เมื่อรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่อยากจะหางานใหม่ แต่ไม่รู้จะเขียนเรซูเม่ยังไงดี เพราะก็ทำงานเดิมมานานมากจนกลัวว่าไม่มีอะไรจะให้เขียน วันนี้ JobThai จะมาแชร์วิธีเขียนเรซูเม่ให้น่าสนใจในแบบฉบับของคนที่ทำงานที่เดิมมานาน พร้อมแชร์วิธีสรุปประสบการณ์ทำงานในเรซูเม่ และ ตัวอย่างทักษะในเรซูเม่
การเขียนสรุปประวัติการทำงาน เป็นหนึ่งในวิธีเขียนเรซูเม่ให้โดดเด่น โดยควรเขียนเอาไว้ตรงส่วนบนของเรซูเม่ หรือวางไว้ในตำแหน่งถัดมาจากข้อมูลส่วนตัว หรือบริเวณใกล้เคียงเพื่อดึงความสนใจจาก HR ที่อ่านเรซูเม่ตั้งแต่บรรทัดแรก ๆ โดยในเคสของคนที่ทำงานมานานแล้ว แนะนำให้เขียนสิ่งที่เป็นไฮไลต์การทำงานของเรา เช่น ประสบการณ์ ความสำเร็จ ทักษะที่โดดเด่น หรือการพัฒนาในสายอาชีพ โดยเขียนเรียบเรียงให้ออกมาอ่านง่าย กระชับ ไม่ยาวเกินไป
ถ้าในระหว่างทำงานที่เดิมเราเคยมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง อย่าเขียนแค่ว่าเราเคยมีชื่อตำแหน่งว่าอะไรมาบ้าง แล้วเขียนรายละเอียดแค่ตำแหน่งล่าสุด แต่ควรเขียนรายละเอียดของแต่ละตำแหน่งด้วย ไม่ว่าจะเป็น
- อธิบายขอบเขตความรับผิดชอบในแต่ละตำแหน่ง
- เขียนแบ่งส่วนให้ชัดเจนว่าเราทำตำแหน่งนี้ในช่วงปีไหนถึงปีไหน
- ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่ย้ายสายงานแบบแนวนอน (Lateral Move) ก็สามารถเขียนด้วยวิธีนี้ได้เช่นกันเพื่อชี้ให้เห็นว่าเราเป็นคนที่มีความสามารถและประสบการณ์หลากหลาย
- ถ้าเรซูเม่เป็นภาษาอังกฤษ การเลือกใช้คำอย่าง “Promoted to…” หรือ “Selected by CEO…” ก็เป็นการสะท้อนการเติบโตและความเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจในองค์กรได้อีกด้วย
แต่ถ้าใครทำงานตำแหน่งเดิมมาตลอดหลายปีก็อาจจะเน้นเล่าว่าเราเติบโตและเรียนรู้อะไรบ้างจากตำแหน่งนี้ เราสร้างผลลัพธ์อะไรให้กับองค์กรบ้าง โดยระหว่างเขียนอาจลองนึกภาพเทียบกันดูระหว่างตัวเองตอนนี้กับตอนที่เพิ่งเริ่มงานว่าเราเปลี่ยนไปขนาดไหน
นอกจากนี้ สิ่งที่คนหางานในยุคนี้ควรต้องรู้คือ HR หลาย ๆ บริษัทเริ่มนำเอาระบบ ATS เข้ามาช่วยคัดกรองเรซูเม่เพื่อหาแคนดิเดตที่ใกล้เคียงกับประกาศงานที่สุด ดังนั้นเราต้องไม่ลืมที่จะเขียนเรซูเม่แบบ ATS-Friendly ด้วยการใส่คำ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับประกาศนั้น ๆ ลงไปในเรซูเม่ของเราด้วย
ถึงจะทำงานที่เดิมมานาน แต่บางทีเราอาจมีขอบเขตความรับผิดชอบที่กว้างขึ้นจากตอนที่เข้าไปทำงานตอนแรก เพราะได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าให้ดูแลงานต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้นวิธีเขียนเรซูเม่ให้น่าสนใจในส่วนนี้คือการพลิกมุมมองไปโฟกัสที่สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่เดิม ดังนี้
