พฤติกรรมการทำงานในโลกยุคใหม่มักจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ในช่วงปีที่ผ่านมาได้เกิดกระแสหนึ่งที่เรียกว่า Task Masking ขึ้นมา ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พนักงานทำทีเป็นว่าตัวเองมีงานยุ่งเกินกว่าความเป็นจริง และเป็นกลายความท้าทายสำหรับหลาย ๆ องค์กรในปัจจุบัน ไปดูกันว่าพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นสาเหตุ และจะรับมือกับมันยังไง วันนี้ JobThai มีคำตอบ
Task Masking คือพฤติกรรมการแกล้งทำเป็นยุ่งในที่ทำงาน โดยมีที่มาจากคำว่า Task ที่แปลตรงตัวว่างาน และ Masking คือการใส่หน้ากากหรือการเสแสร้งแกล้งทำ ความหมายของคำนี้จึงหมายถึงพฤติกรรมเชิงลบที่พนักงานแกล้งทำเป็นงานยุ่งตลอดเวลา พฤติกรรมนี้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงาน Gen Z ที่ต้องกลับมาทำงานในออฟฟิศตามนโยบายของบริษัท โดยพนักงานส่วนใหญ่ที่ทำพฤติกรรมนี้มักรู้สึกว่าตัวเองทำงานที่บ้านได้มีประสิทธิภาพมากกว่าในออฟฟิศ เมื่อต้องถูกบังคับให้เข้าออฟฟิศทุกวัน พนักงานบางกลุ่มก็จะดื้อเงียบและจะหาทางต่อต้านนโยบายนี้ด้วยการแสดงออกภายนอกว่าขยันทำงานแต่แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
พฤติกรรม Task Masking คือการแสดงออกให้คนอื่นในบริษัทเห็นว่าตนเองงานยุ่งอยู่ตลอด แต่แท้จริงแล้วกลับไม่ได้ทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร โดยตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่ การเคาะแป้นพิมพ์เสียงดังในขณะที่พิมพ์งานเพื่อให้เพื่อนร่วมทีมได้ยิน การเดินไปมาในออฟฟิศพร้อมกับโน้ตบุ๊กเสมือนว่าต้องไปคุยงานกับแผนกนู้นแผนกนี้ การจองเวลาในปฏิทินเพื่อประชุมปลอม ๆ หรืออ้างว่ามีธุระด่วน การตอบ Email นอกเวลาทำงานเพื่อแสดงให้เห็นว่างานยุ่งเสียจนต้องอาศัยเวลาหลังเลิกงานเพื่อเคลียร์งานที่เหลือให้เสร็จ
สาเหตุที่พฤติกรรม Task Masking เริ่มกลายเป็นปัญหามีที่มาจากการที่บริษัทเริ่มบังคับให้พนักงานกลับมาทำงานในออฟฟิศหลังธุรกิจฟื้นตัวจากการระบาดของยุคโควิด 19 หลายบริษัทส่งสัญญาณให้พนักงานรู้ว่าการปรากฏตัวในออฟฟิศสื่อถึงประสิทธิภาพในการทำงาน การตอบโต้ของคนทำงานบางกลุ่มจึงออกมาในรูปแบบของความพยายามในการทำให้ดูเหมือนว่ามีประสิทธิภาพเพื่อเอาใจองค์กรแต่เพียงผิวเผิน นอกจากนี้พฤติกรรมดังกล่าวอาจเป็นการแสดงออกถึงปัญหาเรื่องความเชื่อใจหรือการมีส่วนร่วมในองค์กร หรือความรู้สึกหมดไฟในการทำงานที่ออฟฟิศได้เช่นกัน
การจะเข้าใจพฤติกรรมนี้อย่างลึกซึ้ง ต้องไม่รีบด่วนสรุปว่าสาเหตุนั้นเกิดจากความเกียจคร้านของพนักงาน ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนได้วิเคราะห์ว่านี่คือวิธีที่พนักงานบางคน ใช้รับมือกับการสอดส่องพฤติกรรมของคนทำงานในออฟฟิศ หรือที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเรียกว่า “Toxic Productivity Culture” หรือ วัฒนธรรมการทำงานเชิงลบที่ดูเหมือนจะมีเป้าหมายที่ดีที่ทำให้คนต้องขยันทำงานเพื่อองค์กร แต่กลับนำไปสู่การแสดงออกว่าขยันแต่ไม่ได้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริงให้กับองค์กรเท่าที่ควร
นอกจากนี้ ที่ทำงานยุคใหม่มีมาตรการตรวจตราพฤติกรรมคนทำงานที่นับวันจะซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน (มากกว่าการเช็กเวลาเข้า-ออกงาน) ตัวอย่างตั้งแต่ บางบริษัทอาจมีการตรวจสอบกิจกรรมบนหน้าจอ ความถี่ของการส่งอีเมล ซอฟต์แวร์ หรือมีการสังเกตพฤติกรรมของพนักงานว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ กำลังทำงาน หรือพูดคุยเล่นกันอยู่ เมื่อองค์กรส่งสัญญาณว่าอยากเห็นทุกคนในองค์กรตั้งหน้าตั้งตาทำงานสร้างผลผลิตให้กับองค์กรอย่างขยันขันแข็ง พฤติกรรม Task Masking จึงเป็นการกระทำเพื่อตามน้ำ และแสดงออกอย่างผิวเผินให้องค์กรเห็นในสิ่งที่อยากเห็น
