ความก้าวหน้าของ AI ในปัจจุบัน ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานของเราง่ายขึ้น เมื่อก่อนงานบางประเภทอาจจะต้องใช้เวลาและทักษะในการฝึกฝนกว่าจะทำได้ อย่างเช่นการพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่ปัจจุบัน AI ก็ทำให้งานรูปแบบนี้เป็นไปได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น วันนี้ JobThai จะพาทุกคนไปรู้จักแนวคิดในการทำงานที่เรียกกันว่า Vibe Coding ซึ่งไม่ว่าจะมีประสบการณ์หรือไม่มีประสบการณ์มาก่อนก็สามารถเขียนโค้ดและสร้างซอฟต์แวร์ออกมาได้โดยใช้เวลาไม่นาน ถ้าอยากรู้แล้วว่า Vibe Coding มีที่มาจากไหน มีขั้นตอนการทำงานยังไงบ้าง JobThai จะพาไปทำความรู้จักกับเทรนด์นี้กันให้มากขึ้น
คำว่า Vibe นั้นมีความหมายตรงตัวว่าบรรยากาศ อารมณ์หรือความรู้สึก เมื่อรวมกับคำว่า Coding ซึ่งแปลว่าการใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เขียนโค้ดเพื่อสร้างซอฟต์แวร์ ความหมายโดยรวมจึงแปลว่าการพัฒนาหรือสร้างซอฟต์แวร์ด้วยวิธีการบอกเล่าไอเดียไปตามความรู้สึกและปล่อยให้ AI จัดการเรื่องการเขียนโค้ดนั่นเอง คำนี้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างจาก Adrej Karpathy วิศวกรคอมพิวเตอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ที่เคยร่วมงานกับ OpenAI และ Tesla โดยเขาได้ให้คำนิยามว่า Vibe Coding คือกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มนุษย์เป็นคนบอกเป้าหมาย ความต้องการและทิศทาง ส่วน AI มีหน้าที่ลงมือแปลงภาษาของมนุษย์ให้กลายเป็นโค้ดโปรแกรมคอมพิวเตอร์
พูดง่าย ๆ Vibe Coding คือการให้ AI ช่วยเขียนโค้ด สร้างซอฟต์แวร์ให้เรานั่นเอง เพียงแค่ป้อนคำสั่งด้วยภาษาปกติที่เราใช้สนทนาแล้ว AI ก็จะจัดการเปลี่ยนภาษามนุษย์ให้กลายเป็นภาษาคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน โปรแกรม หรือระบบ Automation เพื่อทำงานตามที่เราต้องการขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่นเราสามารถบอกรายละเอียดให้ AI สร้างเว็บไซต์ขายสินค้า ที่มีรายละเอียดสำคัญอย่างหน้าเพจรายการสินค้า ระบบตะกร้าสินค้า และปุ่มสั่งซื้อ ทำให้คนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องเขียนโปรแกรมสามารถทดลองสร้างซอฟต์แวร์ได้ง่ายมากขึ้น
ตารางเปรียบการเขียนโค้ดแบบเดิมและ Vibe Coding
| ปัจจัย |
การเขียนโค้ดแบบเดิม |
Vibe Coding |
| วิธีการ |
เขียนโค้ดด้วยตัวเองด้วยภาษาต่าง ๆ ที่เหมาะกับซอฟต์แวร์ที่เราต้องการสร้าง ต้องมีความรู้เชิงลึกของแต่ละเครื่องมือ และต้องแก้ปัญหา (Debug) ด้วยตัวเอง |
อธิบายสิ่งที่ต้องการแล้วให้ AI เขียนโค้ดให้ หากต้องการปรับแก้ก็สามารถคุยกับ AI ให้ปรับแก้เฉพาะส่วนได้ |
| ความซับซ้อนของงาน |
พัฒนาซอฟต์แวร์ได้ทุกระดับตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงงานที่มีความซับซ้อน เฉพาะทาง และงานที่ต้องอาศัยการปรับแต่งอย่างละเอียด |
เหมาะกับงานทั่วไป ไม่ซับซ้อน หรืองานที่ต้องการเห็นตัวอย่างการใช้งานเบื้องต้นแบบรวดเร็ว |
| ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย |
ผู้เขียนโค้ดมีการควบคุมข้อมูลทั้งหมด ไม่มีการรั่วไหลไปสู่บุคคลที่ 3 |
มีความเสี่ยงหากโค้ดมีข้อมูลส่งไปโมเดลของ AIภายนอก หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบข้อมูล ถ้าอยากต่อยอดนำไปใช้จริง |
