ถ้าทักษะภาษาอังกฤษพอได้ แต่ไม่ค่อยได้พูด แล้วได้รับหน้าที่ให้นำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษ ควรเริ่มต้นยังไงดี วันนี้ JobThai มีวิธีเตรียมตัวพรีเซนต์งานเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมตัวอย่างบทสนทนาเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงมาฝากคนทำงาน
ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอผลงานภาษาไหนก็ตามหัวใจสำคัญคือการส่งสารให้ผู้ฟังเข้าใจ คนฟังส่วนใหญ่ไม่ได้มานั่งจับผิดการใช้ภาษา แต่พวกเขามาเพื่อนำเนื้อหาไปทำงานหรือตัดสินใจต่อ ดังนั้นหน้าที่ของเราคือการเตรียมตัวให้การสื่อสารนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด
เพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ เราขอยกทฤษฎี SMCR Model ของ David Berlo มาแนะนำ ซึ่งมี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
- Sender: ผู้ส่งสารต้องมีทักษะและทัศนคติที่ดี รวมถึงมีความเข้าใจในบริบท
- Message: สารต้องถูกจัดระเบียบเนื้อหาให้ชัดเจน เข้าใจง่าย และตรงประเด็น
- Channel / Medium: ใช้ช่องทางหรือสื่อกลางที่เหมาะสมกับประเภทของข้อมูล เช่น การพูดคุยต่อหน้าสำหรับเรื่องสำคัญ
- Receiver / Audience: รู้จักผู้รับสาร โดยผู้ส่งสารจำเป็นต้องวิเคราะห์ระดับความรู้และภูมิหลังของผู้ฟังล่วงหน้า เพื่อปรับระดับของสารให้เหมาะสม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน
ถ้าทักษะภาษาอังกฤษของเราอยู่ในระดับอ่านออกเขียนได้ แต่ยังพูดไม่เก่งหรือไม่มีความมั่นใจเมื่อต้องยืนต่อหน้าคนจำนวนมาก สิ่งแรกที่ต้องทำคือการปรับวิธีคิด เปลี่ยนความกังวลในเรื่องการพูด ให้เป็นการโฟกัสที่ตัวเนื้อหาและผู้ฟังเป็นหลักก่อน
ลองดูกันว่า เราสามารถเตรียมตัวยังไงได้บ้าง
เตรียมเนื้อหาให้ดี
- โครงสร้างเนื้อหาต้องชัดเจนและเรียบง่ายที่สุดเพื่อไม่ให้ตัวเองหลงทางและไม่ให้คนฟังงง
- ตัดคำศัพท์ที่ซับซ้อนทั้งในแง่ความหมายหรือการออกเสียงยากทิ้ง เปลี่ยนเป็นศัพท์พื้นฐานที่เน้นการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายต่อการพูดของตัวเราเอง
- ท่องจำประโยคเชื่อมโยง เช่น ประโยคเกริ่นนำ อธิบายข้อมูล หรือการเปลี่ยนหัวข้อเรื่องที่จะพูดต่อไป ประโยคเหล่านี้จะทำให้เราพูดได้อย่างไหลลื่น เป็นธรรมชาติ ทำให้การพูดโดยรวมดูเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่พูดแต่เนื้อหาต่อ ๆ กันโดยไม่ได้บอกผู้ฟังหรือกดเปลี่ยนสไลด์เฉย ๆ
- ต้องเข้าใจเนื้อหาของสิ่งที่จะพูดอย่างลึกซึ้ง ความมั่นใจในเนื้อหาจะช่วยลดความตื่นตระหนก เมื่อเรารู้จริงในสิ่งที่พูด สมองจะโฟกัสไปที่คุณค่าของข้อมูลที่จะถ่ายทอดให้ผู้ฟัง ไม่ใช่ความเป๊ะของไวยากรณ์
ใช้สื่อเป็นตัวช่วย
การนำเสนอสื่อหรือเนื้อหาไปให้ถึงผู้ฟัง ไม่ได้มีแค่การพูดของเราเท่านั้น แต่รวมถึงสไลด์นำเสนอและภาษากายด้วย
- ให้สไลด์ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการเล่าเรื่อง โดยออกแบบสไลด์ให้มีตัวหนังสือน้อย แต่มีภาพ กราฟ หรือแผนภูมิที่เข้าใจง่าย ดึงดูดความสนใจของสายตาผู้ฟังและทำให้พวกเห็นภาพได้ง่ายขึ้น