หากไม่แน่ใจว่าตัวคุณเองกำลังทำพฤติกรรม Task Masking อยู่โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่าลองสังเกตสัญญาณเหล่านี้ดู
- รู้สึกว่าตัวเอง "ยุ่ง" ตลอดเวลาแต่ไม่สามารถบอกได้ว่าความสำเร็จล่าสุดของคุณคืออะไร: คุณอาจรู้สึกยุ่งทั้งวันแต่สุดท้ายก็สงสัยว่าตัวเองทำอะไรสำเร็จไปบ้าง
- กังวลเมื่อต้องมีการตรวจสอบงานเพราะไม่มีความคืบหน้าให้รายงาน: การทำงานไม่สำเร็จตามเกณฑ์การวัดผลบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา และหลีกเลี่ยงการพูดคุยเกี่ยวกับความรับผิดชอบซึ่งเกิดจากความกดดันและความกลัวที่จะถูกจับได้ว่างานที่ทำอยู่ไม่มีความคืบหน้า นี่อาจเป็นสัญญาณของปัญหาด้านประสิทธิภาพที่เข้าข่ายพฤติกรรม Task Masking
- วางแผนวันทำงานเพื่อให้คนอื่นเห็น แต่ไม่ใช่เพื่อส่งมอบผลลัพธ์การทำงานที่แท้จริง: คุณอาจรู้สึกกดดันที่จะต้องแสดงออกว่าตัวเองต้องมีส่วนร่วมในงานมากกว่าที่จะมีส่วนร่วมจริง ๆ โดยเน้นที่การทำให้ครบชั่วโมงหรือให้หัวหน้างานและสมาชิกในทีมคนอื่น ๆ มองเห็นอย่างชัดเจน
- รู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานเมื่อหมดวัน: ลองนึกภาพของการวิ่งบนลู่วิ่งที่คุณใช้ความพยายามอย่างมากจนรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ก็ไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าเลย เช่นเดียวกับการทำงานไปวัน ๆ โดยขาดแรงบันดาลใจ สิ่งนี้สร้างความเครียดและความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่องจากการที่ตัวเองหมดไฟ หรือ รู้สึกสิ้นหวังกับโอกาสในการเติบโตในองค์กร
หากคุณประเมินตัวเองแล้วคิดว่าเข้าข่ายมีพฤติกรรม Task Masking ลองไปดูกันว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและกลับสู่เส้นทางการเติบโตในบริษัทได้
-
ติดตามเวลาการทำงาน
เริ่มจากลองจดบันทึกอย่างละเอียดว่าคุณใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง อย่าแค่จดว่าคุณกำลังทำอะไร แต่ให้วิเคราะห์ด้วยว่างานเหล่านั้นเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่มีความหมายของทีมหรือองค์กรไหมเมื่อจบวัน ให้ถามตัวเองอย่างจริงจังว่า มีสิ่งใดบ้างที่ทำในวันนี้ที่ช่วยให้งานก้าวหน้าอย่างแท้จริง เมื่อรู้แล้วว่าเวลาของคุณหมดไปกับอะไร ให้ลงลึกถึงเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะความเหนื่อยหน่าย งานเยอะเกินไป หรือความต้องการการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือบริษัท เมื่อคุณตระหนักถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริงแล้ว คุณก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้
-
ตั้งเป้าหมายที่เน้นผลลัพธ์และจัดลำดับความสำคัญของงาน
ลองตั้งเป้าหมายรายสัปดาห์ที่เน้นผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง ให้เปลี่ยนจาก “ทำงานโปรเจกต์” เป็น “ส่งฉบับร่าง” หรือ “เขียนข้อเสนอสำหรับลูกค้าให้เสร็จ” ยิ่งเป้าหมายชัดเจนและจับต้องได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คุณรับผิดชอบต่อตัวเองได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรจัดลำดับความสำคัญอย่างเด็ดขาด ให้เริ่มทำงานที่มีผลกระทบสูงก่อนในช่วงต้นวัน และจัดเวลาเฉพาะสำหรับการทำงานแบบจดจ่อ (Deep Work) เพื่อให้งานเหล่านั้นเสร็จสิ้น การจัดลำดับความสำคัญนี้อาจรวมถึงการปฏิเสธคำขอร้องเรื่องงานของคนอื่นที่ไม่สอดคล้องกับงานหลักของคุณด้วย