Vibe Coding เป็นอีกตัวอย่างว่า AI เข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงานให้ง่ายขึ้น เราสามารถแปลงไอเดียทางธุรกิจให้กลายเป็นต้นแบบของแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว เพราะ Vibe Coding ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ดขั้นสูง เพียงแค่เขียนคำสั่ง Prompt อธิบายให้ชัดเจนว่าต้องการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อนำไปใช้งานด้านไหน ต้องมีฟีเจอร์การทำงานอะไรบ้าง เราสามารถทำให้เพื่อนร่วมทีมสามารถทดลองใช้งานซอฟต์แวร์ตัวต้นแบบที่เราใช้ AI สร้าง ให้พวกเขา Feedback และปรับปรุงไอเดียนั้นก่อนนำไปต่อยอดเป็นแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่ใช้ได้จริงต่อไป Vibe Coding จึงเปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีพื้นฐานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ เช่น นักการตลาด นักออกแบบ หรือ HR ที่ไม่คุ้นเคยกับการเขียนโค้ดมาเลย แต่มีไอเดียเป็นของตัวเองก็สามารถสร้างซอฟต์แวร์ต้นแบบออกมาได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
แม้ AI จะช่วยให้เราเขียนโค้ดสร้างซอฟต์แวร์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีข้อควรระวังในการใช้งานอยู่ ได้แก่
- คุณภาพของการพัฒนาซอฟต์แวร์: เนื่องจากผู้ใช้งานที่ให้ AI สร้างซอฟต์แวร์ให้ อาจไม่เข้าใจทุกอย่างที่ AI ทำมาให้เพราะไม่ได้มีความรู้ในสางานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยตรง การตรวจสอบความผิดพลาดและแก้ปัญหาในเชิงระบบจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย คนที่ Vibe Coding จะเจอปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนจากการทดลองใช้งานจริงเท่านั้น แต่จะไม่สามารถป้องกันปัญหาหรือปรับเปลี่ยนข้อผิดพลาดที่อาจแฝงอยู่ในระบบได้ดีเท่ากับผู้ใช้งานที่มีความรู้เชิงลึกเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์
- ความปลอดภัยของข้อมูล: ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อการพัฒนาเครื่องมือส่วนตัว หรือการทดลองโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับเรื่องงาน หากไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด อาจทำให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลของบริษัทเข้าไปอยู่ในระบบของ AI หรือหลุดไปสู่บุคคลที่ 3 ได้ ยิ่งถ้าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับระบบการเงิน หรือการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าขององค์กร ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดผลกระทบกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องตามมาในอนาคตได้
สำหรับมือใหม่ที่เขียนโค้ดไม่เป็นเลยแต่อยากลอง Vibe Coding ดู สามารถทำตามขั้นตอน ดังนี้ ได้เลย
- เลือกเครื่องมือในการใช้งานตามความต้องการ: เลือกใช้ ChatGPT, Gemini, Claude หรือเครื่องมือ AI ตัวอื่น ๆ ที่สนใจ ในปัจจุบันเครื่องมือ AI เหล่านี้สามารถใช้งาน Vibe Coding เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ระบบ Dashboard รวบรวมข้อมูล ระบบจองคิว หรือระบบนัดหมาย
- เขียนคำสั่ง (Prompt) ให้ AI ทำตามโจทย์ที่อยากได้: พูดคุยกับ AI เพื่อวางแผนในภาพรวม เช่น อาจจะเริ่มต้นด้วยภาพรวม “สร้างเว็บไซต์ที่มีหน้าหลัก (Home), เกี่ยวกับเรา (About Us),ผลิตภัณฑ์ (Products) และ ติดต่อบริษัท (Contact) ออกแบบให้ดูทันสมัย (Modern) ใช้โทนสีน้ำเงินเข้ม-ขาว และรองรับการใช้งานบนมือถือ” แล้วค่อยลงรายละเอียดเจาะลึกในแต่ละส่วน
