สิทธิที่คนทำงานต้องรู้: ไขข้อข้องใจ ทำไมต้องตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน

สิทธิที่คนทำงานต้องรู้: ไขข้อข้องใจ ทำไมต้องตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน
01/12/17   |   53.6k   |  

“สัมภาษณ์งานผ่านแล้ว บริษัทก็ตอบรับให้เข้าทำงานแล้ว แต่กลับไม่ได้เริ่มงานเพราะผลตรวจสุขภาพไม่เป็นไปตามที่บริษัทต้องการ”

มีใครเคยพบเจอเหตุการณ์นี้กับตัวเอง หรือว่าเคยมีคนรอบตัวเจอแบบนี้บ้างหรือเปล่า

แม้จะเอาชนะผู้สมัครมากมายได้ แต่คนจำนวนไม่น้อยกลับต้องชวดงานที่หมายตาไว้ ด้วยสาเหตุจากอาการป่วยที่เจอตอนไปตรวจสุขภาพ เพราะสำหรับบางบริษัทความสามารถของเราก็อาจจะเอาชนะอาการเจ็บป่วยบางอย่างไม่ได้ แม้ว่ามันจะไม่ได้ร้ายแรงหรือส่งผลถึงการทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ เลยก็ตาม

หลายต่อหลายคนสงสัยว่า จริง ๆ แล้วการให้ว่าที่พนักงานตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และถ้าตรวจพบว่าสุขภาพไม่สมบูรณ์ การปฏิเสธที่จะรับเข้าทำงานทั้ง ๆ ที่ตอบรับไปแล้ว สามารถทำได้จริงหรือ JobThai มีคำตอบของคำถามเหล่านั้นมาให้กับคนทำงานทุกคนในบทความนี้แล้ว

 

 

  • กฎหมายไม่ได้บังคับให้ผู้สมัครงานต้องส่งผลตรวจร่างกายให้บริษัทก่อนเริ่มงาน การตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละองค์กรว่าต้องการผลตรวจสุขภาพหรือไม่
  • ข้อดีของการตรวจร่างกายก่อนเข้าทำงาน คือ เพื่อให้ทั้งเราและบริษัทมั่นใจว่าเราแข็งแรงพอที่จะทำงาน และจะไม่ได้รับความเสี่ยงจากการทำงานนั้น ๆ รวมถึงเพื่อความปลอดภัยคนอื่น ๆ ที่ต้องร่วมงานกับเราด้วย
  • การตรวจหาเชื้อ HIV เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ หากเราเซ็นเอกสารยินยอมให้มีการตรวจ ซึ่งบริษัทควรพิจารณาตามความเหมาะสมด้วย ถ้าตำแหน่งนั้น ๆ ไม่ได้มีโอกาสที่จะเสียเลือดหรือแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้ง่าย ก็ไม่ควรขอตรวจ เพราะจะดูเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเกินไป
  • บริษัทไม่สิทธิปฏิเสธที่จะรับคนเข้าทำงาน หรือให้พนักงานออกจากงานด้วยเหตุผลที่เขาเป็นผู้ติดเชื้อ HIV
  • เราควรถามรายละเอียดเรื่องการตรวจสุขภาพกับฝ่ายบุคคลให้ชัดเจนทุกครั้ง ว่ามีอะไรที่เราคิดว่าไม่จำเป็นและไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผยบ้าง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาทั้งสองฝ่าย
     

 

ทำไมถึงต้องตรวจร่างกายก่อนเข้าทำงานด้วย กฎหมายกำหนดไว้หรือเปล่า

คำตอบก็คือ ไม่ใช่ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ผู้สมัครต้องส่งผลตรวจร่างกายให้กับบริษัทก่อนเข้าทำงาน การตรวจร่างกายตามที่กฎหมายกำหนดนั้น จะเป็นการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ทํางานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงเท่านั้น เช่น งานที่ต้องเกี่ยวข้องกับสารเคมีจำนวนมาก หรืองานที่จะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อาจเป็นอันตรายต่อพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นต้องอยู่กับเสียงที่ดังมาก ๆ หรือสายตาต้องสู้กับแสงอยู่ตลอดเวลา และการตรวจสุขภาพแบบนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราได้เข้าไปทำงาน มีการเซ็นสัญญาว่าจ้าง เป็นพนักงานของบริษัทอย่างถูกต้องแล้วเท่านั้น