- เล่าไปในเรซูเม่เกี่ยวกับความรับผิดชอบใหม่ ๆ ที่ได้รับมอบหมาย
- เล่าถึงโปรเจกต์บางอย่างที่เราเป็นคนเริ่มต้นด้วยตนเอง เพราะจะสะท้อนความเป็นผู้นำและการมีความคิดริเริ่ม
- ถ้าใครเขียนเรซูเม่เป็นภาษาอังกฤษก็ให้ลองใช้ Verb ที่แสดงถึงการลงมือทำด้วยตัวเอง เช่น Developed, Programmed, Organized
คำ Keyword ในเรซูเม่ค่อนข้างสำคัญและมีผลในการชี้วัดว่าเรซูเม่ของเราจะถูกแนะนำไปถึงสายตา HR หรือไม่ ดังนั้นนอกจากจะเขียนเรซูเม่แบบ ATS-Friendly แล้ว เวลาที่เราเขียนยกตัวอย่างทักษะในเรซูเม่ ก็ควรจะต้องยึดหลักดังนี้
- ทักษะที่ใส่ลงไปควรจะเป็นทักษะที่ทันสมัย เป็นที่ต้องการในปัจจุบัน เลี่ยงทักษะที่ตกยุค หรือความสามารถในการใช้โปรแกรมที่ไม่ได้มีการใช้งานแล้ว
- เลี่ยงการเขียนทักษะที่ดูทั่วไปมาก ๆ จนแทบจะถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าต้องทำได้ทุกคนอยู่แล้วในยุคนี้
- ถ้าไม่ชัวร์ว่างานที่สมัครต้องใช้ทักษะอะไรบ้างก็ลองเข้าไปดูในประกาศงานจากหลาย ๆ ที่ว่าเขาต้องการผู้สมัครที่มีทักษะประมาณไหน แล้วพิจารณาว่าเรามีทักษะนั้นไหม ต้องพัฒนาอะไรเพิ่มก่อนรึเปล่า
ถึงจะทำงานที่เดิมมานาน แต่ถ้าเรามีโอกาสได้ไปเรียนหรืออบรมหลักสูตรอะไรมาและเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่เราสมัครไป ก็อย่าลืมใส่สิ่งนี้ลงไปในเรซูเม่ด้วย เพราะมันจะกลายเป็นจุดแข็งให้กับเราในสนามแข่งของตลาดแรงงานที่เราอาจต้องต่อสู้กับแคนดิเดตที่อายุน้อยกว่าและมีทักษะที่ทันยุค
Transferable Skills คือทักษะที่สามารถเอาไปปรับใช้กับสายงานหรือตำแหน่งงานอื่น ๆ ได้ สิ่งนี้สำคัญมาก ๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาโอกาสเปลี่ยนสายอาชีพหรือเปลี่ยนอุตสาหกรรม โดยเราจะต้องพิจารณาดูว่าเรามีทักษะอะไรบ้างที่สามารถถ่ายโอนไปใช้กับงานรูปแบบอื่นได้
- หากเป็นทักษะด้าน Soft Skills เวลาที่จะยกตัวอย่างทักษะในเรซูเม่ เราอาจจะเขียนเกี่ยวกับ ภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการสื่อสาร
- ถ้าเป็นทักษะด้าน Hard Skills ก็เขียนในสิ่งที่ตัวเองทำได้จริง ๆ ลงไป เช่น ทักษะการบริหารโปรเจกต์ การใช้งานโปรแกรมอะไรบางอย่าง ฯลฯ
- ชูทักษะที่เป็นคำ Keyword คำเดียวกันกับในประกาศงาน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการเขียนเรซูเม่แบบ ATS-Friendly
วิธีเขียนเรซูเม่ให้โดดเด่นไม่ใช่เพียงการเขียนว่าเคยทำอะไรมาบ้าง แต่ควรเล่าถึงความสำเร็จที่จับต้องได้อย่างผลงานที่เราเคยทำมา
