mycvcreator.com