ดังนั้นเราไม่ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานก็ได้ ไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจจะต้องแลกมากับการโดนบริษัทปฏิเสธที่จะให้เราไปร่วมงานด้วย

 

แล้วประโยชน์ของการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานล่ะ คืออะไร ลองมามองกันทั้งในมุมขององค์กรและคนทำงาน

ฝั่งองค์กร

ข้อแรกก็คือเพื่อความปลอดภัยของเราเองและเพื่อความมั่นใจของบริษัท ว่าสุขภาพของเราแข็งแรงพอที่จะทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ ได้ และจะไม่ได้รับความเสี่ยงจากการทำงานนั้น ๆ รวมถึงเพื่อให้แน่ใจว่าเราไม่มีโรคติดต่อที่สามารถแพร่กระจายสู่คนอื่น ๆ ได้ง่าย เช่น วัณโรคที่เชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านทางอากาศได้ ซึ่งอาจจะทำให้ส่งผลกระทบให้สุขภาพของเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ แย่ตามไปด้วย

นอกจากนั้นแล้ว บางโรคอาจจะไม่ใช่โรคที่ติดต่อหรือสามารถแพร่เชื้อได้ง่าย แต่ก็อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน เวลาทำงาน และค่าใช้จ่ายที่ทางบริษัทต้องจ่ายให้ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่โรคที่ติดต่อได้ง่ายอย่างที่ใครหลายคนกลัว แต่หากเมื่อไหร่ที่อาการกำเริบขึ้นมา ก็อาจทำให้ต้องหยุดงานเป็นเวลานานเพื่อรักษา หรือหากเชื้อพัฒนาจนถึงขั้นเป็นมะเร็งตับ ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงาน บางบริษัทที่มีสวัสดิการช่วยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้กับพนักงาน ก็อาจจะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น โดยที่พนักงานไม่สามารถทำงานให้กับเขาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ฝั่งคนทำงาน

ด้านคนทำงานเองก็จะได้รู้ว่าสุขภาพของตัวเองเหมาะสมกับตำแหน่งงานนั้น ๆ จริงหรือไม่ มีจุดอ่อนเรื่องสุขภาพที่อาจจะเป็นปัญหาต่อการทำงานตรงไหนบ้าง ที่สำคัญสำหรับคนทำงานที่ปกติมักจะละเลยและไม่ค่อยได้ตรวจสุขภาพตัวเองเป็นประจำ การตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานก็ยังถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้รับรู้ถึงสุขภาพพื้นฐานของตัวเองว่าที่ดูปกตินั้นมีอาการเจ็บป่วยหรือมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคอะไรหรือเปล่าอีกด้วย

 

ปกติแล้วบริษัทจะให้เราตรวจอะไรบ้าง

แต่ละองค์กรก็จะมีรายละเอียดการตรวจสุขภาพที่แตกต่างกันไป และถึงแม้จะเป็นองค์กรเดียวกัน ก็ยังอาจจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งหน้าที่ หรือสถานที่ในการทำงานเช่นกัน

หลาย ๆ องค์กรก็จะตรวจแค่พื้นฐาน เช่น ซักประวัติโดยแพทย์ วัดความดัน หัวใจ และเอ็กซเรย์ปอด แต่สำหรับบางองค์กรก็อาจจะต้องการผลตรวจมากกว่านั้น เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรืออุจจาระ เพื่อหาสารเสพติด ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หรือโรคติดต่อต่าง ๆ เช่น วัณโรค หรือตรวจภาวะการตั้งครรภ์ แต่หากงานที่มีความเสี่ยงสูง ก็อาจจะต้องมีการตรวจที่ละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นไปอีก

 