- แสดงออกด้วยภาษากายในเชิงบวก เช่น การสบตา การยืนตัวตรง หันหน้าไปยังผู้ฟังอย่างทั่วถึง หรือท่าทางที่แสดงถึงความมั่นใจในเนื้อหาที่พูด เทคนิคเหล่านี้อาจช่วยให้ผู้ฟังเปิดใจรับฟังและมองข้ามความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างการนำเสนอได้
เปลี่ยนจากโฟกัสที่ตัวเองไปโฟกัสที่คนฟัง
- คนพูดไม่เก่งส่วนใหญ่มักตกม้าตายเพราะมัวแต่คิดว่าจะพูดคำนี้ถูกไหม สำเนียงฉันจะตลกหรือเปล่า ซึ่งเป็นการโฟกัสที่ตัวเองจะทำให้เกิดความกังวลไปก่อน จำไว้ว่าเรามีหน้าที่บอกเล่าข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของพวกเขา หากไม่ใช่ความผิดร้ายแรงผู้ฟังจะพร้อมให้อภัยและไม่ได้เก็บเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มาใส่ใจ
- ให้เปลี่ยนมุมมองใหม่เป็นโฟกัสที่ผู้รับสาร วิเคราะห์กลุ่มผู้ฟังให้ออกว่าพวกเขาอยากเข้ามาฟังอะไร เช่น ถ้าผู้ฟังเป็นระดับผู้บริหาร พวกเขาจะต้องการการสรุปตัวเลขและผลลัพธ์ที่จะนำไปตัดสินใจต่อทันที ไม่ได้ต้องการฟังการพูดยาว ๆ ดังนั้นจึงควรสรุปประเด็นที่วิเคราะห์มาเป็นอย่างดี มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยขน์และทำได้จริง ถ้าเป็นเพื่อนร่วมงานต่างแผนกก็ต้องคำนึงว่ามีเรื่องไหนที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมเพื่อปูพื้นฐานก่อนไหม หรือถ้าเป็นเพื่อนในทีม ก็ต้องให้ข้อมูลที่เขาจะนำไปทำงานต่อได้
เตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรับมือกับปัญหาที่ไม่คาดคิด
- ซ้อมรับมือกับคำถามที่เราอาจจะคาดไม่ถึง เพราะจุดที่คนไม่ถนัดภาษากลัวที่สุดคือตอนโดนถามคำถามที่ตอบยาก ให้เตรียมประโยคสำหรับซื้อเวลาหรือปฏิเสธอย่างสุภาพไว้ เช่น "That’s a great question. Let me check the exact data and get back to you." ซึ่งแปลว่า “คำถามนี้ดีมาก ผมขอเช็กข้อมูลเป๊ะ ๆ แล้วเดี๋ยวจะกลับมาให้คำตอบนะครับ”
- ยอมรับความผิดพลาดด้วยคำขอโทษและพูดต่อโดยไม่เสียความมั่นใจ คนที่สื่อสารได้ไม่ได้หมายถึงคนที่พูดถูก 100% ตลอดเวลา ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ หากพูดผิด ให้พูดคำว่า "Sorry, let me correct that." ซึ่งแปลว่า “ขออภัยครับ ขอผมแก้ไขให้ถูกต้องนะครับ” และพูดใหม่ให้ถูกต้อง เมื่อจบประเด็นนี้แล้วจึงพูดประเด็นอื่นต่อไป การยอมรับว่าพูดผิดอย่างมั่นใจและแก้ไขในทันทีจะทำให้เรามีความเป็นมืออาชีพมากกว่าการนิ่งอึ้งไปเพราะความตกใจ
มาดูกันบ้างว่าตลอดการนำเสนอ มีประโยคแบบไหนที่ใช้กันบ่อย และสามารถนำไปใช้กับสถานการณ์จริงได้บ้าง
เริ่มต้นการนำเสนอ
แนะนำตัว
- Good morning, everyone. Thank you for being here today. My name is…[First Name-Surname] and I’m the...[Position]
สวัสดีตอนเช้า ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลามาที่นี่ในวันนี้ ผม...[ชื่อ–นามสกุล] ทำงานในตำแหน่ง...[ชื่อตำแหน่ง]
- On behalf of...[Company / Department / Team], I’d like to welcome you all today.