- ทดลองใช้งาน: เมื่อ AI สร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมาแล้ว เราต้องลองใช้งาน หาข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
- ปรับแก้: เมื่อพบเจอข้อผิดพลาด ให้บอก AI อย่างเฉพาะเจาะจงว่าอยากปรับแก้ตรงส่วนไหน เช่น ส่วนหน้า Log In (เข้าสู่ระบบ) ค้าง ส่วนแสดงผลข้อมูลขึ้นข้อมูลไม่ครบ หรือ ปุ่มเมนูการใช้งานต่าง ๆ ใช้งานไม่ได้
- นำไปใช้งานจริง: เมื่อมีการปรับปรุงข้อผิดพลาดและตรวจสอบขั้นสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว เราก็จะสามารถนำเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นนี้ไปใช้งานจริงได้
ความจริงแล้ว Vibe Coding มีขั้นตอนใกล้เคียงกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วไป ต่างกันตรงที่เราไม่ต้องเขียนคำสั่งภาษาคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเองทั้งหมด เมื่อเราใช้งานไปแล้วเจอจุดบกพร่อง หรือ ต้องการปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น เรา สามารถทำซ้ำในขั้นตอนการแก้ไขและทดลองได้เรื่อย ๆ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันให้ดีที่สุดก่อนนำไปต่อยอดหรือใช้งานต่อไป
องค์กรธุรกิจไม่ได้คิดว่าการเขียนโค้ดด้วย AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ไปเสียทั้งหมด อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นบ้างแต่ก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของ AI เพราะในปัจจุบันนี้แม้ Vibe Coding จะช่วยเพิ่มความเร็วในการพัฒนาซอฟต์แวร์ต้นแบบได้ แต่ก็ยังมีความท้าทายเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล องค์กรส่วนใหญ่ที่เปิดรับเทรนด์เรื่อง Vibe Coding จะยอมรับให้มีการใช้ AI เพื่อการทำงานในโครงการต้นแบบที่มีความเสี่ยงต่ำ หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่าย IT นั่นทำให้บทบาทของสายงานพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องเปลี่ยนจากคนที่เขียนโค้ดเองทั้งหมด มาเป็นคนที่ทำงานร่วมกับ AI ใช้เครื่องมือ AI เป็นผู้ช่วยในการทำงานในส่วนที่เพิ่มความเร็วหรือประสิทธิภาพได้ แต่มนุษย์ก็ยังมีหน้าที่ต้องควบคุมและตรวจสอบการทำงานของ AI ในขั้นตอนสุดท้ายอยู่
โดยสรุปแล้ว Vibe Coding คือการให้ AI ช่วยเขียนโค้ดสร้างซอฟต์แวร์ให้ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของคนทำงานทั่วไปที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้าน IT มาก่อน แต่มีไอเดียเป็นของตัวเองได้ทดลองพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามหากเป็นมือใหม่สร้างเครื่องมือขึ้นมาใช้งานส่วนตัวก็เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องระวังทั้งเรื่องความปลอดภัยของการใช้ข้อมูลส่วนตัว ตลอดจนข้อมูลของบริษัท หากต้องการนำไปต่อยอดใช้กับงานของบริษัทควรได้รับความเห็นชอบจากบริษัทและอยู่ภายใต้การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยตรง
ที่มา:
questera.ai, ibm.com, cloud.google.com, aistudio.google.com, tanium.com, martinfowler.com, cloudflare.com, researchgate.net, merriam-webster.com, ionos.com, uxdesign.cc, simonwillison.net, geeksforgeeks.org, gartner.com, theconversation.com