จะรู้ได้ยังไงว่าบริษัทนี้อยากให้เราตรวจมากน้อยแค่ไหน

การอำนวยความสะดวกจากบริษัทในการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานของแต่ละบริษัทก็แตกต่างกันไป บางบริษัทมีการกำหนดโรงพยาบาลที่เราจะต้องไปตรวจและส่งชื่อเราไปทางโรงพยาบาลให้เรียบร้อย โดยที่เรามีหน้าที่แค่ไปตรวจโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย กรณีนี้ผลตรวจมักจะถูกส่งไปยังบริษัทโดยตรง

ในขณะที่บางบริษัทอาจจะมีแค่ลิสต์รายการสิ่งที่ต้องตรวจ แต่ไม่ระบุโรงพยาบาล ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ เราก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง และส่งผลตรวจที่เราได้รับมาให้บริษัทก่อนเริ่มงาน

อย่างไรก็ตามบางองค์กรก็อาจจะไม่ได้แจ้งอะไรกับเรามากกว่าบอกให้เราไปตรวจร่างกาย ในกรณีนี้เราก็ควรจะถามทางฝ่ายบุคคลให้ชัดเจนว่าจะต้องตรวจอะไรบ้าง ตรวจที่คลินิกได้ไหม หรือแค่ที่โรงพยาบาลเท่านั้น การถามรายละเอียดทั้งหมดให้ชัดเจน ก็เพื่อให้เข้าใจตรงกัน จะได้ไม่ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจใหม่  

 

บริษัทให้ตรวจ HIV ด้วย ผิดกฎหมายไหม ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเกินไปหรือเปล่า

จริง ๆ แล้วบริษัทสามารถตรวจหาเชื้อ HIV ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีเอกสารที่ผู้สมัครอย่างเราเซ็นยินยอมให้ตรวจเท่านั้น ซึ่งฝ่ายบริษัทเองก็ควรพิจารณาตามความเหมาะสมด้วยว่าตำแหน่งนั้น ๆ มีความจำเป็นต้องตรวจแค่ไหน มีโอกาสเสียเลือด หรือแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นหรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้วว่าไม่มีโอกาสติดต่อ บริษัทก็ไม่ควรที่จะขอตรวจ เพราะจะดูเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลของผู้สมัครมากเกินไป เพราะเชื้อ HIV ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถติดต่อกันได้ง่าย และคนที่มีเชื้อ HIV ที่มีการดูแลรักษาตัวเองเป็นอย่างดี ก็ยังสามารถทำงานได้เหมือนกับคนอื่น ๆ

ซึ่งหากผลตรวจออกมาว่ามีเชื้อ HIV บริษัทไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธการรับเข้าทำงาน โดยยกเหตุผลเรื่องการติดเชื้อ HIV ขึ้นมาอ้าง หรือถึงแม้จะเซ็นสัญญาจ้างงานแล้ว บริษัทก็ไม่มีสิทธิ์ให้ออกด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน เพราะผู้ที่ติดเชื้อ HIV ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะได้ได้รับการเคารพ ให้เกียรติ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติจากคนในสังคม

 

อย่างไรก็ตามก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าในความเป็นจริงแล้วหากบริษัทไม่พร้อมที่จะรับคนที่ติดเชื้อ HIV มาร่วมงานด้วย เขาก็อาจหยิบเหตุผลอื่นขึ้นมาใช้อยู่ดี ดังนั้นเราจึงควรสอบถามรายละเอียดเรื่องการตรวจสุขภาพจากฝ่ายบุคคลให้ชัดเจนเสียก่อน ว่าเขาต้องการผลตรวจอะไรบ้าง และเราคิดว่ามันเหมาะสมหรือไม่ จะได้ไม่ต้องเสียเวลากันทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราคิดว่ามันไม่มีความจำเป็นและไม่สมควรจะเปิดเผย

 

 

JobThai มี Line แล้วนะคะ

ติดตามสาระความรู้สำหรับคนทำงาน ที่ย่อยง่าย อ่านสนุก และพูดคุยทุกแง่มุมเกี่ยวกับการทำงานอย่างใกล้ชิดที่

เพิ่มเพื่อน

 

tags : career & tips, คนทำงาน, สิทธิของคนทำงาน, เคล็ดลับสำหรับคนทำงาน, การตรวจสุขภาพ, คนหางาน, สมัครงาน



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email

ขอบคุณสำหรับการติดตาม