ในนามของ…[ชื่อบริษัท / แผนก / ทีม] ขอต้อนรับทุกท่านในวันนี้
- It's a pleasure to have the opportunity to present today.
ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสให้นำเสนอในวันนี้
แจ้งวัตถุประสงค์และหัวข้อการนำเสนอ
- Today, I’m going to talk about…[Topic]
วันนี้ ผมจะพูดเกี่ยวกับเรื่อง…[ชื่อหัวข้อ]
- The purpose of today’s presentation is to introduce our new project.
วัตถุประสงค์ของการนำเสนอของวันนี้คือการแนะนำโครงการใหม่ของเรา
- I’m here to share some updates regarding...[Topic]
วันนี้ผมจะขอแชร์ข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับ…[ชื่อหัวข้อ]
- My presentation will take about 15 minutes of your time. It’s divided into three main parts.
การนำเสนอของ ผมจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ด้วยกัน
อธิบายข้อมูล
ชี้ให้ดูสไลด์และกราฟ ก่อนอธิบายเพิ่มเติม
- As you can see from this slide...
อย่างที่ทุกท่านเห็นจากสไลด์นี้...
- Take a look at this chart, which illustrates the sales growth.
ลองดูที่แผนภูมินี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของยอดขาย
- If you look at the screen, you will notice that...
หากทุกท่านมองไปที่หน้าจอ จะสังเกตเห็นว่า...
เปลี่ยนหัวข้อ
- Moving on to the next topic…
ไปที่หัวข้อต่อไปกัน...
- That’s all I have to say about the product features, so now let’s take a look at the pricing.
นั่นคือทั้งหมดเกี่ยวกับฟีเจอร์ของผลิตภัณฑ์ ต่อไปเรามาดูเรื่องราคากันบ้าง
- I’d like to shift our focus to the international market.
ดิฉันอยากจะขอเปลี่ยนไปยังเรื่องตลาดต่างประเทศ
- Having discussed the background, let's move on to the results.
เมื่อกล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานแล้ว ต่อไปเรามาดูผลลัพธ์กันบ้าง
สรุปปิดท้าย
สรุปเนื้อหาสำคัญ
- To wrap up, let’s quickly look at the main points again.
เพื่อเป็นการสรุป เรามาดูประเด็นหลัก ๆ อีกรอบอย่างเร็ว ๆ กันครับ
- In conclusion, the data shows that this investment is profitable.
สรุปได้ว่า ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการลงทุนครั้งนี้ได้กำไรครับ
- I’d like to conclude by emphasizing that teamwork was the key to our success.
ผมอยากจะขอสรุปด้วยการเน้นย้ำว่า การทำงานเป็นทีมคือหัวใจสู่ความสำเร็จของเราครับ
- The key takeaway is...
สิ่งสำคัญที่อยากให้ทุกท่านจดจำคือ...
แนะนำขั้นตอนต่อไป
- So, what are the next steps? First, we need to...
ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปคืออะไร? อย่างแรกเลยเราต้อง...
- Based on our findings, I recommend that we implement this plan immediately.
จากสิ่งที่เราค้นพบ ผมแนะนำให้เราเริ่มใช้แผนนี้ทันทีครับ
ขอบคุณผู้ฟัง
- Thank you very much for your time and attention.
ขอบคุณมากสำหรับเวลาและความตั้งใจรับฟังครับ
- That brings me to the end of my presentation. Thank you.
นั่นคือทั้งหมดของการนำเสนอของผม ขอบคุณครับ
- I appreciate you all listening so attentively.
ผมรู้สึกขอบคุณทุกท่านมากที่ตั้งใจรับฟังอย่างดีครับ
- Thank you for listening.
ขอขอบคุณที่รับฟังครับ
ตอบคำถามผู้ฟัง
- Does anyone have any questions or comments?
มีใครมีคำถามหรือข้อคิดเห็นอะไรไหมครับ
- If there are any questions, please feel free to ask.
หากมีคำถามใด ๆ สามารถถามได้ตามสบายเลยครับ
- That’s a great question. Thank you for asking.
เป็นคำถามที่ดีมากครับ ขอบคุณสำหรับคำถามนะครับ
- I don’t have that specific data on hand right now, but I can find out and get back to you.
ตอนนี้ผมยังไม่มีข้อมูลเฉพาะนั้นอยู่ในมือ แต่ผมจะไปหาคำตอบและแจ้งกลับให้ทราบครับ
- Let me check on that and follow up with you via email.
ขอผมไปตรวจสอบเรื่องนั้น แล้วจะส่งข้อมูลตามไปให้ทางอีเมลนะครับ
- To be honest, I’m not entirely sure, but I can introduce you to our expert after this.
พูดตามตรงคือผมยังไม่แน่ใจ แต่หลังจบการนำเสนอนี้ ผมแนะนำคุณให้รู้จักกับผู้เชี่ยวชาญของเราได้ครับ
รับมือกับปัญหาเฉพาะหน้า
เมื่อเกิดการขัดข้องกับอุปกรณ์การนำเสนอ
- Apologies for the technical hitch. We’ll be up and running in a moment.
ขออภัยในความขัดข้องทางเทคนิคค่ะ อีกสักครู่เราจะดำเนินการต่อนะคะ
- It seems the projector isn’t working. Can everyone in the back hear me okay without the mic?
เหมือนว่าโปรเจกเตอร์จะมีปัญหานะคะ ถ้าไม่ใช้ไมโครโฟน คนข้างหลังยังได้ยินเสียงชัดไหมคะ
- Please bear with me for a second while I fix the presentation.
โปรดรอสักครู่ระหว่างที่ดิฉันแก้ไขหน้าจอนำเสนอนะคะ
- While we're waiting, let me explain this point.
ระหว่างที่รอ ดิฉันขออธิบายประเด็นนี้เพิ่มเติมนะคะ
- Let's continue with the presentation.
เรามาฟังการนำเสนอกันต่อเลยค่ะ
เมื่อพูดผิดและต้องการแก้ไขให้ถูกต้อง
- Sorry, let me rephrase that to make it clearer.
ขออภัยครับ ผมขอพูดใหม่เพื่อให้ชัดเจนขึ้นนะครับ
- What I meant to say was...
สิ่งที่ผมฉันต้องการจะสื่อก็คือ...
- I’d like to correct what I just said.