-
ขอคำติชม (Feedback) มากกว่าคำชื่นชม
แม้ว่าคุณอาจจะคิดว่างานของคุณมีคุณค่า แต่คนอื่นอาจไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน หากคุณไม่แน่ใจว่าจะสร้างประโยชน์ได้อย่างไรหรือจะวัดผลกระทบได้อย่างไร ให้ลองเปิดใจคุยกับหัวหน้างานแล้ว ขอคำแนะนำแบบตรงไปตรงมาว่างานของคุณสามารถพัฒนาได้อีกไหม หรือควรปรับปรุงการทำงานนั้นได้อย่างไร การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณเห็นชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญและสร้างความมั่นใจที่แท้จริงได้
สำหรับผู้นำที่ต้องเผชิญกับปัญหา Task Masking ในวงกว้าง ขั้นตอนแรกคือการเปลี่ยนมุมมองความสำเร็จจาก "จำนวนกิจกรรม" เป็น "ผลลัพธ์หรือผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้น" และสื่อสารสิ่งนี้ให้ทีมรับทราบ พร้อมทั้งจัดหาเครื่องมือที่จำเป็นให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจรวมถึง
- การชี้แจงผลลัพธ์ด้วยแผนผังองค์กรและความรับผิดชอบที่ชัดเจน
- การใช้วิธีติดตามและประเมินผลงานอย่างสม่ำเสมอ และการประชุมร่วมกันรายสัปดาห์ โดยเน้นการให้ข้อเสนอแนะที่อ้างอิงจากเป้าหมายและ KPI
- การให้ความรู้เรื่องการแบ่งเวลาและการวางแผนโดยใช้ผลลัพธ์เป็นหลัก
- การตรวจสอบกระบวนการทำงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาและแก้ไขจุดที่ติดขัดหรือความไม่มีประสิทธิภาพ
การสื่อสารและติดตามความเป็นไปของพนักงาน องค์กรสามารถให้หัวหน้างานใช้วิธีนัดพูดคุยแบบตัวต่อตัวบ่อย ๆ เพราะการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องจะทำให้หัวหน้างานรับรู้ความเป็นไปว่าพนักงานแต่ละคนกำลังทำอะไรอยู่ และยังช่วยเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความกังวลต่าง ๆ การเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการถามว่าพวกเขารู้สึกยังไงกับการทำงานตอนนี้ จะช่วยเปิดใจให้พนักงานกล้าบอกเล่าเมื่อพวกเขารู้สึกเหนื่อยเกินไป หรือกำลังมีปัญหากับสภาพจิตใจ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมการสื่อสารที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าบรรดาหัวหน้าทุกระดับให้ความสำคัญกับสุขภาพและปริมาณงานของพนักงาน ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยทางจิตใจ จนนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามก่อนการใช้วิธีการนี้ต้องระมัดระวังในการสื่อสารว่าต่อไปจะมีกระบวนการใหม่อย่างการพบปะพูดคุยกันในทีมที่ถี่ขึ้น เพราะองค์กรนั้นใส่ใจในสารทุกข์สุกดิบของตัวพนักงานแต่ไม่ใช่การจ้องจับผิดพวกเขา
ในการจะยุติปัญหา Task Masking อย่างแท้จริง บริษัทที่ต้องการรักษาคนไว้ต้องไม่จ้องแต่จะจับผิดคนที่อาจจะมีพฤติกรรม Task Masking แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่จำเป็นต้องมี Task Masking ซึ่งหมายถึงการเสนอความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน มีความโปร่งใสเรื่องเงินเดือน และตัวเลือกการทำงานแบบ Hybrid คนที่มีศักยภาพเหล่านี้นั้นพร้อมที่จะทุ่มเทอย่างเต็มที่ เมื่อได้รับเงื่อนไขที่เหมาะสมในการเติบโต แต่หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ องค์กรจะเสี่ยงที่จะสูญเสียคนทำงานที่มีความสามารถและมีความทะเยอทะยานไป
ที่มา:
forbes.com, investopedia.com, hcamag.com, fortune.com, harpersbazaar.com, techsauce.co, springnews.co.th, hrmorning.com, prodoscore.com, andreafortuna.org