- ถ้าเรามีผลงานที่วัดผลได้ เล่าแล้วเห็นภาพ เช่น ถ้าเราเคยดูแลเพจแบรนด์ขององค์กร เราอาจเล่าแบบสั้น ๆ ถึงยอดการเติบโตของเพจในระหว่างช่วงที่เราดูแลว่าเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งบอกเป็นตัวเลขต่าง ๆ ได้ยิ่งดี (ต้องแน่ใจด้วยว่าเป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้)
- ถ้าลักษณะงานของเราไม่มีสิ่งที่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน ก็อาจเขียนออกมาในเชิงว่า สิ่งที่เราทำนั้นประสบความสำเร็จ หรือส่งผลดีต่อการทำงาน องค์กร หรือเพื่อนร่วมงานในแง่ไหนบ้าง เช่น ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือ ช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน
ถึงแม้เราจะเคยทำอะไรมาหลากหลายมากในชีวิตการทำงาน แต่เวลาที่เขียนเรซูเม่เราก็ควรเลือกเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานที่กำลังสมัครเพื่อให้เป็นไปตามหลักการเขียนเรซูเม่แบบ ATS-Friendly และใช้พื้นที่ในเรซูเม่ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
- วิธีสรุปประสบการณ์ทำงานในเรซูเม่อาจจะเขียนในลักษณะ Bullet ลงมาเพื่อความเป็นระเบียบ คัดมาเฉพาะข้อมูลที่สอดคล้องกับตำแหน่งงาน เพื่อให้ HR อ่านข้อมูลได้ง่าย
- เราสามารถใช้ชั่วโมงบินสูง และประสบการณ์ที่สะสมมานาน เพื่อดึงดูดความสนใจของ HR ได้ว่าเราทำงานในสายนี้มานาน ทำให้มีความแม่นยำสูง และเชี่ยวชาญในงานนั้นจริง ๆ
เรซูเม่เป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถพรีเซนต์ตัวเองกับองค์กรในฝัน ดังนั้นสรุปแล้ววิธีเขียนเรซูเม่ให้น่าสนใจสำหรับคนที่ทำงานมานาน มีดังนี้
- เรซูเม่ควรจะต้องมีเนื้อหาส่วนสรุปประวัติการทำงานที่กระชับ ชัดเจน
- ถ้าเคยทำงานมาหลายตำแหน่งในบริษัทเดิมก็ต้องเขียนแยกตำแหน่งงานให้ชัดเจนและเขียนให้เห็นลำดับความก้าวหน้าพร้อมระบุขอบเขตความรับผิดชอบของตำแหน่งงานนั้น ๆ
- เน้นขอบเขตความรับผิดชอบใหม่ ๆ ที่ได้รับจากความไว้วางใจที่ได้ทำงานมานาน และหน้าที่ที่สอดคล้องหรือจำเป็นกับการทำงานในตำแหน่งที่เราต้องการสมัคร
- เลือกใส่ทักษะที่ทันสมัยและเป็นทักษะที่องค์กรให้ความสำคัญสำหรับตำแหน่งนั้น ๆ
- แสดงให้เห็นว่าเราไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อัปเดตความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ
- “Transferable Skills” คืออาวุธลับของคนทำงานมานาน เพราะเป็นทักษะที่สามารถเอาไปปรับใช้กับงานต่าง ๆ ได้แบบหลากหลาย
- นำเสนอผลงานที่จับต้องได้ ไม่กล่าวเอาลอย ๆ แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจน
- เล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัครตามหลักการเขียนเรซูเม่แบบ ATS-Friendly เพื่อให้เรซูเม่ของเราถูกระบบเลือกนำไปแนะนำให้ HR ได้อ่านนั่นเอง
ที่มา:
greatresumesfast.com
monster.com
chrisscherting.com