ผมขอแก้ไขข้อมูลที่ผมพูดเมื่อสักครู่นะครับ
ตัวอย่างประโยคเหล่านี้เป็นเพียงประโยคที่รวบรวมมาเพื่อเป็นทางเลือกเท่านั้น ยิ่งมีคลังคำศัพท์และรู้จักสำนวนประโยคในการนำเสนอเยอะ บวกกับการฝึกฝนและการเตรียมตัวที่ดี เมื่อเราเจอสถานการณ์การจริงก็จะมีตัวเลือกในการพูดที่หลากหลายมากขึ้น ดูเป็นธรรมชาติและไม่ใช่การท่องจำมาเท่านั้น
- สรุปเนื้อหาทั้งหมดที่จะนำเสนอออกมาแล้วปรับเป็นบทพูดหรือ Script จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่แรกหรือแปลทีหลังก็แล้วแต่ความถนัด
- ปรับสำนวนภาษาให้เข้ากับปากของเรามากที่สุดโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการสื่อสารเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการใช้คำที่สวยหรูแต่เราก็ยังไม่มั่นใจในการใช้ ให้เลือกใช้คำศัพท์ที่คุณคุ้นเคย ออกเสียงได้ง่ายที่สุด
- เมื่อพอใจ Script แล้วให้เขียนเนื้อหาของสไลด์แต่ละหน้าออกมาเป็นข้อ ๆ ในลักษณะ Bullet Points หรือโน้ตสั้น ๆ ตามความถนัด โดยในแต่ละสไลด์ควรมีคำสำคัญ (Keywords) เพื่อเตือนความจำของเราในกรณีที่ลืมเนื้อหา
- ซ้อมเพื่อเพิ่มความมั่นใจโดยไม่ยึดติดกับการท่องจำ ด้วยการอธิบายแต่ละประเด็นในสไลด์อย่างยืดหยุ่น ไม่ต้องกังวลว่าจะพูดตาม Script ได้เป๊ะทุกคำ ลองมองสไลด์ทีละหน้าแล้วอธิบายเนื้อหาในหน้านั้นด้วยคำพูดที่มาจากความเข้าใจของเราเองตามเนื้อหาที่เราเตรียมไว้
- ในการซ้อมแต่ละรอบสามารถปรับเปลี่ยนการพูดไปเรื่อย ๆ ได้ เช่น รอบแรกใช้วิธีเล่าแบบสั้น ๆ รอบที่สองลองขยายความเพิ่ม รอบที่สามลองใช้คำศัพท์หรือประโยคอื่น ๆ ที่ความหมายเหมือนกัน วิธีนี้จะทำให้เราจดจำสาระสำคัญของเนื้อหาได้ขึ้นใจ ไม่ใช่จำแค่ตัวอักษรที่เราเขียนมา หากลืมว่าต้องพูดอะไรต่อ ก็ดู Keywords แล้วพยายามอธิบายต่อจากจุดนั้นได้
เมื่อเราซ้อมแบบนี้จนจำเนื้อหาได้ขึ้นใจ พร้อมกันกับการเปลี่ยนข้อมูลในหัวให้ออกมาเป็นคำพูดหลากรูปแบบในแต่ละรอบ เราจะพบว่าการพูดของเราจะยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่อได้นำเสนอจริง แม้จะเกิดปัญหาขึ้นบ้าง เราก็จะปรับตัวได้ง่ายขึ้นและคิดหาวิธีในการพูดเพี่อนำเสนอต่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ
สิ่งสำคัญที่สุดของการนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษคือการคิดถึงกลุ่มคนฟังและเทคนิคการสื่อสาร แทนที่จะกังวลกับข้อจำกัดทางภาษาของตัวเอง หากเราเตรียมตัวด้านเนื้อหาที่จะพูดและซ้อมมาเป็นอย่างดี รวมถึงมีคลังคำศัพท์และประโยคที่หลากหลายเพื่อให้เลือกใช้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร เราก็จะมีความมั่นใจในการพูดมากขึ้น และพร้อมรับโอกาสในการนำเสนองานด้วยภาษาอังกฤษในครั้งต่อไป
ที่มา:
communicationtheory.org, businessenglishpod.com, trulyenglish.com.mx, fluentu.com, oxfordlanguageclub.com, g2.com, englishtco.com, preply.com, londonschool.com